
‘กบข.’ ทนกระแส ‘ทองคำ’ ร้อนแรงไม่ไหว ลุยปรับเพิ่มพอร์ตลงทุนเข้าหมวดสินทรัพย์ลดความเสี่ยง ตอบรับกระแสความนิยมจากสมาชิก หลังประเมินความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่แน่นอน พร้อมทบทวนแผน SAA กระจายแผนลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสมมากขึ้น ปักธงสร้างผลตอบแทนให้สมาชิกกระฉูด
26 ม.ค. 2569 – นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา กบข. ได้มีการปรับพอร์ตลงทุนเพื่อรับมือสถานการณ์ความเสี่ยงต่าง ๆ ที่ไม่แน่นอน ทั้งจากภายในและต่างประเทศ ซึ่งยอมรับว่าได้มีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในทองคำมากขึ้นจากเดิมที่ไม่มีเลย เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมจากสมาชิกเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอน และความไม่มั่นใจในเรื่องผลลัพธ์ต่าง ๆ ดังนั้นทั่วโลกจึงหันมาให้ความสนใจทองคำมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ปีที่ผ่านมาเราเพิ่มสินทรัพย์ทองคำเข้าไปในพอร์ตของ กบข. พอสมควร จากเดิมที่เราไม่มีเลย เพราะเดิมทีเราเชื่อว่าสินทรัพย์ทองคำเป็นสินทรัพย์เสี่ยง ไม่ใช่สินทรัพย์มั่นคง แต่ด้วยพฤติกรรมของทองคำและพฤติกรรมของความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ทองคำจึงถูกจัดในนิยามใหม่ เป็นสินทรัพย์เพื่อลดความเสี่ยง เพราะส่วนใหญ่มองว่าสงครามยังไม่จบ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเยอะอยู่ ทองคำก็จะถูกนำมาใช้อย่างแน่นอน ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมาสมาชิกของ กบข. จึงนิยมลงทุนในทองคำเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ต้องอธิบายให้สมาชิกเข้าใจด้วยว่าทองไม่ได้เป็นสินทรัพย์ที่จะมีราคาขึ้นตลอดไป และปัจจุบันมีคนถามว่าทองคำจะยังไปได้อีกไกลไหม คำตอบคือ ไม่ทราบ เพราะว่าถ้าสงครามจบเมื่อไหร่ ก็ต้องมาพิจารณาเรื่องทิศทางทองคำอีกครั้งเช่นเดียวกัน” เลขาธิการ กบข. ระบุ
นอกจากนี้ กบข. ยังได้มีการทบทวนแผน Strategic Asset Allocation : ASS ซึ่งเป็นแผนกลยุทธ์การจัดสรรเงินลงทุนระยะยาว 15-20 ปี ซึ่ง กบข. มีการทบทวนแผนดังกล่าวทุก ๆ 3-5 ปี และเมื่อปี 2568 ก็ได้มีการทบทวนแผน SAA เรียบร้อยแล้ว โดยได้มีการปรับนิยามใหม่ในเรื่องของสินทรัพย์ที่จะลงทุน โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับสิ่งที่จะลงทุนด้วยความเข้าใจและสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะในกรณีที่มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง รวมถึงยังได้มีการปรับพอร์ตการลงทุนในต่างประเทศให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับสมาชิกมากขึ้นด้วย โดยปัจจุบัน กบข. ลงทุนในสินทรัพย์ 18 ประเภท ทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งนี้ ได้เน้นการพิจารณาสินทรัพย์และประเทศที่จะลงทุนที่มีความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในประเทศไทยเอง ในเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป หรือสหรัฐฯ เหล่านี้มีปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ คือ ประเทศนั้น ๆ มีสินทรัพย์อะไรบ้าง ภาพรวมเศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างไร เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือจีดีพีของแต่ละประเทศจะมีผลกับการเติบโตของสินทรัพย์แต่ละประเภทแตกต่างกัน โดยยืนยันว่าหลักในการบริหารของ กบข. คือ การสร้างผลตอบแทนชนะอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปี บวก 2-3% ขึ้นอยู่กับแผนการลงทุนที่สมาชิกเลือก เช่น ถ้าปีนั้นเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% บวก 2% เท่ากับผลตอบแทนของ กบข. อยู่ที่ 5% เป็นต้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกที่จะต้องมีเงินเพียงพอที่จะใช้จ่าย ดำรงชีพหลังเกษียณอายุ ตรงนี้เป็นหลักการบริหารสำคัญของ กบข.
“กบข. ได้มีการหารือกับสมาชิกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยในส่วนของการลงทุนไม่ได้ให้ความสำคัญแค่เป็นการลงทุนในหรือต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมาเราได้มีการขยายการลงทุนในประเทศด้วยบางส่วน เช่น โรงแรมที่ภูเก็ต ซึ่งให้ผลตอบแทนเป็นอย่างดี อัตราการเข้าพักดี แต่หัวใจสำคัญของการบริหารของ กบข. คือ สินทรัพย์ประเภทไหนให้ผลตอบแทนดีอย่างไร และจะเปลี่ยนไปอย่างไร ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า สหรัฐฯ จีน ยุโรป อินเดีย เอเชีย รวมถึงไทย มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั้งหมด ดังนั้นเราจะต้องมีการปรับเปลี่ยนสินทรัพย์เหล่านั้นอยู่เป็นประจำ ดังนั้นจึงอาจจะตอบชัดเจนไม่ได้ว่าเราจะต้องลงทุนในประเทศนั้น ประเทศนี้เท่าไหร่อยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าเรามีการติดตามใกล้ชิด หากสถานการณ์เปลี่ยนเราก็พร้อมจะปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนตามสถานการณ์ แต่ไม่ใช่การเปลี่ยนแบบรายวัน” นายทรงพล กล่าว
อย่างไรก็ดี ยืนยันว่า กบข. ไม่ใช่กองทุนเก็บกำไร แต่เป็นกองทุนที่เน้นการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลตอบแทนอย่างมั่นคงให้กับสมาชิกในระยะยาว ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาจึงให้ความสำคัญกับการทบทวนนิยามประเภทสินทรัพย์ที่ลงทุนอย่างใกล้ชิด จากเดิมนิยามสินทรัพย์มีเพียงสินทรัพย์มั่นคง กับสินทรัพย์เสี่ยง หรือสินทรัพย์อื่น ๆ เป็นนิยามใหม่ ว่า สินทรัพย์เชิงรุก และสินทรัพย์เชิงรับ โดยได้มีการติดตามสถานการณ์ และปัจจัยต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เช่น หากมีสงคราม ควรถือสินทรัพย์ประเภทไหน สถานการณ์ภาวะดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาลง หรือภาวะที่การแข่งขันด้านการค้าสูงขึ้น ควรลงทุนสินทรัพย์ประเภทไหน เป็นการจัดทำแผนการลงทุนโดยแบ่งพอร์ตว่าควรลงทุนสินทรัพย์แต่ละประเภทตามสถานการณ์เท่าไหร่ อย่างไร เพราะมองว่าสินทรัพย์แต่ละตัวยังมีโอกาสกำไร และมีโอกาสขาดทุน เพียงแต่ต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่าทำไมถึงกำไร ทำไมถึงขาดทุน เพื่อใช้สินทรัพย์แต่ละตัวมาปิดความเสี่ยงซึ่งกันและกัน

