
19 เม.ย. 2566 – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจดทะเบียนธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดือนมี.ค.2566 และไตรมาส 1/2566 ว่า การจดทะเบียนธุรกิจเดือนมี.ค.2566 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ทั่วประเทศ จำนวน 9,179 ราย เทียบกับเดือนก.พ.2566 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 8% และเทียบกับมี.ค.2565 เพิ่มขึ้น 28% มีมูลค่าทุนจดทะเบียน 299,608.53 ล้านบาท โดยประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รองลงมา คือ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร
ส่วนธุรกิจเลิกประกอบกิจการ มีจำนวน 1,102 ราย เทียบกับก.พ.2566 เพิ่มขึ้น 27% เทียบกับมี.ค.2565 เพิ่มขึ้น 19% มีมูลค่าทุนจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ 22,684.96 ล้านบาท โดยประเภทธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเลิกกิจการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
สำหรับการจดทะเบียนธุรกิจในช่วงไตรมาส 1/2566 มีจำนวน 26,182 ราย เทียบกับไตรมาส 4/2565 เพิ่มขึ้น 67% และเทียบกับไตรมาส 1/2565 เพิ่มขึ้น 17% มีมูลค่าทุนจดทะเบียน 339,595.43 ล้านบาท โดยประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร ส่วนธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 3,268 ราย เทียบกับไตรมาส 4/2565 ลด 69% และเทียบกับไตรมาส 1/2565 เพิ่ม 26% มีทุนจดทะเบียน 29,892.62 ล้านบาท โดยประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร
ปัจจุบันมีธุรกิจดําเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น ณ วันที่ 31 มี.ค.2566 จํานวน 865,987 ราย มูลค่าทุน 21.19 ล้านล้านบาท จําแนกเป็นห้างหุ้นส่วนจํากัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จํานวน 202,061 ราย คิดเป็น 23.33% บริษัทจํากัด จํานวน 662,532 ราย คิดเป็น 76.51% และบริษัทมหาชนจํากัด จํานวน 1,394 ราย คิดเป็น 0.16% ตามลําดับ
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ยอดการจัดตั้งธุรกิจในเดือนมี.ค.2566 เป็นยอดเฉพาะเดือนมี.ค.ที่สูงสุด ในรอบ 10 ปี นับเฉพาะเดือนมี.ค.2557-2566 เช่นเดียวกับเดือนม.ค. และก.พ.2566 ที่ผ่านมา และที่การจดตั้งใหม่ มีทุนจดทะเบียนมากถึง 299,608.53 ล้านบาท เทียบกับก.พ.2566 เพิ่มขึ้น 1,465% และเทียบกับมี.ค.2565 เพิ่ม 1,055% เพราะมีการควบรวมกิจการในธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมและธุรกิจประกันวินาศภัย รวมทั้งมีการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน จำกัดในกลุ่มธุรกิจโฮลดิ้งและโรงแรม
ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้คาดการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 40,000-42,000 ราย และตลอดทั้งปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 72,000-77,000 ราย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ธุรกิจดาวรุ่งปี 2569 เทรนด์ดิจิทัล-ไลฟ์สไตล์-สุขภาพ มาแรง
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังมีแรงส่งจากธุรกิจที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ พร้อมจัดอันดับ 3 กลุ่มธุรกิจดาวรุ่งรวม 10 ประเภทเทรนด์ดิจิทัล-ไลฟ์สไตล์-สุขภาพ มาแรง
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้านโยบาย Quick Big Win เต็มสูบ เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย เตรียมจัดใหญ่…แฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมจัดงานแฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาค 4 จังหวัด ทั่วประเทศ ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต และอุดรธานี ยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ไทยสู่การเติบโตเชิงรุก พร้อมสร้างโอกาสให้ประชาชนในภูมิภาคเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างเป็นระบบ ช่วยงสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้
อึ้ง! 11 เดือนจับสินค้าละเมิดสิขสิทธิ์กว่า 3 ล้านชิ้นมูลค่ากว่าพันล้าน
รัฐบาลเผยสถิติจับกุมสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาช่วง 11 เดือน ปี 68 ยึดของกลาง กว่า 3 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่าพันล้านบาท เดินหน้ายกระดับจัดการสินค้าละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้านโยบาย Quick Big Win เต็มสูบ เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย เตรียมจัดใหญ่…แฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมจัดงานแฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาค 4 จังหวัด ทั่วประเทศ ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต และอุดรธานี ยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ไทยสู่การเติบโตเชิงรุก
พาณิชย์เปิด ‘ชิม ช้อป เชียร์’ หนุนผู้ประกอบการชายแดน
กระทรวงพาณิชย์ จับมือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดตัว “ชิม ช้อป เชียร์” by MOC จัดจำหน่ายสินค้าในช่วงมหกรรมซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ ส่งเสริม SMEs กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ขยายโอกาสการค้าสู่สากล พร้อมบรรเทาผลกระทบผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดนกัมพูชา คาดยอดขายกว่า 20 ล้านบาท

