‘เอ็กซิมแบงก์’กางแผนงานปี69 ปั้มSMEภาคส่งออกเพิ่ม2พันราย

‘เอ็กซิมแบงก์’ ปักธงปี 69 ปั๊มลูกค้าเอสเอ็มอีภาคส่งออกเพิ่ม 2 พันราย ผ่าน 4 แนวทางบูมเต็มสูบ ชูธง Export Co-pilot ยกระดับชีดความสามารถการแข่งขันผู้ประกอบการให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ผ่านเครื่องมือการเงินและการบริหารความเสี่ยง พร้อมคาดส่งออกไทยปี 68 โต 10% ส่วนปี 69 เหลือ 0-2%

17 ธ.ค. 2568 - นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ กล่าวว่า ในปี 2569 ธนาคารตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มสัดส่วนลูกค้าเอสเอ็มอีในภาคการส่งออก อีกราว 2 พันราย จากปัจจุบันมีพอร์ตลูกค้ากลุ่มดังกล่าวอยู่ราว 20-30% หรือ 2.2 พันราย จากเอสเอ็มอีในภาคส่งออกทั้งระบบ ปัจจุบันอยู่ที่ 2.2 หมื่นราย ขณะที่ปัจจุบันธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้าง ที่ 1.8 แสนล้านบาท โดยแนวทางการดำเนินงานจะเน้นการปล่อยวงเงินสินเชื่อเพื่อสนับสนุนผู้กระกอบการในภาคการส่งออกต่อรายให้มากขึ้น

“จากสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาทในขณะนี้นั้น ยอมรับว่าเป็นปัจจัยที่กดดันผู้ประกอบการในภาคการส่งออก แต่มองว่าเป็นเรื่องที่ผู้ส่งออกจะต้องเรียนรู้และปรับตัวตามสถานการณ์” นายชลัช กล่าว

ทั้งนี้ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการให้ปรับตัว และแข่งขันได้ภายใต้รากฐานที่มั่นคงระยะยาว ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1. กระตุ้นการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีในการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดใหม่อย่างมั่นใจ ผ่านการจับคู่ธุรกิจ ขยายฐานลูกค้าในตลาดใหม่ ผ่านสินเชื่อ Exim Export Booster เพื่อสนับสนุนเงินทุนแก่ผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า มาตรการภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการให้สินเชื่อพร้อมประกันการส่งออก Exim Safe Trade Credit เพื่อบริหารความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่

2.แก้ไขหนี้ ผ่านมาตรการแก้หนี้-ดูแลหนี้ที่มีปัญหาแต่มีศักยภาพในการฟื้นฟูกิจการ และการปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจให้สามารถฟื้นฟูกิจการและปิดหนี้ได้เร็วขึ้น 3. เพิ่มสภาพคล่อง ด้วยสินเชื่อเอ็กซิมเพื่อการส่งเสริมการจ้างงาน ระยะที่ 3 โดยร่วมกับสำนักงานประกันสังคม เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับสถานประกอบการรักษาการจ้างงาน รวมถึงมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น อุทกภัยภาคใต้ ข้อพิพาทชายแดน และ 4. ลงทุนเพื่ออนาคต โดยสนับสนุนสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ด้านความยั่งยืน อาทิ Sustainability-Link Loan และสินเชื่อ Green X Transformation เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจไทยให้เติบโตบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงยกระดับการผลิตสู่เทคโนโลยีขั้นสูง

นอกจาก เอ็กซิมแบงก์ ยังมมีการจัดทีมเฉพาะกิจเพื่อขยายบทบาทการสนับสนุนภาคธุรกิจและการส่งออกไทย รวมถึงการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอุทกภัยในภาคใต้ ตลอดจนเตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตต่าง ๆ ที่จะตามมา เพื่อทำหน้าที่ Export Co-pilot เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุปทานให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ด้วยเครื่องมือทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงที่พร้อมในทุกสถานการณ์ โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการเป็น Top of Mind หรือหนึ่งในใจของผู้ส่งออกไทย

สำหรับภาพรวมการส่งออกในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 10% ขณะที่ปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้ราว 0-2% จากแรงกดดันด้านสงครามการค้า ข้อพิพาทชายแดน ความผันผวนของค่าเงิน และฐานที่สูงจากการเร่งส่งออก (Front-loading) ในปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้าง พบว่า ภาคการส่งออกไทยยังเผชิญความท้าทายที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องความไม่สมดุลระหว่างจำนวนผู้ส่งออกกับมูลค่าส่งออก โดยจำนวนผู้ส่งออกเอสเอ็มอีไทยแม้สัดส่วนสูงถึงเกือบ 80% ของผู้ส่งออกทั้งหมด แต่กลับสร้างมูลค่าส่งออกได้เพียง 10% ของมูลค่าส่งออกรวมเท่านั้น ขณะที่ผู้ส่งออกรายใหญ่มีอยู่ราว 20% กลับครองสัดส่วนมูลค่าส่งออกกว่า 90%

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาโครงสร้างสินเชื่อธุรกิจในระบบ ยังพบว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ครองสัดส่วนสินเชื่อเกือบ 70% ขณะที่เอสเอ็มอีมีสัดส่วน 30% และมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากความกังวลความเสี่ยงของเอสเอ็มอีที่เพิ่มสูงขึ้น โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาสินเชื่อธุรกิจในระบบขยายตัวเฉลี่ยเพียง 0.3% เทียบกับการเติบโตของจีดีพีซึ่งโตเฉลี่ย 2.1%.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘เอกนิติ’ชูไทยช่วยไทยพลัสช่วยเพิ่มยอดขาย หนุนผู้ประกอบการใช้AIอัปสกิลยกระดับธุรกิจ

‘เอกนิติ’ ชูโครงการไทยช่วยไทย พลัส หนุนผู้ประกอบการยกระดับการใช้ AI ช่วยเพิ่มยอดขาย เร่งอัปสกิลร้านอาหารไทยใช้ AI ยกระดับธุรกิจจริง ด้าน LINE MAN Wongnai เปิดตัว ‘Wongnai Genie’ AI ผู้ช่วยสำหรับร้านอาหาร

อมตะดึงทุนจีน Homa ทุ่ม3.1 พันล้านปักฐานผลิตตู้เย็นส่งออก

อมตะดึงทุนจีน“Homa” ผู้ผลิตตู้เย็นและตู้แช่รายใหญ่ของโลก ลงทุนกว่า 3,100 ล้านบาท ตั้งฐานการผลิตในชลบุรี กำลังผลิต 1.5 ล้านเครื่องต่อปี ตั้งเป้าสร้างมูลค่าส่งออก 12,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 50–60% และสร้างการจ้างงานสูงสุด 3,000 ตำแหน่ง