
27 ต.ค. 2566 – กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เผยว่าสงครามในอิสราเอล ส่งผลให้ราคาน้ำมันและราคาสินทรัพย์ปลอดภัยสูงขึ้น แต่ไม่กระทบเงินบาทมากนัก เนื่องจากเงินบาทได้รับอานิสงค์จากราคาทองคำที่สูงขึ้น และเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลกลับเข้ามาในตลาดพันธบัตรก่อนหน้านี้ ในระยะต่อไป คาดว่าเงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นต่อได้ จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ที่จะตึงตัวน้อยลง ทำให้แรงกดดันจากเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าจะทยอยลดลงได้ต่อเนื่อง ด้าน US Treasury yields ในช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวผันผวนสูง โดยปรับสูงขึ้นจากเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาดมาก และความกังวลเรื่องอุปทานที่อาจสูงขึ้น ในระยะต่อไป SCB FM มองว่ามีแนวโน้มลดลงได้เล็กน้อย ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยนั้น SCB FM ประเมินว่า กนง. น่าจะคงดอกเบี้ยนโยบาย ที่ระดับ 2.50% ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีหน้าได้
นายแพททริก ปูเลีย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สงครามในอิสราเอลส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้นราว 3% นับตั้งแต่เกิดสงคราม แต่ราคาปัจจุบันยังต่ำกว่าจุดสูงสุดเมื่อเดือนก่อน ส่วนราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นมากราว 8.5% ตามความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นอย่างไรก็ดี ภาวะสงครามไม่กระทบเงินบาทมากนัก เนื่องจากเงินบาทได้รับอานิสงค์จากราคาทองคำที่สูงขึ้น และเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลกลับเข้ามาในตลาดพันธบัตรก่อนหน้านี้ ทำให้เงินบาทกลับแข็งค่าขึ้น 1.6% นับตั้งแต่เกิดสงคราม มาอยู่ที่ระดับราว 36.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สอดคล้องกับที่ SCB FM เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้
เงินบาทน่าจะทยอยแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ราว 35.00-36.00 ณ สิ้นปีนี้ จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ที่จะตึงตัวน้อยลง กล่าวคือ 1) เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี แม้นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจเข้ามาน้อยกว่าคาดจากสถานการณ์ความรุนแรงใน กทม. ก่อนหน้านี้ 2) การส่งออกและดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มดีขึ้น โดยการส่งออกน่าจะฟื้นตัวพร้อมการค้าโลก ส่วนราคาน้ำมันน่าจะชะลอลงช่วยทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดสูงขึ้น 3) เงินทุนเคลื่อนย้ายน่าจะทยอยไหลเข้าตลาดการเงินไทยหลังความไม่แน่นอนลดลง และมาตรการรัฐชัดเจนขึ้น ทำให้ Sentiment นักลงทุนปรับดีขึ้น และ 4) Fed มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากภาวะการเงินในสหรัฐฯ ที่ตึงตัวขึ้นมากแล้ว และตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าจะชะลอความร้อนแรงลง ด้วยเหตุนี้ จึงแนะให้ลูกค้าส่งออกอาจทยอยขายเงินดอลลาร์สหรัฐออกได้หากเงินบาทอ่อนค่าไปที่ระดับ 36.30 บาทต่อดอลลาร์หรือสูงว่า ส่วนลูกค้านำเข้าอาจรอจังหวะซื้อดอลลาร์ในระยะต่อจากนี้ที่บาทอาจแข็งค่าขึ้น
สำหรับในปีหน้า คาดว่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อไปที่ราว 33.00-34.00 ณ สิ้นปีหน้า โดยมาตรการภาครัฐขนาดใหญ่จะสนับสนุนเศรษฐกิจไทย ทำให้ GDP ปีหน้าขยายตัวสูง ขณะที่หนี้ภาครัฐที่มีแนวโน้มสูงขึ้น จะยังไม่ทำให้ไทยถูกปรับลด Credit rating ลง ด้าน Fed มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยในปีหน้า โดยคาดว่าอาจเริ่มลดดอกเบี้ยได้ในช่วงครึ่งหลังของปี สอดคล้องกับ Dot plot ที่ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย 2 ครั้งปีหน้า และสุดท้าย เงินบาทน่าจะได้รับปัจจัยหนุนจาก Sentiment ในจีนที่น่าจะปรับดีขึ้น หากภาครัฐออกมาตรการอัดฉีดได้ตามที่ตลาดคาด
ด้านตลาดพันธบัตรรัฐบาล อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (10y US Treasury yields) ในช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวผันผวนสูง โดยปรับสูงขึ้นจากเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาดมาก และความกังวลเรื่องอุปทานที่อาจสูงขึ้น แต่ในระยะต่อไป SCB FM มองว่ามีแนวโน้มลดลงได้เล็กน้อย เนื่องจาก 1) Fed อาจส่งสัญญาณ Dovish หาก Treasury yields ปรับสูงขึ้นอีก 2) ผลพวงจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมาเป็นระยะเวลานานจะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอลงชัดเจนขึ้น 3) เงินเฟ้อพื้นฐานสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงต่อได้ อีกทั้ง คาดว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลงได้ และ 4) ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลกจากสงครามอิสราเอล จะทำให้มีอุปสงค์เข้ามาซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอยู่ อย่างไรก็ดี นายแพททริก มองว่า 10y yields อาจปรับลดลงได้ไม่มากนัก เนื่องจาก ความต้องการระดมทุน (Financing needs) ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ในระยะต่อไปเพิ่มขึ้น และมาตรการลดขนาดงบดุลของ Fed (Quantitative tightening: QT) จะทำให้ Term premium ปรับสูงขึ้น จึงมองว่า 10y yield ณ สิ้นปีนี้น่าจะอยู่ที่ราว 4.60%-4.80% และคาดว่า US Treasury yield curve น่าจะลาดชันน้อยลง (Flatten)
สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะคงดอกเบี้ยนโยบาย ที่ระดับ 2.50% ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีหน้าได้ เนื่องจาก 1) แรงกดดันเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเลขเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกันยายนอยู่ที่ 0.3%YOY ซึ่งต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมาย ธปท. ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานก็อยู่ในระดับต่ำที่ 0.6%YOY 2) มีกลุ่มเปราะบางในภาคธุรกิจและครัวเรือนอยู่ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่สูงนี้จะส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ได้ โดยล่าสุด NPL ธุรกิจขนาดเล็กและอุปโภคบริโภค ไตรมาสที่ 2 ปีนี้เริ่มสูงขึ้นแล้ว 3) มาตรการภาครัฐขนาดใหญ่ที่อาจจะออกในระยะต่อไปน่าจะไม่กระทบเงินเฟ้อไทยมากนัก หากราคาน้ำมันโลกไม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวสูงในปีหน้า ล่าสุด ตลาดมองว่า กนง. มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยคต่อที่ราว 12% ในปีนี้ และราว 40% ในปีหน้า จึงทำให้ SCB FM ประเมินว่าหาก กนง. คงดอกเบี้ยจริง ก็จะทำให้ Yields ไทยระยะสั้น (tenor ไม่เกิน 2 ปี) มีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย ส่วน Yield ระยะยาวของไทยก็มีแนวโน้มลดลงตาม US Treasury yields ด้วยเช่นกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘กบน.’ขยับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 0.85 บาทต่อลิตร
รายงานข่าวจากคณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ขอแจ้งผลการประชุมวันที่ 1 เม.ย. 2569 โดยมีมติลดการชดเชยอัตราเงินกองทุนน้ำมันในส่วนของน้ำมันดีเซลลง 4.11 บาทต่อลิตร
'มาร์ค' ติง รมว.พลังงาน คิดแต่กระเป๋าซ้าย-ขวา ลืมแก้โครงสร้าง
“มาร์ค อภิสิทธิ์” วิจารณ์รัฐบาลแก้ปัญหาพลังงานไม่ตรงจุด ระบุการขอลดค่าการกลั่นเหลือ 2.40 บาทต่อลิตรยังน้อยเกินไป และยังผลักภาระให้กองทุนน้ำมัน พร้อมทวงสัญญาปรับโครงสร้างค่าไฟ
'ธนกร' แย้ง 'อภิสิทธิ์' ทุกข้อเสนอรัฐบาลรับไปพิจารณา อาจไม่ทันใจฝ่ายค้านบ้าง
'ธนกร' แย้ง 'อภิสิทธิ์' ทุกข้อเสนอแนะรัฐบาลหยิบไปพิจารณา แจงอาจไม่ทันใจฝ่ายค้านบ้าง ชี้บางเรื่องต้องใช้เวลา ยันนายกฯ ไม่เคยนิ่งนอนใจ สั่งการใกล้ชิดห้ามทอดทิ้งประชาชน
สงครามพร้อมยกระดับ! ดร.กอบศักดิ์ เตือนจับตาราคาน้ำมันโลกเข้าสู่ Code Yellow อีกครั้ง
ในสัปดาห์นี้ สงครามพร้อมยกระดับขึ้นอีกขั้น คำขู่ของ President Trump ล่าสุด Brent อยู่ที่ 91.2 ดอลล่าร์ต่อบาเรล จากการยิงเรือขนสินค้า เรือบรรทุกน้ำมัน การเริ่มตอบโต้ไปมาของ 2 ฝ่าย

