ราช กรุ๊ป ผุดแผนลงทุนไทยและอินโดนีเซีย ตั้งเป้า EBITDA โตเพิ่มขึ้นที่ 15,000 ล้านบาท

ราช กรุ๊ป กำหนดเป้าหมาย EBITDA เติบโตเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 15,000 ล้านบาท เตรียมแผนลงทุนในไทยและอินโดนีเซีย จัดสรรงบลงทุน 10,000 ล้านบาท พร้อมรับรู้โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 2 แห่งเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ปีนี้       

24 ส.ค. 2569 – นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินงานตามกรอบกลยุทธ์ 5 ด้าน ซึ่งมีความก้าวหน้าในหลายด้านทั้งการบริหารสินทรัพย์และแผนการลงทุน สำหรับการบริหารสินทรัพย์ได้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาพัฒนาระบบซ่อมบำรุงแบบเชิงคาดการณ์ ในโรงไฟฟ้าราชเอ็นเนอร์จี ระยอง และโรงไฟฟ้าราชโคเจนเนอเรชั่น ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าประเภท SPP และบริษัทฯ ถือหุ้นทั้งหมด เพื่อตรวจจับและแจ้งเตือนความผิดปกติล่วงหน้าก่อนเกิดความเสียหายจริง ลดความเสี่ยงการหยุดเดินเครื่องฉุกเฉิน เพิ่มความเชื่อถือได้ และความพร้อมจ่าย ของเครื่องจักร ซึ่งช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุง และรายได้ให้กับโรงไฟฟ้ามากขึ้น

ด้านการลงทุน บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย โดยตั้งเป้าหมายที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ครอบคลุมทั้งโครงการโซลาร์ชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็สนใจที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ

“บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางกลยุทธ์ที่กำหนด เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมาย EBITDA ให้ได้ถึง 15,000 ล้านบาท พร้อมทั้งยังได้จัดสรรงบลงทุนไว้จำนวน 10,000 ล้านบาทเพื่อใช้ลงทุนในโครงการเดิมที่ลงทุนแล้ว และโครงการใหม่ ๆ ซึ่งการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โครงการที่อยู่ในมือ (Pipeline) มีความก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจและยังได้ขับเคลื่อนโรดแมปการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ด้วย โดยบริษัทฯ คาดว่าจะรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 71.05 เมกะวัตต์ในฟิลิปปินส์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 5.5 เมกะวัตต์ ในเวียดนาม ซึ่งกำหนดจะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปีนี้” นายนิทัศน์ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการสรรหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเป็นที่ตั้งโครงการ รวมทั้งเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมองโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซียตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของอินโดนีเซีย (RUPTL) โดยได้เตรียมแผนโครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้าไพตัน ในชวาตะวันออก ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ เพราะมีความพร้อมทั้งด้านพื้นที่และศักยภาพในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าชวา-บาหลี นอกจากนี้ยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการขยายกำลังผลิตเครื่องยนต์ก๊าซ (Gas Engine) ขนาด 200 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพร้อมระบบทำความเย็น กำลังการผลิต 140 เมกะวัตต์ ในเมืองบาตัม ด้วย

ในครึ่งปีแรกนี้ บริษัทฯ สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมด้านดิจิทัลด้วยการให้บริการพลังงานไฟฟ้าแก่ธุรกิจศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center โดยบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด ขนาดกำลังการผลิต 154.2 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 51.67% ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กำลังผลิตไฟฟ้า 60 เมกะวัตต์กับลูกค้า Data Center ซึ่งตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ในจังหวัดชลบุรี และโรงผลิตไฟฟ้านวนคร ขนาดกำลังการผลิต 232 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 40% ได้บรรลุข้อตกลงผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้า Data Center ในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จำนวน 2 ราย กำลังการผลิต 48 เมกะวัตต์ และ 20 เมกะวัตต์แล้ว

นอกจากนี้ ยังมีความก้าวหน้าในการเจรจาเข้าร่วมลงทุนโครงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ในประเทศตุรกี ซึ่งมีกำลังผลิต 100,000 ตันต่อปี อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการจัดทำโมเดลธุรกิจใหม่สำหรับพัฒนาพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี โดยเบื้องต้นจะเน้นการบริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน และธุรกิจเกี่ยวข้องเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือธุรกิจใหม่ในอนาคต

เพิ่มเพื่อน