ไดกิ้น ผนึกกรมอนามัยต่อยอด ‘ห้องเรียนปลอดฝุ่น’ 4 จังหวัด ชูผลลด PM2.5 ในห้องเรียนเฉลี่ย 81%

ไดกิ้น เดินหน้าขยายผลโครงการห้องเรียนปลอดฝุ่นจากศูนย์ต้นแบบใน 4 จังหวัด นำความเชี่ยวชาญด้านระบบปรับอากาศ ระบายอากาศ และกรองฝุ่น สู่การยกระดับคุณภาพอากาศในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก พร้อมผนึกกรมอนามัยผลักดันแนวทางดูแลอากาศภายในอาคารให้สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในพื้นที่อื่น

9 ต.ค. 2569 – นายวรพงศ์ กียปัจจ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปี ทำให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้องปิดประตูและหน้าต่างเพื่อป้องกันฝุ่นจากภายนอก ขณะที่การระบายอากาศที่ลดลงอาจทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สะสมภายในห้อง ส่งผลต่อความสบายและสมาธิในการเรียนรู้ของเด็ก ไดกิ้นจึงนำความเชี่ยวชาญภายใต้แนวคิด “Perfecting the Air” มาพัฒนาระบบดูแลคุณภาพอากาศที่ครอบคลุมทั้งการปรับอากาศ การระบายอากาศ และการกรองฝุ่น

โครงการพัฒนาต้นแบบศูนย์การเรียนรู้การปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ดำเนินการใน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงราย ระยอง และนครราชสีมา โดยร่วมมือกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข หน่วยงานท้องถิ่น และภาควิชาการ เพื่อพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

ระบบภายในศูนย์ต้นแบบประกอบด้วยระบบระบายอากาศแบบแลกเปลี่ยนความร้อนที่กรองฝุ่น PM2.5 ก่อนนำอากาศภายนอกเข้าสู่ห้อง ทำงานร่วมกับระบบปรับอากาศและเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ พร้อมอบรมครูและผู้ดูแลให้สามารถใช้งานและดูแลระบบได้ด้วยตนเอง เพื่อให้ต้นแบบสามารถนำไปศึกษาและประยุกต์ใช้ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งอื่นได้

ผลการดำเนินงานพบว่า ศูนย์ต้นแบบทั้ง 4 จังหวัดเป็นพื้นที่เรียนรู้ของเด็กกว่า 200 คน และครูผู้ดูแลกว่า 20 คน โดยผลตรวจวัดระบุว่าระดับฝุ่น PM2.5 ภายในห้องเรียนต่ำกว่าภายนอกเฉลี่ย 81% ขณะที่ระดับ CO2 ภายในห้องเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ 618 ppm ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ของกรมอนามัย ทั้งนี้ ตัวเลขการลดฝุ่นดังกล่าวอ้างอิงจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กห้วยซ้อ จ.เชียงราย ซึ่งตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 ภายนอกได้สูงถึง 95 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลห้วยซ้อ จ.เชียงราย ยังได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากกรมอนามัย รับรองเป็น “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ตามเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขภาพอนามัยแห่งแรกในภาคเหนือ สะท้อนการนำระบบจัดการคุณภาพอากาศไปใช้ในพื้นที่จริง ควบคู่กับการพัฒนาความรู้ให้แก่ครูและผู้ดูแล

ด้าน ดร.จิตติมา รอดสวาสดิ์ ผู้อำนวยการกองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมอนามัยให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่นสำหรับกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กเล็ก พร้อมกำหนดแนวทางการจัดทำห้องปลอดฝุ่นสำหรับบ้านเรือน อาคารสาธารณะ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อให้หน่วยงานในพื้นที่นำไปปรับใช้ โดยการมีศูนย์ต้นแบบที่ดำเนินการได้จริงจะช่วยให้การขยายแนวทางไปยังพื้นที่อื่นมีความชัดเจนมากขึ้น

สำหรับแผนต่อไป ไดกิ้นเตรียมนำบทเรียนจากศูนย์ต้นแบบทั้ง 4 จังหวัดไปพัฒนาโมเดลให้รองรับความต้องการของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่หลากหลาย พร้อมสนับสนุนการถ่ายทอดความรู้ด้านการดูแลคุณภาพอากาศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายผลโครงการไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอื่นในอนาคต

เพิ่มเพื่อน