
‘ธนารักษ์’ เดินเครื่องศึกษาแนวทางขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุสำหรับที่อยู่อาศัย-เกษตร คาดได้ข้อสรุปภายในปีนี้ ก่อนโยนฝ่ายนโยบายตัดสินใจ พร้อมลุยยกเครื่องราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ ก่อนประกาศใช้ 1 ม.ค. 70 ชี้ที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าราคาขยับไม่เกิน 10-20% เตรียมเปิดประมูลที่ราชพัสดุแปลงสำคัญ 41 แปลง ปั้นจัดเก็บรายได้ปีงบ 69 โตเกินเป้า 20%
9 ก.พ. 2569 – นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยถึงภารกิจของกรมธนารักษ์ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 ว่า กรมฯ ได้ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม เดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ผ่านยุทธศาสตร์ VALUE เพื่อให้เกิดการนำทรัพย์สินของแผ่นดินที่กรมธนารักษ์รับผิดชอบทั้งที่ราชพัสดุและเหรียญกษาปณ์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
โดยเฉพาะในส่วนของที่ราชพัสดุที่กรมฯ ดูแลอยู่ราว 12 ล้านไร่ แบ่งเป็น ที่ราชพัสดุเพื่อความมั่นคง ราว 2 ล้านไร่ และพื้นที่เพื่อการบริหารจัดการ 10 ล้านไร่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่กว่า 9.6 ล้านไร่ ถูกใช้เพื่อประโยชน์ในราชการ ขณะที่พื้นที่ราชพัสดุที่สามารถสร้างรายได้จริงมีอยู่ราว 1.13 ล้านราย ซึ่งขณะนี้กรมธนารักษ์ อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการปรับขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุสำหรับที่อยู่อาศัย และที่ดินเพื่อการเกษตร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนภายในปีนี้ โดยปัจจุบัน พบว่า ที่ดินราชพัสดุเชิงพาณิชย์ ราว 30-40% ที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัย 10% และที่ดินราชพัสดุเพื่อการเกษตร ราว 30-40%
“การปรับขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุสำหรับที่อยู่อาศัยและที่ดินเพื่อการเกษตรนั้น เคยทำมาแล้ว 1 ครั้งเมื่อปี 2560 แต่เนื่องจากเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหว เพราะเป็นเรื่องเชิงสังคม จึงมีการถอยมาเป็นว่าถ้าเป็นผู้เช่ารายเก่าให้ใช้ราคาเดิม ส่วนผู้เช่ารายใหม่ให้ใช้ราคาเช่าในปี 2560 และมาถึงปัจจุบันเห็นควรให้เริ่มมีการศึกษาเรื่องนี้อีกครั้ง แต่ต้องไม่ทำให้ประชาชนตกใจ ยืนยันว่าตรงนี้ยังเป็นแค่การศึกษา โดยแนวทางอาจจะมีการแบ่งเป็นพื้นที่ ไม่ได้ใช้ราคาเดียวกันทั่วประเทศ ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ เมืองใหญ่ เมืองเล็ก เมืองรอง ก็จะมีการทำคล้าย ๆ การทำราคาประเมินที่ดิน ต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างละเอียด ก็คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ ส่วนการบังคับใช้ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบาย ส่วนที่เชิงพาณิชย์นั้นปัจจุบันระบบดีอยู่แล้ว” อธิบดีกรมธนารักษ์ ระบุ
นอกจากนี้ กรมฯ ยังอยู่ระหว่างการเร่งศึกษาแนวทางการปรับราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรอบใหม่ ที่จะเริ่มใช้ในปี 2570-2573 กว่า 37 ล้านแปลง ซึ่งจะมีการประกาศในวันที่ 1 ธ.ค. 2569 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2570 โดยเบื้องต้นคาดว่าราคาที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะปรับเพิ่มขึ้นไม่เกิน 10-20% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ซึ่งยืนยันว่าราคาประเมินรอบใหม่จะมีความสอดคล้องทั้งเชิงพื้นที่และราคาตลาดมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการสำรวจสภาพพื้นที่และใช้ข้อมูลราคาตลาดที่อยู่ในช่วงเวลาปัจจุบัน และย้อนหลังไม่เกิน 3 ปี
โดยพิจารณาจากข้อมูลราคาตลาด ได้แก่ ข้อมูลราคาซื้อขายจดทะเบียน ข้อมูลเสนอขาย ข้อมูลค่าเช่า ตลอดจนสภาพการพัฒนาของที่ดินในแต่ละพื้นที่ แต่ละถนน เช่น ถนนตัดใหม่ การก่อสร้างรถไฟฟ้า การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ตลอดจนการพัฒนาเมือง หรือการพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์โครงการต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้กระบวนการจัดทำราคาประเมินในระดับจังหวัดผ่านคณะกรรมการประเมินราคาทรัพย์สินประจำจังหวัด มีความคืบหน้าไปกว่า 90% แล้ว และกำลังส่งข้อมูลให้ส่วนกลางตรวจสอบความเหมาะสม ก่อนสรุปและประกาศใช้ตามกำหนดต่อไป
นายอัครุตม์ กล่าวอีกว่า กรมฯ ยังได้เร่งผลักดันให้มีการเปิดประมูลที่ดินราชพัสดุแปลงสำคัญ รวม 41 แปลง อาทิ แปลงที่โรงพยาบาลของโรงงานยาสูบเก่า, การประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุบ้านพายัพ เขตพระนคร, การเปิดประมูลพัฒนาที่ดินราชพัสดุแปลงริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตคลองสาน (ที่ดินติดกับไอคอนสยาม), แปลงสนามกอล์ฟบางพระพร้อมโรงเรียน เนื้อทืี่ 633 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา, แปลงที่ดิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต 40 ไร่ เป็นต้น ส่วนความคืบหน้าที่ดินราชพัสดุหมอชิตนั้น ขณะนี้ได้ข้อยุติแล้วว่าจะไม่มีการสร้างหรือย้ายหมอชิตแต่อย่างใด ส่วนรายละเอียดที่เกี่ยวกับกรมฯ ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการเจรจากับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะเจรจาแล้วเสร็จในเดือน ก.ย. นี้
อย่างไรก็ดี เชื่อว่า แนวทางการดำเนินงานทั้งหมดจะมีส่วนสำคัญให้กรมธนารักษ์ สามารถเดินหน้าจัดเก็บรายได้จากที่ราชพัสดุและเหรียญกษาปณ์ในปีงบประมาณ 2569 ได้สูงกว่าเป้าหมาย 1,500 ล้านบาท หรือราว 20% จากเป้าหมายที่ 11,900 ล้านบาท โดยผลการจัดเก็บรายได้ ณ วันที่ 31 ม.ค. 2569 กรมฯ จัดเก็บรายได้แล้ว 8,229 ล้านบาท

