
PM2.5 ไม่ใช่แค่ฝุ่น และไม่ใช่เพียงหมอกควันที่ทำให้ท้องฟ้าขมุกขมัว แต่คือ ‘สารพิษล่องหน’ ที่แทรกซึมอยู่ในทุกลมหายใจที่เราสูดเข้าไป ฝุ่นจิ๋วชนิดนี้มีขนาดเล็กจนตาเปล่ามองไม่เห็น และเล็กเกินกว่ากลไกป้องกันตามธรรมชาติของร่างกายจะรับมือได้ ส่งผลให้สามารถเล็ดลอดผ่านจมูกและหลอดลม แทรกซึมเข้าสู่ปอด ก่อนซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างเงียบงัน แม้ในวันที่อากาศดูเหมือน ‘ปกติ’ PM2.5 ยังคงล่องลอยปะปนอยู่ในอากาศ พาสารพิษและโลหะหนักเดินทางไปทั่วร่างกาย กระตุ้นการอักเสบในระดับเซลล์โดยไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดในทันที จนความเสียหายค่อย ๆ สะสมและกลายเป็นความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงในระยะยาวโดยที่หลายคนไม่ทันรู้ตัว
พญ. มัณฑนา สันดุษฎี อายุรแพทย์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ และแพทย์เวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า ฝุ่น PM2.5 มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร หรือเล็กกว่าหน้าตัดเส้นผมของคนทั่วไปประมาณ 20 เท่า ทำให้ร่างกายไม่สามารถดักจับหรือกำจัดออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ฝุ่นสามารถผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ปอด และซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ร่างกายจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติในระยะเฉียบพลัน เช่น ไอ ระคายเคืองจมูก คันคอ เจ็บคอ แสบตา คันตา หรือเกิดผื่นคันทางผิวหนัง ซึ่งหลายคนมักมองว่าเป็นอาการเล็กน้อยและปล่อยผ่าน
PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงฝุ่นธรรมดา แต่เป็นฝุ่นพิษที่มักมีสารอันตรายและโลหะหนักเกาะติดมาด้วย เช่น ปรอท แคดเมียม และสารหนู ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการอักเสบในระดับเซลล์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงในหลายระบบของร่างกาย

พญ. มัณฑนา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การได้รับ PM2.5 อย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด ทั้งโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืดกำเริบ ถุงลมโป่งพอง และปอดอักเสบติดเชื้อ รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด อาทิ โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลยืนยันว่า PM2.5 มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งปอด ผ่านกระบวนการอักเสบเรื้อรังและความผิดปกติในระดับเซลล์ โดยมะเร็งปอดมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น การเอกซเรย์ปอดทั่วไปอาจยังไม่พบความผิดปกติ จนกระทั่งโรคลุกลามแล้ว
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองด้วย Low Dose CT (LDCT) ซึ่งเป็นวิธีที่มีความละเอียดสูง สามารถตรวจพบความผิดปกติของปอดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลดีที่สุด แพทย์แนะนำให้ประชาชนติดตามคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง สวมหน้ากาก N95 เมื่อจำเป็นต้องออกนอกอาคาร และหากมีอาการไอเรื้อรัง หายใจมีเสียงหวีด หรือหายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์ทันที
พญ. มัณฑนา กล่าวอีกว่า “PM2.5 เป็นภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม แม้จะไม่ทำให้เกิดอาการรุนแรงในทันที แต่ผลกระทบจะค่อย ๆ สะสมและส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะต่อปอด หัวใจ และหลอดเลือด การป้องกันตนเองด้วยการหลีกเลี่ยงฝุ่น สวมหน้ากากที่เหมาะสม และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองปอดในกลุ่มเสี่ยง จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนที่อันตรายจะลุกลามเกินกว่าจะรับมือได้”

