
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เตือนระวังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยช้ากว่าที่คาด และกรณีเงินเฟ้อฟื้นตัวต่อเนื่อง Fed อาจคงอัตราดอกเบี้ยทั้งปี กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ลงต่อ แนะนักลงทุนทยอยลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และถือเงินสดรอเข้าลงทุนในพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ ในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น
5 มี.ค. 2567 – นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นโลกในปีนี้เริ่มต้นปีได้อย่างคึกคัก โดยดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ ยังพุ่งขึ้นต่อเนื่องทะลุ 5,000จุด มาอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งปัจจัยที่สำคัญที่ผลักดันตลาดหุ้นทั่วโลก ได้แก่ ความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเริ่มลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้ โดยตลาดซื้อขายล่วงหน้าคาดว่า Fed จะเริ่มลดดอกเบี้ยในช่วงกลางปี และลดดอกเบี้ยรวมในปีนี้ราว 3-4 ครั้ง อย่างไรก็ตาม TISCO ESU คาดว่าการลดดอกเบี้ยของ Fed อาจจะล่าช้ากว่าที่ตลาดคาด และในกรณีเลวร้ายที่เงินเฟ้อฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง Fed อาจคงดอกเบี้ยไปตลอดทั้งปี ซึ่งจะทำให้บอนด์ยิลด์สหรัฐฯ พลิกกลับมาเป็นขาขึ้นในระยะสั้น และเป็นปัจจัยกดดันที่จะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐานได้อีกครั้ง
โดยอุปสรรคในการลดดอกเบี้ยของ Fed ประการแรก ได้แก่ ตัวเลขเศรษฐกิจและการจ้างงานที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง โดย GDP สหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่องในอัตราสูงกว่า 3% ในช่วงครึ่งปีหลังของปีที่แล้ว และมีแนวโน้มจะขยายตัวที่ระดับดังกล่าวต่อในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งการขยายตัวที่เกินกว่า 3% นั้นนับเป็นการขยายตัวในระดับที่เกินกว่าศักยภาพและอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวขึ้นได้ในปีนี้ นอกจากนั้นตัวเลขการจ้างงานและการขยายตัวของค่าจ้างยังกลับมาเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.5% ในเดือนล่าสุด ซึ่งชี้ว่าเงินเฟ้อโดยเฉพาะในภาคบริการของสหรัฐฯ อาจมีแนวโน้มกลับมาเพิ่มขึ้นต่อจากนี้
นอกจากนี้ ปริมาณพันธบัตรสหรัฐฯ ที่จะออกมาขายในตลาดในช่วงไตรมาส 2 จะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จะเป็นปัจจัยผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี (Bond yield) กลับมาเป็นขาขึ้นในระยะสั้น โดยในปีที่แล้วกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้มีการลดปริมาณการขายพันธบัตรระยะยาว และเปลี่ยนไปเน้นออกพันธบัตรระยะสั้น เพื่อลดแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรในช่วงที่บอนด์ยิลด์ปรับตัวขึ้นแรง แต่พอมาในปีนี้ปริมาณพันธบัตรระยะสั้นได้เพิ่มขึ้นไปเกินกรอบบนที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ที่ 20% ของตลาด และทำให้กระทรวงการคลังต้องกลับมาออกพันธบัตรระยะยาวเพิ่มขึ้นในปีนี้
TISCO ESU ประเมินว่าปริมาณพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจจะกลับมาเพิ่มขึ้นในระยะสั้น อาจทำให้ Bond yield กลับมาเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.3-4.5% ในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันต่อเนื่องไปยังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ซื้อขายที่ระดับพีอีที่ค่อนข้างแพงมากในปัจจุบัน TISCO ESU จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และถือเงินสดรอเข้าลงทุนในพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ ในช่วงที่ Bond yield ปรับตัวสูงขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'บล.ฟิลลิป'ประเมิน SET ปี 2026 เป้า 1,440 จุด
บล.ฟิลลิป ประเมิน SET ปี 2026 เป้า 1,440 จุด จากเสถียรภาพการเมือง–ดอกเบี้ยขาลง พร้อมเปิดตัวแอปฯ ลงทุน Phillip Pocketที่ พอดีสำหรับคุณ
ธอส.ช่วยลูกค้าประสบเหตุเครนทับรถไฟ ลดดอกเบี้ยเหลือ0.01%นาน1ปี!
‘ธอส.’ ลุยจัดทำมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบเหตุเครนหล่นทับรถไฟ สั่งลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ต่อปี นาน 1 ปีให้ลูกค้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส - เสียชีวิต
‘ธ.ก.ส.’ลุยเปิดตัว2เงินฝากใหม่ชูดบ.ขั้นบันไดสูงสุด8.88%ต่อปี
‘ธ.ก.ส.’ เปิดตัว 2 เงินฝากใหม่ ‘เงินฝากกำปั่นทอง’ ให้ดอกเบี้ยแบบขั้นบันได สูงสุด 8.88% ต่อปี ดอกเบี้ยทบต้นทุกเดือน และ ‘เงินฝากกระบุงทอง’ รับดอกเบี้ยรายเดือนทุกเดือน ที่ 1.38% ต่อปี ระยะเวลาฝาก 188 วัน
‘โกลเบล็ก’ชี้ SET ผันผวนไร้ทิศทาง
โกลเบล็ก ประเมินดัชนี SET สัปดาห์นี้ยังผันผวนไร้ทิศทาง ขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ธ.ค. ลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือนจากยุบสภาและปัญหาความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ด้านราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นต่อเนื่อง จากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ คาดดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,230–1,280 จุด

