
‘35 ปี’ ไม่ใช่เพียงระยะเวลาที่บอกว่าโลกเปลี่ยนไปมากแค่ไหน แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเองเดินทางผ่านหลายบททดสอบ ตั้งแต่วิกฤตการเงินเอเชีย วิกฤตเศรษฐกิจโลก ไปจนถึงวิกฤตโควิด-19 และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบัน การกลับมาของเวทีการประชุมใหญ่ระดับโลกที่ประเทศไทยอีกครั้ง จึงมีความหมายมากกว่าการเป็น ‘เจ้าภาพ’ หากเป็นจังหวะที่ไทยได้กลับมายืนอยู่ท่ามกลางการสนทนาครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) : The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 จึงไม่ใช่เพียงเวทีที่ผู้กำหนดนโยบายด้านการเงินและการคลังจากนานาประเทศทั่วโลกมาพบปะกัน แต่เป็นพื้นที่ที่ประเด็นใหญ่ของเศรษฐกิจโลกจะถูกหยิบขึ้นมาถกเถียง ตั้งแต่ทิศทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเงิน การพัฒนา การลดความยากจน ไปจนถึงโจทย์ใหม่อย่าง AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างงานในอนาคต
ความสำคัญของการประชุมครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วม หรือระดับของบุคคลที่จะเดินทางมายังประเทศไทย แต่คือ ‘บทสนทนา’ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาซึ่งเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนหลายด้านพร้อมกัน การค้าและภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนสมการ การลงทุนที่ต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ ขณะที่ประเทศต่างๆ ต้องหาสมดุลระหว่างการเติบโต ความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างภูมิคุ้มกันต่อแรงกระแทก
สำหรับประเทศไทย การกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังผ่านไป 35 ปี จึงเป็นทั้ง โอกาส และ เวทีทดสอบ ในเวลาเดียวกัน โอกาสที่จะนำเสนอศักยภาพของประเทศ เชื่อมต่อกับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลก และสื่อสารทิศทางเศรษฐกิจไทยในบริบทใหม่ ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่จะทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยถูกมองเห็นและถูกนำไปเชื่อมโยงกับโจทย์เศรษฐกิจระดับโลกมากขึ้น โดยรัฐบาลกำหนดแนวคิดหลักของการเป็นเจ้าภาพไว้ภายใต้ธีม Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience
ในอีกด้านหนึ่ง การเป็นเจ้าภาพงานระดับนี้ยังสะท้อนความพร้อมของประเทศไทยในมิติที่กว้างกว่าเศรษฐกิจ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม ความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก ตลอดจนความสามารถในการรองรับผู้เข้าร่วมจากนานาประเทศ ราว 15,000-20,000 คน เพราะเวทีที่จะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีเพียงการประชุมในห้อง แต่ประกอบด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การลงทุน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพบปะระหว่างภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมจากทั่วโลก
ดังนั้น การกลับมาของ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 จึงอาจมองได้ว่าเป็นมากกว่างานระดับนานาชาติที่ไทยต้อง ‘จัดให้สำเร็จ’ เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยได้ ‘เล่าเรื่องของตัวเอง’ ต่อสายตาโลก พร้อมกับรับฟังว่า กติกาเศรษฐกิจชุดใหม่กำลังเดินไปทางไหน และคำถามสำคัญคือ หลังม่านการประชุมปิดลง ไทยจะสามารถเปลี่ยนโอกาสจากการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ให้กลายเป็นแรงส่งต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และความเชื่อมั่นในระยะต่อไปได้มากเพียงใด
เมื่อเวทีสำคัญกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย คำถามต่อมาจึงอยู่ที่ว่า ไทยจะใช้โอกาสนี้เล่าเรื่องอะไรให้โลกฟัง เพราะการเป็นเจ้าภาพไม่ได้หมายถึงการเปิดพื้นที่ให้ผู้แทนจากนานาประเทศมาประชุมเท่านั้น แต่ยังเป็นจังหวะที่ไทยสามารถนำเสนอภาพของประเทศในอีกมิติหนึ่ง ตั้งแต่ทิศทางเศรษฐกิจ ศักยภาพของภาคธุรกิจ ไปจนถึงความพร้อมที่จะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
สารสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ประเทศไทยถูกมองมากกว่า ‘ฐานการผลิต’ หรือ ‘ตลาดท่องเที่ยว’ แต่เป็นประเทศที่กำลังพยายามขยับตัวขึ้นไปสู่เศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น การยกระดับผลิตภาพ การพัฒนาทักษะคน การใช้เทคโนโลยีใหม่ ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ล้วนเป็นองค์ประกอบที่จะบอกว่าไทยมีศักยภาพเพียงใดในการสร้างการเติบโตรอบใหม่
ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องสื่อสารอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ ความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง เพราะสำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศ คำถามไม่ได้มีเพียงว่า ‘ไทยเติบโตได้แค่ไหน’ แต่รวมถึง ‘ไทยรับแรงกระแทกได้ดีเพียงใด’ ตั้งแต่เสถียรภาพทางการเงิน ความมั่นคงด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงความสามารถของภาคธุรกิจและประชาชนในการปรับตัว
นี่จึงเป็นเหตุผลที่การประชุมครั้งนี้มีความหมายต่อไทยมากกว่าการสร้างภาพจำในช่วงหนึ่งสัปดาห์ หากสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีสามารถต่อยอดเป็นการจับคู่ทางธุรกิจ การลงทุน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี หรือข้อเสนอเชิงนโยบายที่เดินหน้าต่อได้ การเป็นเจ้าภาพก็จะไม่ได้จบลงพร้อมกับการปิดห้องประชุม แต่สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจชุดใหม่
เมื่อโจทย์ของไทยไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นเจ้าภาพ แต่ต้องการใช้เวทีนี้เป็นพื้นที่สื่อสารศักยภาพและทิศทางของประเทศ สิ่งที่ตามมาคือ ‘การบ้าน’ ที่ไทยต้องเตรียมให้พร้อมทั้งในมิติของเนื้อหาและข้อเสนอ เพื่อให้เสียงของประเทศไทยถูกได้ยินท่ามกลางการแลกเปลี่ยนมุมมองจากเศรษฐกิจทั่วโลก
กรอบสำคัญของการประชุมจึงถูกวางไว้ผ่าน 4 เสาหลัก ซึ่งไม่ได้มองเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ไปจนถึงการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามากำหนดทิศทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
เสาหลักแรก คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพและทั่วถึง โดยให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ สามารถมีส่วนร่วมกับการเติบโต ลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และทำให้ผลของการขยายตัวทางเศรษฐกิจสามารถส่งผ่านไปสู่ประชาชนและภาคธุรกิจได้มากขึ้น เสาหลักที่สอง คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและผลิตภาพ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของไทยในระยะยาว ทั้งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อธุรกิจใหม่ เพื่อให้ไทยสามารถขยับจากการพึ่งพาการผลิตแบบเดิมไปสู่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
เสาหลักที่สาม คือ การสร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ เพราะความเสี่ยงในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นเป็นรายเหตุการณ์อีกต่อไป แต่เชื่อมโยงกันทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การค้า พลังงาน เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเตรียมความพร้อมจึงต้องครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ระบบการเงิน และประชาชน เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถรับแรงกระแทกและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และเสาหลักที่สี่ คือ การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ ใช้โอกาสจากการประชุมเพื่อขยายความร่วมมือทั้งด้านการค้า การลงทุน การเงิน เทคโนโลยี และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะเป็นช่องทางสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ประเทศไทยเชื่อมต่อกับเครือข่ายเศรษฐกิจโลกได้กว้างขึ้น
ทั้ง 4 เสาหลักจึงสะท้อนว่า ‘การบ้าน’ ของไทยไม่ได้มีเพียงการจัดประชุมให้ราบรื่น แต่คือการใช้ช่วงเวลาที่ประเทศไทยอยู่ในสายตาของนานาชาติ สื่อสารให้เห็นว่าประเทศกำลังเตรียมตัวอย่างไรสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ และพร้อมเพียงใดที่จะเปลี่ยนความสนใจจากเวทีระดับโลกให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ชี้ว่า ในโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และสงครามเศรษฐกิจและการค้า สิ่งที่ภูมิภาคของเราต้องการมากที่สุดคือ ‘ตัวเชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ (Trusted Connectors)’ โดยเวที IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ไทยจะใช้เป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือ นวัตกรรม และเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก เข้ามาเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจไทยและอาเซียนให้เข้มแข็ง
และความหมายของ ‘ขอบฟ้าใหม่’ จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขการลงทุนหรือการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่คือการสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและส่งผ่านประโยชน์ไปถึงประชาชนทุกคน โอกาสนี้จึงขอเชิญชวนให้ทุกฝ่ายมาร่วมปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียนไปพร้อมกัน เพราะประเทศไทยไม่อาจเติบโตได้โดยลำพัง เพื่อให้ภูมิภาคของเราแข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับทุกวิกฤตโลกได้อย่างยั่งยืน
“การเป็นเจ้าภาพจัดงาน IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเป็นเจ้าบ้านที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการปักหมุดประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเงิน การลงทุน และการพัฒนาที่ยั่งยืนของอาเซียน ซึ่งผลลัพธ์จากการหารือและเครือข่ายความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นตลอดการประชุม จะถูกนำมาต่อยอดเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เอกนิติ กล่าว
ภาพของ ‘ขอบฟ้าใหม่’ ที่ไทยต้องการนำเสนอต่อเวทีโลก จึงไม่ได้อยู่เพียงการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงกับนานาประเทศ แต่ยังหมายถึงการเตรียมความพร้อมของโครงสร้างภายในประเทศให้สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้จริง โดยเฉพาะระบบการเงินซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งผ่านโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ภาคธุรกิจและประชาชน และในมิตินี้ บทบาทของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงเข้ามาเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยมีทั้ง ‘ความสามารถในการเติบโต’ และ ‘ภูมิคุ้มกัน’ ไปพร้อมกัน
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เน้นย้ำถึงบทบาทการดูแลเสถียรภาพการเงินและสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจไทย ภายใต้แนวคิด Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience ในการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ว่า ในวันที่โลกเต็มไปด้วยวิกฤตและความผันผวน ทั้งโรคระบาด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดังนั้น ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวจากวิกฤต แต่คือการสร้างศักยภาพของคนและความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมนำเสนอวิสัยทัศน์ กรอบแนวคิดเชิงนโยบาย รวมถึงแชร์ประสบการณ์ของไทยใน 4 เสาหลัก ที่ถือเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ในระดับสากล และเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกประเทศกำลังขบคิดหาทางออก ได้แก่ เสาที่ 1 การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น (Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth), เสาที่ 2 การขยายบทบาทของประเทศขนาดกลางในโลกที่มีความแตกแยกสูงเพื่อให้ไทยเป็นสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ (Building Resilience in a Fragmented World)
เสาที่ 3 การสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation) และเสาที่ 4 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน (Demographic Change and the Longevity Economy)
ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างครอบคลุมและยืดหยุ่นนั้น สำหรับภาคการเงิน ธปท. จะนำเสนอและผลักดัน 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (Digital Public Infrastructure: DPI) ที่เป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง ได้แก่ ‘ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay)’ โครงสร้างพื้นฐานการโอนเงินทันทีที่ไม่คิดค่าธรรมเนียมกับลูกค้า ซึ่งปัจจุบันรองรับบัญชีลงทะเบียนมากกว่า 83 ล้านบัญชี และ ‘แอปพลิเคชันเป๋าตัง’ ซึ่งต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานของพร้อมเพย์ ล่าสุดมีผู้ใช้งานมากกว่า 40 ล้านราย
และ 2.การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม หรือ Safe and Inclusive Digital Finance (SIDF) เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมทางการเงินดำเนินควบคู่ไปกับความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง พร้อมสร้างระบบนิเวศการเงินดิจิทัลที่มีความยืดหยุ่นและรองรับความท้าทายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งไทยได้ร่วมมือกับ IMF และ World Bank จัดทำ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services เพื่อเป็นแนวทางในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการเงิน โดยมุ่งหวังให้ประเทศต่างๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามบริบทของตนเอง และเป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญที่ประเทศไทยส่งต่อให้แก่ประชาคมโลกภายหลังการเป็นเจ้าภาพการประชุม
ความตั้งใจของเราไม่ได้จบลงเพียงแค่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Annual Meetings แต่สิ่งที่เรากำลังสร้างในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูป การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างความร่วมมือ จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว เราเชื่อว่าระบบการเงินที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และได้รับความไว้วางใจ ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม ดึงดูดการลงทุนและสร้างความมั่นใจให้ประชาชน และธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพ
ท้ายที่สุดแล้ว คุณค่าของการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 อาจไม่ได้อยู่ที่ภาพของประเทศไทยในช่วงเวลาที่สายตาจากทั่วโลกจับจ้องมายังกรุงเทพฯ เพียงไม่กี่วัน แต่อยู่ที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากเวทีดังกล่าวจะสามารถต่อยอดออกไปได้ไกลเพียงใด ทั้งในรูปของความร่วมมือ การลงทุน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริง
เพราะโจทย์ของไทยในวันนี้ไม่ใช่เพียงการสร้าง ‘โอกาส’ แต่คือการทำให้โอกาสนั้นส่งผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ตั้งแต่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เอสเอ็มอี ไปจนถึงประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับสารสำคัญของการเป็นเจ้าภาพภายใต้ แนวคิด Thailand’s New Horizons ที่ให้ความสำคัญทั้งกับการเสริมศักยภาพของคนและการสร้างความยืดหยุ่นให้ระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน 4 เสาหลักที่ไทยนำเสนอก็สะท้อนความพยายามที่จะวางโจทย์ระยะยาวของประเทศไว้เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
สิ่งที่น่าจับตาจึงอยู่ที่ ‘ผลหลังการประชุม’ มากกว่าภาพระหว่างการประชุม ไม่ว่าจะเป็นการนำความร่วมมือที่เกิดขึ้นไปต่อยอด การดึงดูดการลงทุนใหม่ การยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจ หรือการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาปรับใช้กับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เช่นเดียวกับ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ที่ถูกวางให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่ไทยส่งต่อให้ประชาคมโลก ซึ่งสะท้อนว่าเวทีครั้งนี้สามารถสร้างสิ่งที่เดินหน้าต่อได้ แม้การประชุมจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยน ‘เวทีระดับโลก’ ให้เป็น ‘แรงส่งระดับประเทศ’ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หากแต่ต้องอาศัยการขับเคลื่อนต่อเนื่องหลังจากไฟบนเวทีดับลง ทั้งการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การพัฒนาทักษะและศักยภาพของคน การสร้างระบบการเงินที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและนวัตกรรม เพราะทั้งหมดคือเงื่อนไขที่จะทำให้ความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นในช่วงการประชุมแปรเปลี่ยนเป็นศักยภาพทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้
ดังนั้น บททดสอบที่แท้จริงของการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าไทยจะจัดงานได้ดีเพียงใด แต่คือ หลังจากผู้แทนจากทั่วโลกเดินทางกลับไปแล้ว ประเทศไทยจะเหลืออะไรจากเวทีนี้ และสามารถเปลี่ยนสิ่งที่ได้รับกลับมาเป็น ‘ขอบฟ้าใหม่’ ของเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของการประชุมจะไม่ได้ถูกตัดสินในวันที่ประตูห้องประชุมปิดลง หากจะถูกวัดจากสิ่งที่ประเทศไทยสามารถนำไปสร้างต่อได้ในอีกหลายปีข้างหน้า.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลจัดประชุม IMF-World Bank รักษ์โลก ใช้รถ EV 320 คัน ลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 95 ตัน
รัฐบาลชูแนวคิด Green Meeting จัดประชุม IMF-World Bank 12-18 ต.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เตรียมรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 320 คัน รับส่งผู้เข้าร่วมงาน คาดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 9
รัฐบาลจับมือธนาคารโลก ยกระดับทักษะแรงงานไทย เพิ่มโอกาสงาน-รายได้ เสริมแกร่งประกันสังคม
รัฐบาลเดินหน้าความร่วมมือธนาคารโลก พัฒนาทักษะแรงงานไทยรองรับอุตสาหกรรมอนาคต ใช้ฐานข้อมูลจับคู่คนกับงาน เพิ่มโอกาส
รัฐบาลชวนคนไทยชมประชุม IMF-World Bank ทางออนไลน์ 12 ต.ค.
รองโฆษกรัฐบาล ชวนประชาชนติดตามการประชุม IMF–World Bank ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ 12-18 ต.ค. ผ่านออนไลน์ฟรี ไม่ต้องลงทะเบียน เปิดโอกาสส่งคำถามถึงเวทีภ
โวประชุมIMFเทียบชั้นฟุตบอลโลก
"ในหลวง" พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกฯ ติมอร์ฯ เฝ้าฯ ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการในรอบ 13 ปี “เอกนิติ” ยันไทยพร้อม 100% จัดประชุมไอเอ็มเอฟ-ธนาคารโลก ฟุ้งศักยภาพเทียบเท่ามาตรฐานระดับสากล ถ่ายทอดสดมาตรฐานเดียวกับฟุตบอลโลก-แชมเปียนส์ลีก คาดเงินสะพัด 1,050-2,250 ล้านบาท

