“เผ่าภูมิ” ยอมรับเป็นไปได้ที่ไทยอาจไม่ได้ลดภาษีนำเข้า 0% ให้สหรัฐฯ แบบ 100% ยันต้องพิจารณาบนหลักความสมดุล ห่วงเปิดตลาดเต็มสูบ หวั่นสินค้าทะลักกระทบผู้ประกอบการในประเทศ พร้อมย้ำผู้ชนะไม่ใช่คนที่ได้เรตภาษีต่ำที่สุด!
17 ก.ค. 2568 - นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.การคลัง กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในกระบวนการในการเจรจาเรื่องภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าจะต้องทำให้ดีที่สุด โดยยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่ไทยอาจจะไม่ได้มีการลดอัตราภาษีนำเข้าที่ 0% ให้กับสหรัฐฯ แบบ 100% เหมือนหลายประเทศที่ได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากรัฐบาลต้องมองภาพใน 2 มิติ คือ ไม่ได้มองแค่ภาพของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคส่งออกอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนทั้งประเทศด้วย
ทั้งนี้ ยืนยันว่าทีมเจรจาของไทยมีการชั่งน้ำหนักผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเจรจากับสหรัฐฯ ที่จะมีต่อเศรษฐกิจของไทย โดยมีการพิจารณาถึงหลักความสมดุลกับอัตราภาษี เพราะในฐานะรัฐบาล ยังมีหน้าที่ต้องดูแลคนทั้งประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าแม้ภาคการส่งออกจะมีผลสำคัญต่อตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) สูงกว่าในส่วนอื่น แต่รัฐบาลก็ยังมีหน้าที่ต้องดูแลประชาชนทั้งประเทศด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องดูแลผลกระทบทั้งสองฝั่ง จะดูแลแค่ภาคส่งออกอย่างเดียวคงไม่ได้ การดำเนินงานจึงต้องพิจารณาแนวทางที่จะต้องได้ผลที่เหมาะสมและสมดุลมากที่สุด ซึ่งมองว่าเรื่องนี้ผู้ที่ชนะไม่ใช่ผู้ที่ได้เรตภาษีต่ำที่สุด แต่เป็นคนที่สามารถรักษาสมดุลได้มากที่สุดมากกว่า
“ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ สิ่งที่เราจะไปลดภาษีลงนั้น ต้องแลกมาด้วยสิ่งที่เราจะต้องเปิดมากขึ้น นั่นหมายถึงจะมีผู้เดือดร้อนมากขึ้น เพราะฉะนั้นโจทย์สำคัญคือการสร้างความสมดุล หาจุดสมดุล ต้องชั่งน้ำหนักทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งฝั่งผู้ส่งออก และฝั่งประชาชนในประเทศ ซึ่งประกอบด้วยผู้ส่งออก พี่น้องเกษตรกร ผู้เลี้ยงปศุสัตว์ เอสเอ็มอีรายย่อย ต้องพิจารณาผลกระทบทุกภาคส่วนให้ครบ โดยเรื่องการลดภาษีให้ 0% นี้อยู่ในกระบวนการ แต่มองว่าเราจะต้องมีส่วนที่กันไว้สำหรับประชาชนในประเทศ ผู้ที่ผลิตสินค้าในประเทศ ถ้าหากเราเปิดอะไรที่มากเกินสมควร ก็จะทำให้มีสินค้าเข้ามาแข่งขัน ทำให้ผู้ประกอบการในประเทศได้รับผลกระทบเช่นกัน ดังนั้นก็อาจจะต้องมีบางส่วนที่เราสามารถกันไว้สำหรับสินค้ายุทธศาสตร์ของประเทศ” นายเผ่าภูมิ กล่าว
ทั้งนี้ อยากทำความเข้าใจว่า ตามข้อเท็จจริงแล้วผลการเจรจาของเวียดนาม มีภาษี 2 อัตรา คือ 20% และ 40% ซึ่งในส่วนนี้มีหลักเกณฑ์การคำนวณมูลค่าในประเทศ (Regional Value Content : RVC) ที่จะเป็นตัววัดสัดส่วนมูลค่าที่เกิดจากกระบวนการผลิตภายในประเทศให้สอดคล้องกับเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ ดังนั้นหากสินค้าชนิดนั้นมีส่วนประกอบที่ผลิตในภูมิภาคเยอะ สินค้านั้นของเวียดนามก็จะได้ภาษี 20% แต่ถ้ามากเกินเส้นแบ่งของ RVC สินค้านั้นก็จะได้ภาษี 40% ซึ่งเกณฑ์ RVC นี้แต่ละประเทศจะถูกกำหนดแตกต่างกันออกไป ไม่เท่ากัน
“ถามว่าไทยจะทำแบบเวียดนามได้ไหม คำตอบคือทำได้ เราสามารถยื่นข้อเสนอเป็น total asset ได้เลย และเชื่อว่าหากเรายื่นแบบนั้นเราจะได้เรตภาษีที่ต่ำกว่าเวียดนามแน่นอน แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็ต้องมาชั่งน้ำหนักกัน และหากไปดูข้อเท็จจริง เราจะพบว่าเวียดนามโดนภาษี 40% เยอะกว่า 20% เพราะเวียดนามเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีการผลิตในประเทศไม่สูง มีการนำเข้ามา และมาเพิ่มมูลค่าในประเทศเพื่อส่งออก ดังนั้น RVC ของเวียดนามจึงอยู่ในเกณฑ์ที่จะโดน 40% สูงกว่า 20% เทียบกับไทยที่เป็นระบบเศรษฐกิจที่โตมานาน มีสัดส่วนการผลิตในประเทศและผลิตในภูมิภาคสูง เพราะฉะนั้นหากใช้เกณฑ์เดียวกัน เรตเดียวกัน แปลว่าไทยได้เปรียบมากกว่า ดังนั้นเวลาจะพูดถึงเวียดนามว่าได้ภาษี 20% อย่างเดียวไม่แฟร์ เพราะเขามี 2 เรต” รมช.การคลัง ระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เพื่อไทย' ขายฝันรอบใหม่! เติมเงิน 3.6 หมื่น/ปี 'คนไทยไร้จน'
'เพื่อไทย' ขายฝันรอบใหม่ ชูนโยบาย 'คนไทยไร้จน' เติมเงินสูงสุด 36,000 บาทต่อปี ดันรายได้ 3.4 ล้านคน พ้นเส้นความยากจน
ไม่ต้องกลัวหาว่าลอก 'เผ่าภูมิ' แนะรัฐผลักดันหวยเกษียณ
“เผ่าภูมิ” จี้ทำ “หวยเกษียณ” หลัง “สลากเพื่อการออม” ของ รบ.อนุทิน ถูกกฤษฎีกาตีตก อย่ากลัวเสียหน้า ถ้า ปชช. ได้ประโยชน์
‘เผ่าภูมิ’ เคลมหวยเกษียณ ลั่นอนุทินไม่ทำเพื่อไทยจะกลับมาสานต่อเอง
‘หวยเกษียณ’ ลงราชกิจจาฯ แล้ว ‘เผ่าภูมิ’ ลั่นเพื่อไทยจะกลับมาทำให้คนไทย ซื้อหวย-เงินไม่หาย-กลายเป็นเงินออม
รัฐบาลปิดดีลสำเร็จ! 'ภาษีทรัมป์' เก็บไทยเหลือ 19%
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยสามารถเจรจาและบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราภาษีนำเข้าต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) กับสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ

