ญี่ปุ่นยื่นขอส่งเสริมลงทุน 1,380 โครงการมูลค่าเหยียบ 4 แสนล้าน!

รัฐบาลชูโอกาสลงทุนไทย! ญี่ปุ่นยื่นขอส่งเสริม 1,380 โครงการ มูลค่าเกือบ 4 แสนล้าน ดันชิป–AI ปั้นอุตสาหกรรมอนาคต

14 ต.ค.2569 - ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น โดยมุ่งเปลี่ยนบทบาทของไทยจากฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานโลก ไปสู่การเป็นฐานวิจัย พัฒนา และทดสอบเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ความคืบหน้าสำคัญเกิดขึ้นจากการเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระหว่างวันที่ 4–5 ตุลาคม 2569 ซึ่งได้หารือกับมหาวิทยาลัยเกียวโตและมหาวิทยาลัยโอซากา สองสถาบันวิจัยชั้นนำของญี่ปุ่น เพื่อขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง วัสดุศาสตร์ เทคโนโลยีการแพทย์ และควอนตัมคอมพิวติ้ง พร้อมวางแนวทางผลักดันประเทศไทยให้เป็นพื้นที่ทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยี ก่อนต่อยอดเชิงพาณิชย์สู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หนึ่งในผลสำเร็จสำคัญของภารกิจครั้งนี้ คือการลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent: LOI) ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กับมหาวิทยาลัยเกียวโต เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เพื่อวางกรอบความร่วมมือด้านการวิจัยขั้นสูง การสนับสนุนทุนวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการเชื่อมโยงองค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของทั้งสองประเทศ โดยมุ่งให้เกิดการร่วมคิด ร่วมวิจัย และร่วมพัฒนาเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการรับถ่ายทอดองค์ความรู้จากต่างประเทศเท่านั้น

จุดเด่นของความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกียวโต คือการนำ AI มาเร่งการค้นคว้าและออกแบบวัสดุขั้นสูง หรือ AI for Materials Science ซึ่งมีศักยภาพช่วยให้นักวิจัยวิเคราะห์คุณสมบัติและคัดเลือกวัสดุใหม่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดขั้นตอนการทดลองที่ใช้เวลาและต้นทุนสูง โดยเฉพาะการพัฒนาวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานสำคัญของชิปประมวลผล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์อัจฉริยะ ระบบสื่อสาร และอุตสาหกรรมดิจิทัลในอนาคต

ทั้งนี้ กระทรวง อว. มีแนวทางเชื่อมโยงฐานข้อมูลและองค์ความรู้จากศูนย์วิจัย AI4M-hub ของมหาวิทยาลัยเกียวโต เข้ากับยุทธศาสตร์ “Siam Silica” ของประเทศไทย ซึ่งมุ่งพัฒนาขีดความสามารถด้านเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยฝ่ายไทยได้เสนอการใช้เทคนิค Federated Learning เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบ AI จากข้อมูลวิจัยของทั้งสองฝ่าย รวมถึงการใช้ศักยภาพด้านการคำนวณสมรรถนะสูงของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อยกระดับความสามารถในการวิจัยและออกแบบวัสดุรองรับอุตสาหกรรมชิปของไทย

นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้ผลักดันแนวคิดการใช้ประเทศไทยเป็น Regulatory Sandbox หรือพื้นที่ทดลองนวัตกรรมภายใต้กรอบกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัย นักวิจัย สตาร์ตอัป และภาคอุตสาหกรรมจากญี่ปุ่นนำเทคโนโลยีใหม่มาทดลอง ทดสอบ และปรับให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ก่อนพัฒนาสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์และขยายตลาดไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ไทยเข้าไปมีบทบาทตั้งแต่ขั้นตอนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการเป็นฐานรับจ้างผลิตสินค้าเท่านั้น

สำหรับความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโอซากา ไทยมีแนวทางต่อยอดจากความร่วมมือด้านโรคเขตร้อนและวัคซีนที่ดำเนินร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดลมาอย่างต่อเนื่อง ไปสู่เครือข่ายการวิจัยในสาขาเทคโนโลยีใหม่ ได้แก่ AI ทางการแพทย์ (Medical AI) เทคโนโลยี Physical AI การออกแบบวงจรรวม (IC Design) ไบโอเซนเซอร์ เทคโนโลยีควอนตัม และเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม โดยมีเป้าหมายขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยอื่นของไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักวิจัยและบุคลากรไทยเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีระดับโลก

ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางจัดตั้งกองทุนสนับสนุนงานวิจัยร่วม (Matching Fund) และพัฒนากลไกจับคู่นักวิจัยไทย–ญี่ปุ่น (Research Matchmaking) เพื่อสร้างโจทย์วิจัยที่ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจริง รวมถึงส่งเสริมให้นักศึกษาและนักวิจัยรุ่นใหม่ได้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนใช้เครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนด้านวิจัยและลดข้อจำกัดด้านต้นทุนเครื่องมือเทคโนโลยีขั้นสูง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือด้านนวัตกรรมครั้งนี้ยังสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ในช่วงปี 2564 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยรวมกว่า 1,380 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนกว่า 396,500 ล้านบาท หรือเกือบ 4 แสนล้านบาท โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสูง ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงเคมีและปิโตรเคมี สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง และศักยภาพในการต่อยอดการลงทุนสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมองว่า ความสำเร็จของการดึงดูดการลงทุนในยุคใหม่ไม่ควรวัดจากมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าประเทศไทยสามารถสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากรทักษะสูง และผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้นได้มากเพียงใด โดยเฉพาะการเชื่อมโยงงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยไปสู่ภาคการผลิตจริง เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอนาคต และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

การพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ผ่านโครงการ Siam Silica จึงมีความสำคัญมากกว่าการสร้างฐานการผลิตชิป เพราะยังเป็นโอกาสในการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ตั้งแต่การผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรม วัสดุศาสตร์ และ AI การส่งเสริมงานวิจัยและออกแบบเทคโนโลยี การพัฒนาสตาร์ตอัป Deep Tech ไปจนถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มีบทบาทในอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยต่อยอดศักยภาพแรงงานไทยและเปิดโอกาสทางอาชีพใหม่ให้กับคนรุ่นต่อไป

นอกจากอุตสาหกรรมชิปและ AI แล้ว ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และชีวภาพยังมีศักยภาพต่อยอดสู่การพัฒนาเครื่องมือแพทย์อัจฉริยะ ระบบตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำขึ้น และนวัตกรรมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ขณะที่เทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์และการคำนวณขั้นสูงสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ และการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นโอกาสในการนำความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มาตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน

“เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต่างชาติเข้ามาลงทุน แต่ต้องสร้างศักยภาพให้คนไทยสามารถร่วมคิดค้น พัฒนา และเป็นเจ้าขององค์ความรู้และนวัตกรรมได้มากขึ้น เพราะมูลค่าที่แท้จริงของการลงทุนในระยะยาว ไม่ได้อยู่แค่จำนวนเงินที่ไหลเข้าประเทศ แต่อยู่ที่ความสามารถใหม่ที่เกิดขึ้นกับคนไทยและอุตสาหกรรมไทย” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า จากความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นที่สร้างความแข็งแกร่งให้ฐานการผลิตยานยนต์และอุตสาหกรรมไทยมาอย่างยาวนาน วันนี้ประเทศไทยมีโอกาสก้าวไปอีกขั้น ด้วยการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ โดยรัฐบาลมุ่งผลักดันให้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของญี่ปุ่นเกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งการพัฒนานักวิจัยไทย การสร้างงานทักษะสูง การเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจไทย และการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

“จากฐานการผลิต สู่ฐานแห่งการคิดค้นและสร้างนวัตกรรม คือก้าวสำคัญของประเทศไทยในการแข่งขันบนเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ เพราะอนาคตของเศรษฐกิจไทยต้องไม่หยุดอยู่เพียงการผลิตเทคโนโลยีให้โลกใช้ แต่ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการร่วมสร้างเทคโนโลยีให้โลกใช้ด้วย”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ทรงศักดิ์' เหน็บญัตติซักฟอกบอกหัวใจผุพังคงต้องไปโรงพยาบาลก่อน

'ทรงศักดิ์' บอกศึกซักฟอกแค่วาทกรรม เผยต้องไปหาหมอ หลังญัตติฝ่ายค้านบอกหัวใจผุพัง ชี้ปมน้ำท่วม เรื่องฟ้าฝนเป็นเรื่องธรรมชาติ

รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา 'น้ำดำ-ฟองขาว' คลองรังสิต

รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาน้ำดำคล้ำ–ฟองขาวคลองรังสิตประยูรศักดิ์ สั่งตรวจเข้มโลหะหนัก–สารปนเปื้อน หลังพบน้ำเน่าเสียจากสถานการณ์น้ำท่วมขัง พร้อมเร่งดูแลประชาชนและฟื้นฟูคุณภาพน้ำ

รอผลแล็บยืนยันปมปลาบึกตาย–น้ำเสียฉะเชิงเทรา

รัฐบาลเผยผลตรวจสอบเบื้องต้นกรณีปลาบึกตาย–น้ำเสียฉะเชิงเทรา พบค่า pH ไนเตรท ทองแดง และแมงกานีสอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ค่าออกซิเจนละลายน้ำต่ำ รอผลแล็บยืนยัน

ขยายจุดบริการ 'อาชีวะอาสา' 140 จุดทั่วไทยเร่งช่วยผู้ประสบภัย

ขยายจุดบริการ 'อาชีวะอาสา' 140 จุดทั่วประเทศ เร่งช่วยผู้ประสบภัย ทั้งอาหาร น้ำดื่ม ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานพาหนะ พร้อมกระจายข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงบริการ

ไทยเปิดตัว Bangkok Blueprint ในเวทีประชุมไอเอ็มเอฟวันนี้

รัฐบาล ชูบทบาทไทยร่วม IMF–ธนาคารโลก สกัดกลโกงการเงินออนไลน์ 'เอกนิติ' เปิดตัว Bangkok Blueprint วันนี้ วาง 12 แนวทางป้องกัน–ตรวจจับ–เยียวยาผู้เสียหาย ยกระดับความร่วมมือปราบภัยการเงินข้ามชาติ

เริ่มแล้ว IMF–World Bank 2026 รัฐบาลเปิดเวทีโชว์ศักยภาพเศรษฐกิจไทย

เริ่มแล้ว IMF–World Bank 2026 รัฐบาลเปิดเวทีโชว์ศักยภาพเศรษฐกิจไทย “เอกนิติ” เดินหน้าดึงลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต ขยายความร่วมมือการเงินโลก หวังสร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทย