'แบงก์ชาติ' เร่งประเมินผลกระทบสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา เคาะจีดีพีไทยปี 69 เหลือโต 1.5% ห่วงบาทแข็ง

‘แบงก์ชาติ’ เร่งประเมินผลกระทบปมสหรัฐฯ ปะทะเวเนซุเอลา ชี้เป็นเรื่องช็อคโลก พร้อมประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 โตแผ่วที่ 1.5% จับตามาตรการภาษีทรัมป์-งบ 70 ดีเลย์-ปัญหาการแข่งขันสูงและการเข้าถึงสินเชื่อ ห่วงบาทแข็งกระทบเอสเอ็มอีภาคส่งออก

7 ม.ค. 2569 – นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการทางทหารกับเวเนซุเอลา ว่า สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นช็อคโลกครั้งที่ 2 จากสหรัฐ โดยช็อคแรกเกิดขึ้นเมื่อต้นปีก่อนในเรื่องของการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า ส่วนต้นปีนี้เป็นช็อคเรื่องปฏิบัติการทางด้านทหาร และคาดว่าปีหน้าอาจจะมีช็อคที่ 3 ที่จะเขย่าการเงินโลกหลังจากจะมีการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้ง 3 ส่วนนี้ การค้า การทหาร และการเงินโลก สหรัฐมีบทบาทสำคัญในทุกมิติ

ทั้งนี้ กรณีผลกระทบจากเหตุการณ์ในเวเนซุเอลานั้น ผลกระทบหลักที่ต่อโลกคือด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะเชื่อมโยงมายังด้านเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่สำคัญ จะทำให้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของโลกมีเพิ่มสูงขึ้น และสิ่งที่จะตามมาคือ การลงทุนอาจจะชะลอตัว

“ผลกระทบจากเวเนซุเอลา ตอนนี้เรื่องเศรษฐกิจ อาจเป็นเรื่องรอง แต่เรื่องหลักคือ ผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์ และต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังไม่มีมุมมองเรื่องนี้ แต่กำลังประเมินผลกระทบการเปิดฉากทางการทหาร จะส่งผลอย่างไรต่อปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ แน่นอนว่า ความไม่แน่นอนจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่จะเห็นผลชัดเจนอย่างแรก คือ การลงทุนที่จะชะลอตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม” นายปิติ กล่าว

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงิน กล่าวว่า ธปท. ประเมินว่า ปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.5% ชะลอลงจาก 2.2% ในปี 2568 จากนั้นในปี 2570 อาจขยายตัวเร่งขึ้นมาที่ 2.3% ดังนั้น ปีนี้และปีหน้าเศรษฐกิจมีความเสี่ยงเบ้ไปทางต่ำ โดยมีประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจจะมีออกมาเพิ่มเติม 2.ความล่าช้าของกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 และ 3.การปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ยังเผชิญกับปัญหาการแข่งขันสูงและการเข้าถึงสินเชื่อ

นางสาวปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวสูงกว่าประเทศอื่น แต่ในปัจจุบันกลับต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้การส่งออกไม่ได้เป็น Engine growth ดังเช่นในอดีต และหากเทียบกับประเทศอื่น ๆ แล้ว ไทยได้ผลดีจากการเติบโตของสินค้าเทคโนโลยีน้อยมาก ในขณะที่การแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน ทวีความรุนแรงมากขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การแข่งขันกับสินค้านำเข้าก็รุนแรงขึ้น สัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากจีนเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 31% ขึ้นมาเป็นเท่าตัวจากปี 55 อยู่ที่ 15% ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นสินค้าขั้นกลาง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไม การส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่ค่อนข้างดี แต่นำมาซึ่งการนำเข้าส่วนประกอบค่อนข้างสูง ทำให้การผลิตของไทยไม่ได้รับอานิสงส์มากนัก

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวนั้น จะพบว่าในประเทศคู่แข่งของไทยในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม ต่างมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิดแล้ว ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไทย ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด โดยล่าสุดในปี 2568 มียอดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 33 ล้านคน ลดลง 7% สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยลงเช่นกัน

“ธปท. ประเมินว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 68 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 1.3% ชะลอตัวลงจากช่วงครึ่งปีแรกที่ขยายตัวได้ถึง 3.0% ทำให้คาดว่าทั้งปีที่แล้วจะขยายตัวราว 2.2% ส่วนภาพในระยะข้างหน้านั้น ปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันสูงจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันเศรษฐกิจให้มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง และขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ โดยในปี 2569 ธปท. มองว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวชะลอลงจากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวตามรายได้จากการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยคาดว่าปี 2569 การส่งออกจะขยายตัวได้เพียง 0.6% ต้องจับตาผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า เพราะจะกระทบกับผู้ส่งออกที่เป็นเอสเอ็มอีที่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างต่ำ ตลอดจนกระทบกับสินค้าที่มีการแข่งขันสูงในด้านราคา และสินค้าในกลุ่มที่มีอัตรากำไร(margins) ต่ำ เช่น สินค้าเกษตร และอาหารแปรรูป รวมไปถึงความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าโลก” น.ส.ปราณี กล่าว

นอกจากนี้ ในปี 2569 เศรษฐกิจยังเผชิญกับแรงส่งของภาครัฐที่แผ่วลง อันเนื่องจากกระบวนการผ่านงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ที่ล่าช้าไปประมาณ 1 ไตรมาส เนื่องจากมีการยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งและรอรัฐบาลชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศก.ปีนี้โตแผ่ว คาดจีดีพี1.5% ต่าสุดรอบ30ปี

"เอกนิติ" มั่นใจมาตรการ "คนละครึ่งพลัส-เที่ยวดีมีคืน-เติมเงินบัตรคนจน-เร่งรัดเบิกจ่าย" ช่วยบูมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 โตทะลุ 1% ดันภาพรวมทั้งปีบวกเพิ่มอีก 0.2%