จับตาก้าวใหม่ 'กลุ่ม ปตท.' พลิกเกมพลังงานสร้างฐานเติบโตแห่งอนาคต

ต้องยอมรับว่าในปี 2568 คือปีที่โลกธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีไม่ได้เดินบนทางเรียบ ราคาน้ำมันผันผวนจากการตัดสินใจของโอเปกพลัส ความขัดแย้งรัสเซีย–ยูเครนยังไม่จบ มาตรการคว่ำบาตรและเกมภูมิรัฐศาสตร์กดดันอุปทานของโลก ขณะที่อุปสงค์โลกขยายตัวเพียง 2.6% ตามประมาณการของ World Bank สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยัง “ระวังตัว” มากกว่าจะ “เร่งเครื่อง”

จนสืบเนื่องมาในปี 2569 โครงสร้างธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีของไทยภายใต้กลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางความผันผวนและความท้าทายจากกระแสเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ บริษัทแกนนำในเครือต่างพร้อมใจกันปรับทัพครั้งใหญ่ ไม่ใช่เพียงเพื่อประคองตัวให้รอดพ้นจากมรสุมราคาพลังงาน แต่เพื่อ “วางรากฐานใหม่” ที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นกว่าเดิม

OR จากสถานีบริการน้ำมัน สู่ระบบนิเวศธุรกิจเต็มรูปแบบ

การปรับทิศทางของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ภายใต้การนำของ หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ในปี 2569 คือการ “เปลี่ยนโครงสร้างการเติบโต” ไม่ใช่เพียงการขยายสาขา แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศของ OR ที่เชื่อมโยงเข้ากับธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพีทีที สเตชั่น, EV Station PluZ, Café Amazon หรือแอปพลิเคชัน blueplus+

การตั้งเป้าให้รายได้จากน้ำมันไม่ใช่ฐานเติบโตหลักอีกต่อไป สืบเนื่องจากการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า การแข่งขันด้านราคาพลังงาน และความผันผวนของตลาดโลก ทำให้ธุรกิจน้ำมันมีข้อจำกัดด้านการเติบโตในระยะยาว OR จึงต้องปรับจากการพึ่งพาปริมาณขาย ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจอื่นควบคู่กัน แม้ปี 2568 รายได้รวมลดลง 9% แต่กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้นกว่า 15% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเกือบ 48% สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนและโครงสร้างรายได้ได้ดีขึ้น

หม่อมหลวงปีกทองกล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 2568 ของ OR สะท้อนความสามารถในการขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย โดยสามารถรักษาเสถียรภาพของธุรกิจควบคู่กับการวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว ภายใต้วิสัยทัศน์ “Empowering All toward Inclusive Growth” โดย OR ได้ใช้ความท้าทายเป็นโอกาสในการทบทวนและยกระดับการดำเนินธุรกิจ ผ่านการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของปี 2569 ของ OR คือ การยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่การสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ (OR Ecosystem) ที่มีผู้ใช้เข้ามาใช้บริการกว่า 3.9 ล้านราย/วัน ในการเชื่อมโยงการดำเนินธุรกิจให้เข้ากับการดำเนินชีวิตผู้คน โดยในมิติ Mobility OR มุ่งขยายบทบาทจากธุรกิจพลังงานไปสู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ โดยใช้เครือข่ายสถานีบริการเป็นแพลตฟอร์มหลักในการเชื่อมโยงบริการต่างๆ ของ OR เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น PTT Station และ EV Station PluZ

โดยมีกลุ่มธุรกิจ Lifestyle เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของ OR Ecosystem โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่ครอบคลุมแบรนด์หลักอย่าง Café Amazon ซึ่งมีเครือข่ายรวมกว่า 4,600 สาขาทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการต่อยอดสู่กลุ่ม Health & Wellness เพื่อขยายบทบาทของสถานีบริการ PTT Station ให้เป็นมากกว่าการให้บริการด้านพลังงาน แต่เป็นจุดเชื่อมต่อบริการที่หลากหลาย เติมเต็มคุณภาพชีวิต และเสริมความแข็งแกร่งของ OR Ecosystem ให้สามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจรยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความถี่ในการใช้บริการ และการใช้เวลาในพื้นที่ของผู้บริโภค โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการในสถานีบริการจากเฉลี่ย 3.9 ล้านคนต่อวัน เป็น 5 ล้านคนต่อวันในปี 2030

อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน OR Ecosystem คือ การเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม โดย OR ใช้แอปพลิเคชัน blueplus+ (บลูพลัส) เป็นตัวเชื่อมระหว่าง Physical Platform และ Digital Ecosystem ของ OR เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ตั้งแต่การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค การนำเสนอสิทธิประโยชน์และบริการที่ตรงความต้องการ ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ โดยปัจจุบัน blueplus+ มีสมาชิกกว่า 9.3 ล้านบัญชี และตั้งเป้าขยายฐานสมาชิกสู่ 14 ล้านรายในปี 2030 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และทำความเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

แผนลงทุนสร้างโรงแรมราคาประหยัด

OR เตรียมดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้น 100% จัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ร่วมกับบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CENTEL) หรือบริษัทในเครือ โดย Modulus จะถือหุ้นในสัดส่วน 49% และ CENTEL ถือหุ้นในสัดส่วน 51% ของทุนจดทะเบียน ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท โดย OR จะลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องประมาณ 346 ล้านบาท

เบื้องต้นจะเริ่มก่อสร้างโรงแรม 6 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพฯ ภูเก็ต สงขลา (หาดใหญ่) ชลบุรี อยุธยา และกาญจนบุรี โดยมีจำนวนห้อง 70-80 ห้อง ต้นทุนการก่อสร้างประมาณ 1 ล้านบาทต่อห้อง และกำหนดราคาเข้าพักประมาณกว่า 800-1,000 บาทต่อคืน โดยคาดว่ากลางปี 2570 จะเห็นโครงการเป็นรูปธรรม และหลังจากนั้นทาง OR จะประเมินผลโรงแรมทั้ง 6 แห่งว่าจะเดินหน้าขยายเพิ่มทั่วประเทศต่อไปหรือไม่ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นของกลุ่มดีลเลอร์ปั๊มที่มีอยู่แล้ว และสนใจเข้าร่วมพัฒนาโครงการ

ไทยออยล์เสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน รับมือความผันผวนตลาดโลก

สำหรับ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) ภายใต้การบริหารของ พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ปี 2569 คือช่วงเวลาที่ต้องบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เนื่องจากตลาดน้ำมันยังผันผวน ราคาน้ำมันดิบดูไบคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 60–70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากแรงกดดันด้านอุปทานของกลุ่มโอเปกพลัส และกำลังผลิตใหม่ในหลายประเทศ ขณะที่ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังสร้างความไม่แน่นอนในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ความสามารถในการบริหารค่าการกลั่นและการควบคุมต้นทุนคือปัจจัยชี้ขาดผลประกอบการ

ที่ผ่านมาในปี 2568 ไทยออยล์ลดหนี้รวมกว่า 933 ล้านเหรียญสหรัฐ ผ่านการซื้อคืนหุ้นกู้และชำระคืนเงินกู้ล่วงหน้า รวมทั้งการบริหารสินทรัพย์เพื่อสร้างกระแสเงินสดกว่า 18,230 ล้านบาท การลดภาระดอกเบี้ยทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นมากขึ้น หากตลาดเข้าสู่รอบขาลงยาว นอกจากนี้ไทยออยล์ยังดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสอดรับกับมาตรฐานการเงินยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอน ปี 2569 จึงเป็นปีแห่งการรักษาเสถียรภาพมากกว่าการขยายตัวเชิงรุก

IRPC ปรับโครงสร้างธุรกิจ รับแรงกดดันอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

ด้าน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) ภายใต้การนำของ เทอดเกียรติ พร้อมมูล เผชิญแรงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ในจีน ซึ่งทำให้ตลาดมีอุปทานล้น โดยปี 2568 รายได้ลดลง 17% และขาดทุนสุทธิ 3,571 ล้านบาท อย่างไรก็ตามกำไรขั้นต้นตามราคาตลาดเพิ่มขึ้น สะท้อนการปรับพอร์ตผลิตภัณฑ์ได้ดีขึ้น โดยตลอดปี 68 บริษัทดำเนินการเชิงรุกด้านการบริหารเงินทุน ปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการดำเนินงาน ผ่านการดำเนินงานตามกรอบกลยุทธ์ 4R ที่สำคัญ ดังนี้

Recapitalize–สร้างทุน: การเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยบริหารจัดการทรัพย์สินให้เกิดรายได้ ปรับโครงสร้างการลงทุนและหยุดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุนและเสริมความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน ปี 2568 บริษัทประสบความสำเร็จจากการออกและเสนอขายหุ้นกู้ รวมถึงหุ้นกู้ดิจิทัล รวมมูลค่า 11,000 ล้านบาท

Revitalize–สร้างพลัง: การยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจหลัก การดำเนินงานในโครงการ Performance Uplift เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ยกระดับการบริหารจัดการภายในโรงงาน และปรับพอร์ตสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ในปี 2568 สามารถสร้าง EBITDA 1,000 ล้านบาท Reframe–สร้างคน: บูรณาการความยั่งยืนและดิจิทัลเข้ากับกลยุทธ์องค์กร ปรับโครงสร้างและพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดรับทิศทางธุรกิจใหม่

และ Reinvent–สร้างอนาคต: ขยายการลงทุนสู่ธุรกิจปลายน้ำและธุรกิจมูลค่าเพิ่ม โดยใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และความเชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับจากผู้ผลิตสู่การเป็น “Solution Provider” ที่ไม่เป็นเพียงผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้า แต่มุ่งเน้นการให้คำปรึกษาควบคู่กับการบริการ เพื่อแก้ปัญหาให้กับลูกค้า คู่ค้าแบบครบวงจร

ความร่วมมือระดับบิ๊กโปรเจกต์

และที่ผ่านมา IRPC ยังได้มีความร่วมมือกับบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และ บมจ.ปตท. ในการพัฒนาพลาสติกรีไซเคิลผสม rPET และ rHDPE ที่ยื่นจดสิทธิบัตรแล้ว เป็นการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ และสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากขยายเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ จะช่วยลดความผันผวนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในระยะยาว ไม่เพียงสะท้อนพลังของการผนึกองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) แต่ยังเป็นการยกระดับวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า สามารถนำไปใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรม สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม

IRPC ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบรีไซเคิลจากบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว (Post Consumer Recycled: PCR) ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเม็ดพลาสติกคอมพาวด์ (Compound) ที่สามารถแก้ข้อจำกัดของพลาสติกรีไซเคิลแบบผสม ให้มีคุณสมบัติด้านความแข็งแรง ความเหนียว และทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีกว่าเม็ดพลาสติกรีไซเคิลทั่วไป อีกทั้งยังทนต่อสภาวะแวดล้อม สามารถใช้งานซ้ำได้ในระดับอุตสาหกรรม และรองรับกระบวนการผลิตตามมาตรฐานสากล พร้อมช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ปตท.สผ.เดินหน้าพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในมาเลเซีย

ส่วนบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) ที่นำโดย มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ในโครงการมาเลเซีย เอสเค 405 บี ซึ่งนับเป็นโครงการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมที่ค้นพบแล้วในประเทศมาเลเซีย หรือโครงการพัฒนาพื้นที่ใหม่ (Greenfield Project) แห่งแรกของบริษัทในประเทศนี้ ผ่านบริษัท พีทีทีอีพี ซาราวัก ออยล์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในมาเลเซีย ได้ตัดสินใจพัฒนาแหล่งซีรุงและแหล่งเชนด้าในพื้นที่นอกชายฝั่งรัฐซาราวัก

โครงการนี้จะก่อสร้างแท่นผลิตกลาง 1 แท่น และแท่นหลุมผลิต 1 แท่น โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตน้ำมันดิบได้ในปี 2571 ที่อัตราประมาณ 15,000 บาร์เรลต่อวัน แม้อัตราการผลิตอาจไม่สูงเมื่อเทียบกับแหล่งขนาดใหญ่ระดับโลก แต่ความสำคัญของโครงการนี้อยู่ที่ “การเริ่มวงจรการพัฒนาเต็มรูปแบบ” ของ ปตท.สผ.ในมาเลเซีย หลังจากประสบความสำเร็จในการสำรวจหลายแหล่งก่อนหน้านี้ นี่จึงไม่ใช่แค่โครงการหนึ่ง แต่คือจุดตั้งต้นของการต่อยอดแหล่งอื่นในพื้นที่ยุทธศาสตร์เดียวกัน

ภาพรวมปี 2569 ปรับโครงสร้างก่อนเร่งเติบโต

ปี 2569 ของกลุ่มบริษัทในเครือ ปตท. ไม่ใช่ปีแห่งการเติบโตแบบเร่งตัว แต่เป็นปีแห่งการจัดวางโครงสร้างใหม่ OR สร้างระบบนิเวศธุรกิจที่เชื่อมโยงพลังงาน ไลฟ์สไตล์ และดิจิทัล ไทยออยล์เสริมความแข็งแกร่งทางการเงินเพื่อรับมือวัฏจักรพลังงาน IRPC ปรับพอร์ตสู่ธุรกิจมูลค่าเพิ่มและเศรษฐกิจหมุนเวียน เมื่อโลกพลังงานเปลี่ยนเร็ว การเติบโตจึงไม่ได้วัดแค่ตัวเลขรายปี แต่ขึ้นกับความสามารถในการวางรากฐานระยะยาว และปี 2569 กำลังเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ.

เพิ่มเพื่อน