
‘เอกนิติ’ มั่นใจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘คนละครึ่ง พลัส-เที่ยวดีมีคืน-เติมเงินบัตรคนจน-เร่งรัดเบิกจ่าย’ ช่วยบูมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 โตทะลุ 1% ดันภาพรวมทั้งปี 2568 บวกเพิ่มอีก 0.2% แจงหน่วยงานพร้อมรับข้อสังเกตปมลดหย่อน TISA ไปปรับให้ดียิ่งขึ้น
7 ม.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้มีการประเมินผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการคนละครึ่ง พลัส, โครงการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, โครงการเที่ยวดีมีคืน และโครงการเร่งรัดการเบิกจ่ายของส่วนราชการ มีส่วนสำคัญในการช่วยประคองเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในไตรมาส 4/2568 ไม่ให้ติดหล่ม โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้สูงกว่า 1% อย่างแน่นอน จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.3% เท่านั้น
ทั้งนี้ เบื้องต้นได้มีการหารือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เห็นสอดคล้องกันว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลได้เร่งผลักดันออกมาในช่วง 2 เดือนกว่านั้น มีผลต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เนื่องจากการออกแบบมาตรการที่มีการศึกษามาอย่างดี โดยเน้นการกระจายตัว ไม่ให้มีการกระจุกตัว ซึ่งสะท้อนจากโครงการเที่ยวดีมีคืน ที่เน้นการท่องเที่ยวในเมืองรองสามารถใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีได้มากกว่า เช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่พบว่า มีสัดส่วนการใช้จ่ายผ่านสิทธิ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ อยู่ที่ราว 15-16% ส่วนที่เหลือ 85% อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก เป็นต้น ขณะที่โครงการเร่งรัดการเบิกจ่าย ในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2568 พบว่าสามารถเบิกจ่ายได้สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 5%
“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้มีการผลักดันออกมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านแนวนโยบาย Quick Big Win 5 เสาหลัก 1 ฐานราก นั้น เชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นจากหล่ม พ้นจากการเป็นรถยนต์ที่ติดหล่มอย่างแน่นอน เพราะโครงการเหล่านี้มันกระตุ้นเศรษฐกิจได้ชัดเจนกว่าอย่างอื่น เช่น ถ้าให้เงินไป เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเอาไปใช้เท่าไหร่ เก็บเท่าไหร่ คืนหนี้เท่าไหร่ แต่มาตรการตรงนี้ที่ทำสุดท้ายแล้วประชาชนได้เอาไปใช้ในชีวิตจริง ไม่มีการรั่วไหลและวัดเป็นเม็ดเงินได้ ทุกอย่างชัดเจนทั้งหมด ดังนั้นผลในการฟื้นเศรษฐกิจจึงมากกว่าปกติ โดยเบื้องต้นคาดว่ามาตรการเหล่านี้จะมีส่วนช่วยให้ตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2568 โตเพิ่มอย่างน้อย 0.2% เป็นขั้นต่ำ ส่วนตัวเลขที่ชัดเจนต้องรอสภาพัฒน์ประกาศในเดือน ก.พ. 2569” นายเอกนิติ กล่าว
ส่วนโครงการ Thailand Individual Savings Account : TISA ยอมรับว่ายังผลักดันไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากมีการยุบภาเกิดขึ้น และในช่วงที่ผ่านมาอาจจะยังมีการสื่อสารที่ทำให้ไม่เข้าใจครบถ้วนเกิดขึ้นด้วย โดยเบื้องต้นอยากชี้แจงว่าในปี 2569 วงเงินในการลดหย่อนภาษีจะปรับลดเหลือ 6 แสนบาท จากเดิมที่ 8 แสนบาท และปีถัดไปจะเหลือ 5 แสนบาท ขณะที่ข้อเสนอข้อง TISA นั้น จะให้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี 8 แสนบาทตลอดไป ส่วนประเด็นกรณีกำหนดเพดานให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี สามารถลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้น 1.3 เท่า ขณะที่ผู้มีรายได้มากกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี หักลดหย่อนภาษีได้ 0.7 เท่านั้น เชื่อว่าหลังจากนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบพร้อมที่จะรับข้อสังเกตต่าง ๆ จากทุกฝ่ายไปพิจารณาให้มีความรอบคอบมากขึ้น
“อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องการลดหย่อนอย่างเดียว แต่เราอยากจูงใจให้คนตัวเล็กเข้ามาสู่ตลาดทุนมากขึ้น จึงต้องเพิ่มแรงจูงใจให้เขา ซึ่งตอนนี้ของใหม่ ทราบว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบก็พร้อมรังข้อสังเกตโดยเฉพาะในส่วนของตัวคูณมาพิจารณา หน่วยงานพร้อมจะรับฟัง อะไรหรืออันไหนที่ไม่ดีก็พร้อมจะเอาไปปรับเพื่อให้มันมากยิ่งขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว
สำหรับนโยบายสนับสนุนการออม ผ่านโครงการออมทรัพย์ พลัส ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) นั้น ขณะนี้ขั้นตอนต่าง ๆ ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว แต่ยังติดเรื่องข้อกฎหมายเล็กน้อย โดยอยู่ระหว่างการประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงการคลังอยากตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน อยากให้ทุกอย่างรอบคอบและถูกต้องตามข้อกฎหมาย จากแผนเดิมที่จะเริ่มดำเนินการได้ในเดือน ม.ค. 2569
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'สกสค.'ลงนามข้อตกลงคุณธรรมคุมโครงการพิมพ์แบบเรียนปี 2569
'สกสค.' ลงนามประเดิมใช้ 'ข้อตกลงคุณธรรม' คุมโครงการพิมพ์แบบเรียนปี 69 งบฯพันล้าน เหตุโดนร้องเรียน-ฟ้องร้องอ่วมทุกปี
ศก.ปีนี้โตแผ่ว คาดจีดีพี1.5% ต่าสุดรอบ30ปี
"เอกนิติ" มั่นใจมาตรการ "คนละครึ่งพลัส-เที่ยวดีมีคืน-เติมเงินบัตรคนจน-เร่งรัดเบิกจ่าย" ช่วยบูมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 โตทะลุ 1% ดันภาพรวมทั้งปีบวกเพิ่มอีก 0.2%

