บางจาก โชว์ปี2568 โกยรายได้ 507,570 ล้านบาท EBITDA 35,753 ล้านบาท กำไร 2,880 ล้านบาท กางแผนปี 69 โฟกัสลงทุนธุรกิจค้าน้ำมัน- สำรวจและผลิตปิโตรเลียมหนุนแข่งขันระดับภูมิภาค
12 ก.พ. 2569 -นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2568 เป็นอีกปีที่ธุรกิจพลังงานเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงและความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลก ส่งผลต่อผลประกอบการของอุตสาหกรรมโดยรวม อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัทบางจากยังคงมุ่งเน้นการบริหารธุรกิจด้วยความรอบคอบ และให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจในระยะยาวและการวางรากฐานเพื่อขยายตลาดพลังงานทั้งในและต่างประเทศ รองรับการเติบโตในอนาคต โดยในปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท ประกอบกับความคืบหน้าการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจจากการเข้าถือหุ้นบริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC) ในสัดส่วน 99.72% และการเพิกถอน BSRC ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการบริหารการดำเนินงานของทั้งสองโรงกลั่นภายใต้แนวคิด “Together to Greater” และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะต่อไป
แม้จะได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงและผลขาดทุนจากสินค้าคงคลัง โรงกลั่นทั้ง 2 แห่งสามารถเพิ่มอัตราการกลั่นเฉลี่ยได้อีก 5,300 บาร์เรลต่อวันจากปีก่อนหน้า จากการที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงไม่มีการปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ตามวาระเช่นเดียวกับปีก่อน ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาสามารถเพิ่มอัตราการกลั่นได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 4/2568 ใกล้ระดับ 280,000 บาร์เรลต่อวัน ประกอบกับส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน (กลุ่ม Middle Distillates) ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังจากอุปทานที่ตึงตัว ส่งผลให้ Crack Spread ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นสูงถึง 10.8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบหลายไตรมาส ปัจจัยดังกล่าวสนับสนุนให้กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมันมี EBITDA ปรับเพิ่มขึ้น 77% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่กลุ่มธุรกิจการตลาดสามารถขยายปริมาณการจำหน่ายน้ำมันจากปีก่อน และรักษาส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกในระดับแข็งแกร่งที่ 29 %อีกทั้งโครงสร้างธุรกิจที่มีความหลากหลายของกลุ่มบริษัทช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของกลุ่มบริษัทท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและตลาดพลังงานที่ผันผวน โดยตลอดทั้งปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32 %จากปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.08 บาท และมีโครงสร้างการเงินที่แข็งแกร่งได้รับการคงอันดับเครดิตองค์กรจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ “A+” พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการดำเนินธุรกิจและฐานะทางการเงินของกลุ่มบริษัทในระยะยาว
นอกจากนี้ บางจากฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ครอบคลุมมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ผ่านการบริหารจัดการแบบกลุ่มบริษัทตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับ MSCI ESG Rating ระดับ “AA” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ซึ่งอยู่ในระดับสูงสุดที่บริษัทไทยทำได้ในกลุ่มอุตสาหกรรม Oil & Gas Refining, Marketing, Transportation & Storage และได้รับพระราชทานรางวัลถ้วยพระราชทานในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สาขาความเป็นเลิศด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน จากเวที Thailand Corporate Excellence Awards 2025
สำหรับปี 2569 แม้ธุรกิจพลังงานยังต้องเผชิญความผันผวนของตลาดและทิศทางราคาพลังงานโลก แต่กลุ่มบริษัทบางจากมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามวิถีของพลังงานโลก Energy Addition ที่พลังงานรูปแบบใหม่ถูกเสริมเข้ามาอย่างต่อเนื่องควบคู่กับฐานพลังงานเดิม เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้โครงสร้างธุรกิจที่ปรับให้มีความชัดเจนและคล่องตัวมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับ 2 กลุ่มธุรกิจที่จะเป็นกลไกในการเติบโตใหม่ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน และกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาคและสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะเดียวกันกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ ยังคงอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่ง พร้อมสร้างประโยชน์จากโอกาสที่เกิดจากภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย พร้อมด้วยกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานและกลุ่มธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์ ทั้งนี้ การเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ภายในเดือนมิถุนายน 2569 จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานคาร์บอนต่ำของกลุ่มบริษัทฯ
นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน รายงานผลการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568 ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ ดังนี้
กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน มี EBITDA 8,840 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 77 จากปีก่อน ขณะที่กำลังการผลิตเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 263,700 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 2% โดยโรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงและโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชา สามารถเดินเครื่องในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้กลุ่มบริษัทบางจากรับรู้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปได้อย่างเต็มที่ ค่าการกลั่นพื้นฐานตลอดปีเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.72 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงกว่าค่าการกลั่นสิงคโปร์ที่ 4.95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากแรงหนุนของ Crack Spread ในกลุ่ม Middle Distillates อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงส่งผลให้รับรู้ Inventory Loss (รวม NRV) 7,686 ล้านบาท หรือ 2.42 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และรับรู้ผลขาดทุนจาก Oil Hedging 1,998 ล้านบาท หรือ 0.63 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล นอกจากนี้ บริษัท บีซีพี เทรดดิ้ง จำกัด (BCPT) มีธุรกรรมการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันรวม 109.7 ล้านบาร์เรล ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน และในปี 2568 ได้จัดตั้งบริษัทย่อย BCPT FZCO ณ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเพิ่มโอกาสขยายตลาดนอกภูมิภาคและรองรับการเติบโตในอนาคต
กลุ่มธุรกิจการตลาด มี EBITDA 5,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน ปริมาณการจำหน่าย 13,899 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 1 %จากปีก่อน ท่ามกลางสภาวะตลาดในประเทศที่อ่อนตัว โดยปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในธุรกิจอุตสาหกรรม ขณะที่ยอดจำหน่ายผ่านสถานีบริการค้าปลีกทรงตัวจากปีก่อน การยกระดับคุณภาพสถานีบริการอย่างต่อเนื่องช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ส่งผลให้กลุ่มบริษัทบางจากยังคงครองส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจค้าปลีกที่ร้อยละ 29 และ ณ สิ้นปี 2568 มีสถานีบริการรวม 2,214 แห่ง สำหรับธุรกิจ Non-Oil มีร้านกาแฟอินทนิล 1,183 สาขา จุดชาร์จ EV 543 จุด และจุดจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่น FURiO กว่า 2,050 จุด
กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาด ดำเนินงานโดยบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) มี EBITDA 5,090 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6 %จากปีก่อน โดยรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐอเมริกา จากค่าความพร้อมจ่าย (Capacity Revenue) ที่ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ประกอบกับเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ทั้งโครงการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ปัจจัยบวกดังกล่าวช่วยชดเชยผลกระทบจากการสิ้นสุด Adder ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย การจำหน่ายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นในปีก่อน และการหยุดรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศฟิลิปปินส์ตามแผนการจำหน่ายเงินลงทุนได้ทั้งหมด
กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ดำเนินงานโดยบริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) มี EBITDA 902 ล้านบาท ลดลง 7 %จากปีก่อน ท่ามกลางสภาวะตลาดที่อ่อนตัว โดยกลุ่มบริษัทบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ปริมาณการจำหน่ายรวมอยู่ที่ 594.5 ล้านลิตร ลดลง 9% จากปีก่อน โดยปริมาณการจำหน่ายเอทานอลอยู่ที่ 260.3 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายไบโอดีเซลอยู่ที่ 334.2 ล้านลิตร ลดลง 26% จากปีก่อน
กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ มี EBITDA 15,966 ล้านบาท ลดลง 36% จากปีก่อน จากผลกระทบของราคาขายน้ำมันที่ปรับลดลงตามตลาดโลกและปริมาณการจำหน่ายที่ลดลง ขณะเดียวกัน โครงการสำคัญของ OKEA ASA ในประเทศนอร์เวย์ยังคงมีความคืบหน้า โดยแหล่งผลิต Brage เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์จากหลุมผลิต Sognefjord East ในเดือนกรกฎาคม 2568 และมีแผนขุดเจาะหลุมผลิต Talisker ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปี กลุ่มบริษัทฯ ได้นำประสบการณ์จากการลงทุนใน OKEA ASA ประเทศนอร์เวย์ มาต่อยอดโอกาสด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย โดยเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ในการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมในอ่าวไทย
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 123,790 ล้านบาท มี EBITDA 9,154 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) 4,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากไตรมาสก่อน และมากกว่าร้อยละ 100 จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมันซึ่งมี EBITDA เพิ่มขึ้น 57 %จากไตรมาสก่อน จากค่าการกลั่นพื้นฐานเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 10.80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และกำลังการผลิตเฉลี่ยของโรงกลั่นทั้งสองแห่งที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่กลุ่มธุรกิจการตลาดมีปริมาณการจำหน่ายเติบโตจากการเดินทางในช่วงฤดูท่องเที่ยวและการขยายตลาดผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในภาคอุตสาหกรรม ส่วนกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาดรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นจากการรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มไตรมาสของโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ที่ประเทศ สปป. ลาว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
UOB ชี้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ยุคใหม่ AI ขึ้นแท่นแรงขับเคลื่อนหลัก
ยูโอบี มองเศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วง เปลี่ยนผ่าน มากกว่าการฟื้นตัวตามวัฏจักรปกติ โดยมีปัจจัยสำคัญจากการนำAI ไปใช้จริงในภาคธุรกิจ การฟื้นตัวที่ไม่สมดุลของเศรษฐกิจสหรัฐ และการปรับทิศทางของการลงทุนโลก ส่วนไทย ภาคการผลิตเผชิญแรงกดดันให้เร่งปรับตัวสู่’อุตสาหกรรมใหม่’
'ช้าง-บางจาก-ดิทโต้-จีพีพี' ก้าวสู่ปี5'Chang-GENZ Golf Tour' ปั้นเด็กไทยสู่โปรโลก
เมื่อวันที่ 3 ก.พ.69 นายทศพล ศรีวรกุล ผู้จัดการวางแผนเชิงกลยุทธ์ บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด พร้อมด้วย นายภัทริศร์ ถนอมสิงห์ ผู้จัดการงานบริหารกิจกรรมโครงการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง, นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายประสงค์ สุดอำพัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาด บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เดินหน้ายกระดับการพัฒนานักกอล์ฟเยาวชนอย่างเต็มรูปแบบ เปิดฉากดวลสวิงฤดูกาลใหม่
ผู้ถือหุ้น BANPUเคาะแผนควบร่วมBPP เสริมแกร่ง
ผู้ถือหุ้น BANPU เชื่อมั่นอนุมัติแผนควบบริษัทกับ BPP เสริมแกร่งโครงสร้างกลุ่มธุรกิจ รองรับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและสร้างการเติบโตในอนาคต

