
เมื่อ ‘เวลารอเปลี่ยนเครื่อง’ ไม่จำเป็นต้องจบลงแค่การนั่งรอในสนามบินอีกต่อไป แต่สามารถกลายเป็นช่วงเวลาที่นักเดินทางออกไป กิน เที่ยว ช็อป และสัมผัสประสบการณ์ในประเทศไทย นั่นคือโจทย์ใหญ่ที่กระทรวงคมนาคมกำลังหยิบขึ้นมาแปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ หลังพบว่าในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 มีผู้โดยสารเดินทางเข้าประเทศถึง 17.43 ล้านคน และในจำนวนนี้กว่า 1.3 ล้านคนเป็น ผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง (Transfer Passenger) และผู้โดยสารรอต่อเที่ยวบิน (Transit Passenger) สามารถเดินทางออกจากท่าอากาศยานเพื่อท่องเที่ยว สัมผัสประสบการณ์ของประเทศไทยในช่วงเวลาระหว่างการต่อเที่ยวบิน ซึ่งมีเวลารอเชื่อมต่อเฉลี่ย 6-12 ชั่วโมง (ชม.) แต่ไม่เกิน 24 ชม.
จากตัวเลขดังกล่าวกำลังถูกมองใหม่ในฐานะ ตลาดที่ยังไม่ได้ใช้ศักยภาพเต็มที่ เพราะทุกชั่วโมงที่ผู้โดยสารกลุ่มนี้ยังอยู่ในประเทศไทย สามารถต่อยอดเป็นรายได้ให้กับธุรกิจบริการ ร้านอาหาร ร้านค้า แหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนชุมชนโดยรอบท่าอากาศยานได้ หากสามารถออกแบบเส้นทาง สิทธิประโยชน์ และบริการให้เหมาะสมกับเวลาที่มีอยู่ พร้อมรับประกันว่าผู้โดยสารจะสามารถกลับมาต่อเที่ยวบินได้อย่างปลอดภัยและตรงเวลา
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือ 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมท่าอากาศยาน, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), สมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย, บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและการบริการของประเทศไทย ด้วยการนำระบบคมนาคมและอุตสาหกรรมการบินมาเชื่อมต่อกับภาคการท่องเที่ยวและบริการอย่างเป็นระบบ โดยไม่ได้มองสนามบินเป็นเพียงสถานที่รับ-ส่งผู้โดยสาร แต่ต้องทำหน้าที่เป็น ประตูเศรษฐกิจ ที่พานักเดินทางเข้าสู่เมือง แหล่งท่องเที่ยว และธุรกิจในพื้นที่
โดยโจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยน Transfer Passenger จากผู้โดยสารที่เพียงแค่เดินทางผ่านประเทศไทย ให้กลายเป็นผู้เดินทางที่มีโอกาสสร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยจะพัฒนาสิทธิประโยชน์ บริการ และกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว การพำนัก และการใช้บริการในประเทศไทย ควบคู่กับการพัฒนาการเดินทางแบบไร้รอยต่อ
“ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการบูรณาการระหว่างกระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของระบบคมนาคมและอุตสาหกรรมการบินเข้ากับภาคการท่องเที่ยวและบริการ มุ่งสร้างความสะดวกในการเดินทาง เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และกระจายโอกาสไปยังผู้ประกอบการและชุมชน พร้อมสนับสนุนการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) และศูนย์กลางการท่องเที่ยว (Tourism Hub) ของภูมิภาค” นายพิพัฒน์กล่าว
ด้าน นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ รมช.คมนาคม กล่าวว่า ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมท่าอากาศยาน (ทย.) จะขับเคลื่อนภารกิจของกรมให้สอดคล้องกับกรอบความร่วมมือ โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับท่าอากาศยานในความรับผิดชอบ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรฐานการให้บริการ พร้อมเร่งเชื่อมต่อท่าอากาศยานกับตัวเมือง แหล่งท่องเที่ยว และระบบขนส่งในพื้นที่
ขณะเดียวกัน จะประสานกับสายการบินและภาคการท่องเที่ยว เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางจากท่าอากาศยานไปยังเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ไปสู่ภูมิภาค เพราะท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยานถือเป็นประตูสำคัญสู่ภูมิภาค การพัฒนาจึงต้องมองให้ไกลกว่าตัวอาคารสนามบิน และต้องครอบคลุมไปถึงระบบเชื่อมต่อที่จะทำให้ผู้โดยสารเดินทางเข้าสู่เมืองและแหล่งท่องเที่ยวได้สะดวก
“ท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยานเป็นประตูสำคัญสู่ภูมิภาค การพัฒนาจึงต้องครอบคลุมทั้งความพร้อมของท่าอากาศยานและการเชื่อมต่อการเดินทาง เพื่อให้ผู้โดยสารเข้าถึงเมืองและแหล่งท่องเที่ยวได้สะดวก และทำให้ประโยชน์จากการเดินทางทางอากาศส่งต่อไปถึงผู้ประกอบการและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม” นายภัทรพงศ์ กล่าว
นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะขับเคลื่อนผ่านโครงการ Amazing Thailand Transfer Passenger Privilege โดยทั้ง 6 หน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาสิทธิประโยชน์ การอำนวยความสะดวก การเชื่อมโยงการเดินทาง การประชาสัมพันธ์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ รวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากการเดินทาง และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
สำหรับ กรอบความร่วมมือกำหนดระยะเวลา 3 ปี และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงต้นปี 2570 โดยเป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การมอบส่วนลดหรือสิทธิประโยชน์ให้ผู้โดยสารเท่านั้น แต่ต้องสร้างระบบนิเวศใหม่ที่เชื่อมสนามบิน สายการบิน เมือง แหล่งท่องเที่ยว และผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าด้วยกัน
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ททท.จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสาน บูรณาการ และเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ท่าอากาศยาน สายการบิน ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ภายใต้โครงการ Amazing Thailand Transfer Passenger Privilege เพื่อพัฒนาแนวทางอำนวยความสะดวกและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้โดยสารกลุ่ม Transfer และ Transit Passenger รวมถึงออกแบบเส้นทางและพัฒนาเมนูประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับระยะเวลารอเปลี่ยนเครื่อง
ททท.มองเห็นโอกาสสำคัญจากผู้โดยสารที่เดินทางผ่านประเทศไทย โดยไม่ควรปล่อยให้กลุ่มนี้เป็นเพียง ผู้โดยสารที่รอเที่ยวบิน แต่สามารถเปลี่ยนเป็น นักท่องเที่ยวที่ได้สัมผัสประเทศไทย ในช่วงเวลาที่มีอยู่ โดยคำนึงถึงความสะดวก ความปลอดภัย และการเดินทางกลับมาขึ้นเที่ยวบินต่อได้อย่างมั่นใจ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลและระบบสนับสนุนให้การเดินทางตั้งแต่ท่าอากาศยานสู่แหล่งท่องเที่ยวและกลับมาต่อเที่ยวบินเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ ตลอดจนสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่โดยรอบท่าอากาศยาน
ภายใต้กรอบความร่วมมือ ททท. จะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานบูรณาการความร่วมมือ เพื่อพัฒนาแนวทางอำนวยความสะดวกและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้โดยสารกลุ่ม Transfer และ Transit Passenger ที่สำคัญ จะมีการออกแบบเส้นทางและพัฒนาเมนูประสบการณ์ท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับระยะเวลารอเปลี่ยนเครื่อง โดยคำนึงถึงความสะดวก ความปลอดภัย และระยะเวลาที่ผู้โดยสารต้องกลับมาขึ้นเที่ยวบินต่อ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลและระบบสนับสนุนตั้งแต่ท่าอากาศยานไปยังแหล่งท่องเที่ยวและกลับมายังสนามบิน เพื่อให้การเดินทางตลอดเส้นทางเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ
ในอีกด้านหนึ่ง โครงการยังมุ่งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการโดยรอบท่าอากาศยาน ทั้งร้านอาหาร ร้านค้า แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน และธุรกิจบริการท่องเที่ยวท้องถิ่น รวมถึงติดตามและประเมินผลความสำเร็จของโครงการ เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนานโยบาย ขยายผล และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศ
ทั้งหมดสอดรับกับนโยบายรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยสู่ Aviation Hub และ Tourism Hub ของภูมิภาค โดยใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้ง โครงข่ายการบิน และศักยภาพด้านการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มมูลค่าจากการเดินทางผ่านประเทศไทย โดยระยะแรก ททท.จะเร่งพัฒนาสิทธิประโยชน์และ Transit Experience ให้เหมาะสมกับระยะเวลาการต่อเที่ยวบิน พร้อมเชื่อมโยงหน่วยงานและผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถนำไปดำเนินการได้จริง
ดังนั้น เป้าหมายปลายทางจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้โดยสาร ใช้เวลาอยู่ในไทย มากขึ้น แต่ต้องทำให้เวลาที่ใช้เกิดมูลค่าสูงสุด ทั้งในมิติการท่องเที่ยว การจับจ่าย การกระจายรายได้ และการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความสะดวกและความมั่นใจในการเดินทางต่อ
“หากเดินหน้าได้ตามแผน ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจากเพียง ทางผ่าน ของนักเดินทางระหว่างประเทศให้กลายเป็น จุดหมายระหว่างทาง ที่สร้างรายได้ได้จริงตั้งแต่สนามบินถึงชุมชน และตั้งแต่เวลารอเพียงไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ พร้อมขยับประเทศไทยสู่การเป็น High-Value & Meaningful Destination และเสริมความแข็งแกร่งให้ทั้งอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและสากลอย่างต่อเนื่อง” นางสาวฐาปนีย์ กล่าว.

