‘สิริพงศ์’ เร่งตั๋วร่วม พ.ย.เล็งชง ครม. เคาะวงเงินชดเชย 5,800 ล้านบาท

‘คมนาคม’ เผยคืบหน้าตั๋วร่วม เร่งรัดนโยบายระยะสั้นลดค่าครองชีพ ยืนยันไม่แทรกแซงสัมปทานเดิม BTS-BEM ไร้ปัญหา เตรียมเสนอ ครม. ขอวงเงินชดเชย 5,800 ล้านบาท ต้นเดือน พ.ย. พร้อมใช้แอปฯ “เป๋าตัง” โอนเงินส่วนต่างคืน ให้สิทธิ์เฉพาะคนไทย ดีเดย์พร้อมกัน 1 มกราคมนี้

9 ต.ค. 2569 – นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.)  ครั้งที่ 4/2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนระบบตั๋วร่วมภายใต้พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปและกำหนดกรอบแนวทางปฏิบัติ เบื้องต้นกระทรวงคมนาคมเตรียมเสนองบกลางขอรับการจัดสรรงบประมาณชดเชย จำนวน 5,000-5,800 ล้านบาท ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ภายในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้

“รัฐบาลยืนยันว่าสามารถเริ่มใช้มาตรการราคาค่าโดยสาร 17-45 บาทตลอดสาย ได้พร้อมกันทุกสายภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 โดยมาตรการดังกล่าวถือเป็นนโยบายระยะสั้น ที่มุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนและส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น  ซึ่งภาครัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซงเงื่อนไขหรือกลไกสัมปทานเดิม ของผู้ให้บริการเอกชนแอย่างใดในด้านงบประมาณ” นายสิริพงศ์ กล่าว

สำหรับรูปแบบการดำเนินมาตรการราคาค่าโดยสาร 17-45 บาทตลอดสาย รัฐบาลจะกำหนดให้ประชาชนผู้ใช้บริการชำระค่าโดยสารในราคาเต็มไปก่อนจากนั้นรัฐจะดำเนินการโอนเงินส่วนต่างคืนให้แก่ประชาชนในภายหลังผ่าน แอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งการเลือกคืนเงินผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อจำกัดสิทธิ์ความช่วยเหลือเฉพาะประชาชนคนไทยเท่านั้น โดยผู้ใช้บริการชาวต่างชาติจะไม่ได้รับสิทธิ์ส่วนลดในมาตรการนี้

ขณะที่การจัดทำระบบชำระเงินและระบบโอนเงินส่วนต่างคืนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง เบื้องต้นต้องไปหารือร่วมกับบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้ระบบดำเนินไปได้อย่างราบรื่น แบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้ 1.กรณีการผูกบัตร EMV  ทุกประเภทเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยปัจจุบันพบว่ามีข้อมูลบัตรบางส่วนถูกนำเข้าและเชื่อมต่ออยู่ในระบบแอปพลิเคชันเป๋าตังอยู่แล้ว แต่ยังมีส่วนที่เป็นบัตรเครดิตทั่วไปที่ยังไม่ได้เชื่อมต่อเข้ากับแอปพลิเคชันเป๋าตัง จึงจำเป็นต้องร่วมกันพัฒนาระบบเพื่อนำบัตรเครดิต EMV เหล่านี้เข้ามาผูกเข้ากับระบบเป๋าตังให้ครอบคลุมทั้งหมด

2.กรณีการผูกบัตรแรบบิท (Rabbit Card) เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งจะต้องหารือและเจรจาร่วมกันว่าสามารถนำระบบบัตรแรบบิทเข้ามาผูกและเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันเป๋าตังได้หรือไม่

ทั้งนี้ การดำเนินการในทั้งสองกรณีดังกล่าวจะเป็นมาตรการระยะสั้นที่จะใช้ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน- 1 ปี เนื่องจากเป้าหมายสุดท้ายของโครงการคือการปรับเปลี่ยนระบบหัวอ่านของรถไฟฟ้าทั้งหมดให้เป็นระบบ EMV อย่างสมบูรณ์

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนผลการเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้า เช่น  บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM นั้น ขณะนี้ได้มีการเจรจาร่วมกันแล้ว ซึ่งทางเอกชนไม่มีข้อขัดแย้งหรือปัญหาใด ๆ เนื่องจากมาตรการนี้ไม่ได้เป็นการไปปรับเปลี่ยนโครงสร้างราคาเดิม โดยเอกชนยังคงได้รับรายได้ตามเงื่อนไขสัมปทานตามปกติ

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นหลังจากดำเนินมาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทตลอดสาย รวมถึงสภาพความเป็นจริงทางธุรกิจ ในประเด็นนี้จะมีการนำตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงมาเจรจาหารือร่วมกับเอกชนผู้รับสัมปทานอีกครั้งในภายหลัง ส่วนการพัฒนาระบบตั๋วร่วมเต็มรูปแบบที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะประเภทอื่น ๆ เช่น รถโดยสารสาธารณะ จะถูกนำไปพิจารณาเป็นแผนงานในระยะต่อไป

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง