ส.อ.ท.ชี้อุทกภัยทำพิษ ดึงดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ งวด ส.ค. ลดลง

ส.อ.ท.ชี้อุทกภัยทำพิษ ดึงดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ งวด ส.ค. ลดลง พร้อมปัญหารุมเร้าทั้งหนี้ครัวเรือน การทุ่มตลาด และต้นทุนการผลิต เร่งรัฐออกมาตรการเยียวยาภาคธุรกิจ พร้อมประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงสิ้นปี

18 ก.ย. 2567 – นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนส.ค. 2567 ว่า อยู่ที่ระดับ 87.7 ปรับตัวลดลง จาก 89.3 ในเดือนก.ค. 2567 โดยมีปัจจัยด้านลบจากอุปสงค์ในประเทศชะลอตัวลง โดยเฉพาะสินค้าคงทนประเภทรถยนต์ สะท้อนจากยอดขายรถยนต์ในประเทศ 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค. 2567) อยู่ที่ 354,421 คัน หดตัว 23.71% โดยเฉพาะรถกระบะและรถบรรทุก เนื่องจากความเข้มงวดในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน ขณะที่กำลังซื้อยังเปราะบางจากความกังวลเรื่องปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 90.8% ต่อ GDP ในไตรมาสที่ 2/2567 ซึ่งกดดันการบริโภคในประเทศ ทั้งนี้ผู้ประกอบการยังเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ทั้งค่าไฟฟ้า ราคาวัตถุดิบ รวมถึงต้นทุนทางการเงิน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงปัญหาการทุ่มตลาดของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ทำให้สินค้าไทยไม่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากมีต้นทุนที่สูงกว่า ส่งผลให้ยอดขายสินค้าลดลง 

ขณะเดียวกันปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางได้สร้างความเสียหายให้แก่ภาคเกษตรและอุตสาหกรรม รวมถึงส่งผลให้ภาคก่อสร้างชะลอตัวลง ในด้านการส่งออกอัตราค่าระวางเรือ (Freight) ยังอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางสหรัฐฯ และยุโรป จากการเร่งส่งออกของจีนและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วจากระดับ 36.46 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในเดือนก.ค. 2567 เป็น 34.92 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในเดือนส.ค. 2567 ส่งผลให้สินค้าไทยแพงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งและส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง

นายเกรียงไกร กล่าวว่าภาคเอกชนจึงมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ได้แก่  1. เร่งประกาศและสร้างความชัดเจนในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2567 อาทิ มาตรการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน เป็นต้น 2. ปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเพื่อเสริมสภาพคล่องในภาคอุตสาหกรรม และชะลอการเรียกเก็บเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเพิ่ม กรณีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในรอบปีสูงขึ้น รวมทั้งทบทวนลดเพดานวงเงินการประกันการใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสม 3. ปรับปรุง พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542 เพื่อให้การบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (SG) และมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (AC) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงลดระยะเวลาการพิจารณาไต่สวน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสินค้าทุ่มตลาดเป็นไปอย่างรวดเร็ว

4. ออกมาตรการเยียวยาภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย อาทิ ยกเว้นภาษีนิติบุคคล ขยายเวลาการยื่นภาษี ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร รวมทั้งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและระบบการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยในระยะยาว และ 5. ขอให้ภาครัฐยึดมติคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด ในการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ รวมทั้งคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจและปัจจัยที่ส่งผลกระทบในปัจจุบัน

ทั้งนี้ในเดือนส.ค. ยังมีปัจจัยบวกจากสถานการณ์ทางการเมืองที่คลี่คลายลง ทำให้นักลงทุนและผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นมากขึ้น และมีความคาดหวังเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง (ผลการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ณ สิ้นเดือนส.ค. 2567 เบิกจ่ายได้ 81.6%) ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยว ยังเป็นแรงสนับสนุนการบริโภคในประเทศจากมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวของภาครัฐ สะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8 เดือน (ม.ค. – ส.ค. 2567) มีจำนวน 23,567,850 คน ขยายตัว 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้เข้าประเทศมูลค่า 1,107,985 ล้านบาท 

ขณะที่ดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 93.9 ปรับตัวลดลงจาก 95.2 ในเดือนก.ค. 2567 โดยมีปัจจัยที่ผู้ประกอบการยังห่วงกังวล ได้แก่ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs และอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ปัญหาหนี้เสีย (NPL) มีแนวโน้มสูงขึ้น ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ยังยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 10,000 บาท และในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 คาดว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวจะกลับมาคึกคัก

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,330 ราย ครอบคลุม 46 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. ในเดือนส.ค. พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจโลก 67.5% เศรษฐกิจในประเทศ 65.2% ราคาน้ำมัน 61.3% อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) โดยอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ 40.6% ตามลำดับ ปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ สถานการณ์การเมืองในประเทศ 56.0% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 45.8% ตามลำดับ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่อง 14 ข้อ รัฐรับมือน้ำท่วม พร้อมจัดระเบียบข่าวสารแถลงทุก 10.00 น.ผ่าน NBT

ครม.นัดพิเศษ สั่ง 14 ข้อ รับมือน้ำท่วม-ย้ำไม่เหมือนปี 54 ยืนยัน 2-3 วัน กทม. คลี่คลาย หากฝนไม่ซ้ำ แนะรัฐ-เอกชน WFH จนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย เตือนภาคตะวันออก-กาญจนบุรี เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมเปิดสายด่วน 1555 และ 1784 ให้ความช่วยเหลือ 24 ชม. พร้อมตั้งศูนย์ข่าวกลางแถลงทุก10 โมง

มท.2 ถกผู้ว่าฯนครนายก สั่งปิดประตูระบายน้ำเขื่อนขุนด่านฯชั่วคราว ลดปริมาณน้ำในพื้นที่

‘พลพีร์’ นั่งหัวโต๊ะแก้ปัญหาน้ำท่วมนครนายก ได้ข้อสรุปปิดประตูระบายน้ำเขื่อนขุนด่านฯ ชั่วคราว เพื่อลดปริมาณน้ำที่ส่งผลกระทบในพื้นที่

เช็กเลย! 'กทพ.' ขยายเวลาขึ้นทางด่วนฟรี 8 เส้นทาง ถึง 29 ก.ย.นี้

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย EXAT แจ้ง กทพ. ขยายเวลาไม่เก็บค่าผ่านทางพิเศษต่อเนื่อง บรรเทาความเดือดร้อนประชาชนจากสถานการณ์อุทกภัย