
‘พลังงาน’ ตรวจเยี่ยมโรงบรรจุก๊าซหุงต้ม สุพรรณบุรี ย้ำความปลอดภัยของประชาชน พร้อมติดตามความคืบหน้าโครงการ Solar Home ชุมชนต้นแบบในอำเภอด่านช้าง ต่อยอดสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น
13 ก.พ. 2569 – นายฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) พร้อมด้วย นายไพรัช เพชรล้ำ ผู้อำนวยการกองตรวจราชการ และ นายสิทธิชัย ณ นคร พลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี ลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ดำเนินการแผนกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของโรงบรรจุก๊าซหุงต้มทั่วประเทศ ได้เข้าตรวจเยี่ยมห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมบางประกอบพานิช ซึ่งเป็นโรงบรรจุก๊าซหุงต้มที่ตั้งอยู่ในเขตชุมชน มีการติดตั้งถังเก็บและจ่ายก๊าซปิโตรเลียมแบบเหนือพื้นดิน จำนวน 5 ถัง รวมปริมาตรถึง 44,827 ลิตร ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ปฏิบัติตามแผนและมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่โดยรอบ
“ธพ. ให้ความสำคัญในการติดตาม กำกับ และตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ประกอบการทุกแห่งอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมบางประกอบพานิช เป็นตัวแทนค้าส่งอย่างเป็นทางการของบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR โดยมีการติดตั้งถังเก็บก๊าซแบบเหนือพื้นดินที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากกรมธุรกิจพลังงาน” นายฉัตรชัย กล่าว
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญของมาตรฐาน โรงบรรจุก๊าซ ต้องมีความโปร่งของรั้วกั้นและตำแหน่งของระบบท่อ ซึ่งจะต้องไม่อยู่ภายนอกรั้วเพื่อป้องกันอันตราย เพราะในขั้นตอนการถ่ายก๊าซจากรถบรรทุกเพื่อไปยังถังเก็บนั้นจะต้องมีการต่อสายเชื่อมเข้ากับระบบท่อ เมื่อเสร็จสิ้นมีจัดเก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อย ขณะที่ ถังบรรจุก๊าซ ต้องได้รับการตรวจสอบและมีใบรับรองอย่างถูกต้อง สถานที่ตั้งเป็นไปตามที่กฎหมายผังเมือง การออกใบอนุญาตเมื่อประกอบธุรกิจแล้วจะต้องมีการตรวจสอบระบบอุปกรณ์ ถัง และท่อเป็นประจำทุกปี และมีการตรวจสอบครั้งใหญ่ ทุกๆ 5 ปี ตามมาตรฐานความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งข้อกำหนดการใช้โมบายล์ปั๊มที่ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ความปลอดภัย หากพบว่ายังไม่มีการดำเนินการแก้ไข กรมฯ จะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย
“นอกจากมาตรการเชิงป้องกันแล้ว สถานประกอบการจะต้องมีระบบระงับเหตุฉุกเฉินที่พร้อมใช้งานตลอดเวลา อาทิ ระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงในบริเวณพื้นที่บรรจุก๊าซ และระบบเตือนภัยก๊าซรั่ว หากเกิดเหตุรุนแรงที่เกินกว่าระดับการควบคุมภายใน จะต้องมีการประสานงานกับหน่วยดับเพลิงภายนอกเพื่อเข้ามาระงับเหตุได้อย่างทันท่วงที เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง” นายฉัตรชัย กล่าว
สำหรับความคืบหน้าโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าเพื่อชุมชนพึ่งพาตนเอง (Off Grid) ระบบผลิตไฟฟ้าเพื่อบ้านพักอาศัย (Solar Home) บ้านตะเพินคี่ ต.วังยาว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งอยู่ใต้การควบคุมดูแลของสำนักงานพลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี โดยใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจำนวน 2,842,000 บาท บูรณาการร่วมกับ อบต.วังยาว และอุทยานแห่งชาติพุเตย ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 500 วัตต์ พร้อมอุปกรณ์ครบชุด รวมทั้งสิ้น 58 ระบบ สำหรับ 58 ครัวเรือน
นายสิทธิชัย ณ นคร พลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า ผลสำเร็จของโครงการดังกล่าว ช่วยให้ชาวบ้านทั้ง 58 ครัวเรือน ประหยัดค่าไฟรวมกว่า 208,800 บาทต่อปี ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐในการขยายสายส่งไฟฟ้ารวม 6,500,000 บาท และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในหมู่บ้านเฉลี่ย 4.5 ตันเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อปี ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และสามารถต่อยอดจากการมีไฟฟ้าใช้ไปสู่การสร้างอาชีพ และมีรายได้เสริม โดยเฉพาะกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชน
สำหรับบ้านตะเพินคี่ เป็นหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นานกว่า 200 ปี มีประชากรอาศัยอยู่รวม 58 ครัวเรือน ที่ผ่านมา ไม่มีไฟฟ้าใช้ เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติพุเตย ทำให้การเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าต้องใช้งบลงทุนสูง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสนับสนุนแผงโซลาร์เซลล์ให้ชาวบ้านได้ใช้ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2548 ทำให้แผงโซลาร์เซลล์บางส่วนเสื่อมสภาพ เพราะใช้งานมานานกว่า 15 ปี สำนักงานพลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี จึงได้เข้ามาบริหารจัดการปรับปรุงระบบ Solar Home (Off-Grid) ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ชุมชนมีไฟฟ้าใช้ในการดำรงชีวิต และประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน
นายวสันต์ งามยิ่ง ผู้ใหญ่บ้านชุมชนชาวกระเหรี่ยง บ้านตะเพินคี่ กล่าวว่า ได้รับประโยชน์จากได้รับการติดตั้งโซลาร์ในชุมชน ที่ให้แสงสว่าง ในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนมีแสงสว่างเพื่อให้ใช้ในการทบทวนบทเรียน ที่สำคัญสามารถต่อยอด และประหยัดค่าพลังงานในการคั่วกาแฟ ที่นำไปจำหน่ายต่อนักท่องเที่ยว ที่มาใช้บริการเต็นท์ ในพื้นที่อุทยาน นับว่าเพียงพอต่อต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน

