"จุรินทร์" สั่งตั้งวอร์รูม เกาะติดผลกระทบจากเอลนีโญ

7 ส.ค. 2566 - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง การผลิต และการตลาดสินค้าเกษตร ว่า ที่ประชุมได้มีมติให้จัดตั้งวอร์รูม ติดตามสถานการณ์เอลนีโญ ที่ก่อให้เกิดภาวะภัยแล้งต่อโลกและไทย และติดตามการผลิต การตลาด ราคาข้าวและพืชผลการเกษตรอื่น โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธานและผู้แทนส่วนราชการ ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคเอกชนและเกษตรกรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม และให้เสนอแนวทางตัดสินใจเรื่องสำคัญต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต่อไป

ทั้งนี้ ยังได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ทั่วโลก ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง การผลิต ราคาและการตลาดของพืชเกษตรทุกตัว โดยเฉพาะสินค้าข้าว และรายงานผลให้กระทรวงพาณิชย์ทราบทุก 1-2 สัปดาห์ เพื่อติดตามสถานการณ์ในต่างประเทศด้วย

นายจุรินทร์กล่าวว่า สำหรับการประเมินผลกระทบจากสถานการณ์เอลนีโญ และกรณีอินเดียห้ามส่งออกข้าวข้าวตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.2566 ที่จะมีผลกระทบต่อผลผลิตข้าว ตลาดข้าว และราคาข้าว โดยผลกระทบจากเอลนีโญ กรมอุตุนิยมวิทยาชี้แจงว่า สถานการณ์เอลนีโญแบ่งเป็น 3 ระดับ ระดับอ่อน 0.5-1.0 ระดับปานกลาง 1.0-1.5 และระดับรุนแรง เกินกว่า 1.5  สำหรับไทย ช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. ที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 0.8 ซึ่งช่วงที่มีสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงตอนปี 2559 อยู่ที่ระดับ 1.2 และกรมชลประทานรายงานว่าปีนี้ ปริมาณน้ำฝนของไทย จะลดลง 5% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 30 ปี และปริมาณน้ำในเขื่อนปีนี้ คาดว่าจะน้อยกว่าปี 2565 ประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งจะมีผลกระทบกับพืชผลการเกษตรที่อยู่ในเขตชนประทาน

ส่วนผลกระทบจากอินเดียห้ามส่งออกข้าวขาว กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า มีสาเหตุจากรัฐบาลอินเดียต้องการให้ราคาข้าวในประเทศลดลง จึงระงับการส่งออก เพื่อดูแลผู้บริโภคในประเทศ ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้น และมีความผันผวน ยังไม่สามารถประเมินราคาได้อย่างชัดเจน แต่ก็เป็นโอกาสในการส่งออกข้าวไปตลาดแอฟริกา ที่เดิมนำเข้าจากอินเดีย เกษตรกรจะขายข้าวเปลือกได้ราคาสูงขึ้น ซึ่งเฉพาะข้าวเจ้า ราคาเพิ่มขึ้นแล้ว 7% สูงกว่าก่อนที่อินเดียจะห้ามส่งออก ส่วนอาหารสัตว์และปศุสัตว์ ต้นทุนจะสูงขึ้น รวมถึงราคาข้าวถุง ที่อาจได้รับผลกระทบ

สำหรับราคาข้าวเปลือกล่าสุด ณ วันที่ 4 ส.ค.2566 ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 14,500-16,000 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 12,000-13,000 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 11,000-12,000 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์แล้ว และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 13,500-14,700 บาท ซึ่งราคาสูงกว่าประกันรายได้แล้ว ส่วนราคาข้าวถุง กรมการค้าภายในรายงานว่า ข้าวหอมมะลิ ถุง 5 กิโลกรัม (กก.) เฉลี่ยปีที่แล้ว 209 บาท ขณะนี้ 210 บาท ข้าวขาว 100% ปีที่แล้วเฉลี่ย 119 บาท ปีนี้ 118 บาท

“ได้สั่งการให้ดูแลราคาข้าวในอนาคต โดยให้หาจุดสมดุล เพราะในขณะที่ราคาข้าวเปลือกสูงขึ้น เกษตรกรได้ประโยชน์มากขึ้น จะส่งผลให้ข้าวสารราคาเพิ่มขึ้น ถ้าแพงเกิน ก็ต้องกำกับควบคุมให้อยู่ในจุดสมดุล ผู้บริโภครับได้ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็ต้องอยู่ได้ ให้วินวินทุกฝ่าย ได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย และถ้าเสียประโยชน์ให้เสียประโยชน์น้อยที่สุดทุกฝ่าย โดยวอร์รูมมีหน้าที่ต้องไปดูให้เหมาะสม”นายจุรินทร์กล่าว

ทางด้านผลผลิตข้าวเปลือก กรมการข้าว ได้รายงานว่า ปี 2565 มีปริมาณ 34.3 ล้านตัน ปี 2566 คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณ 32.35 ล้านตัน ลดลง ประมาณ 2 ล้านตัน หรือลดลง 5.6% เพราะได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และต้องมีการประเมินสถานการณ์ต่อไป ทั้งระดับภัยแล้งจะรุนแรงขึ้นหรือไม่ และน้ำต้นทุน จะมีเพียงพอเพาะปลูกหรือไม่

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ปีนี้มีแนวโน้มเป็นปีทองของเกษตรกร เพราะขณะนี้ข้าวเปลือกเจ้าเกี่ยวสด อยู่ที่ตันละ 12,000 บาท ไม่เคยปรากฏ ไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วนราคาข้าวตลาดโลก เฉพาะข้าวขาว ขึ้นมาเป็น 100 เหรียญสหรัฐต่อตันแล้ว นับตั้งแต่อินเดียห้ามส่งออก แต่ก็ยังไม่แน่นอน เพราะไม่รู้ว่าอินเดียจะเอายังไงต่อ จะห้ามนานหรือไม่ เพราะแม้จะห้าม ก็ยังเปิดช่องให้หลายประเทศซื้อได้ เพื่อความมั่นคงด้านอาหาร

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'พาณิชย์' จัด DITP EXPO 2026 ยิ่งใหญ่ ชวนช็อปสินค้าคุณภาพดีกรีส่งออก เปิดเวทีผู้ประกอบการไทยโชว์ศักยภาพสินค้า-บริการสู่ตลาดโลก

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จัดงาน DITP EXPO 2026 อย่างยิ่งใหญ่ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้ามาตรฐานส่งออกจากผู้ประกอบการไทยกว่า 130 คูหา ครอบคลุมสินค้าเกษตรและอาหาร แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ สุขภาพและความงาม พร้อมกิจกรรมสร้างสรรค์และเวิร์กช็อปมากมาย ระหว่างวันที่ 11–13 มีนาคม 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์

กรมพัฒนาธุรกิจฯ ยกขบวนแฟรนไชส์ดาวเด่น ปักหมุด จ.อุดรธานี เดินหน้าสร้างอาชีพสู่ภาคอีสาน กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยโมเดลธุรกิจสำเร็จรูป

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปักหมุด จังหวัดอุดรธานี จัดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 ยกขบวนแฟรนไชส์ดาวเด่นกระตุ้นเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำโมเดลธุรกิจสำเร็จรูปที่ลงทุนง่าย คืนทุนไว และจับต้องได้จริง

โอกาสทองนักลงทุน !!!! กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยกทัพแฟรนไชส์เด็ด บุกอุดรธานี สร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ ให้ประชาชนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยกทัพแฟรนไชส์คุณภาพกว่า 40 แบรนด์ พร้อมกิจกรรมให้ความรู้และการเจรจาธุรกิจแบบครบวงจร หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เติบโต