
‘เอกนิติ’ กาง 3 โจทย์มรสุมรุมเศรษฐกิจไทยปี 69 พร้อมงัดธนู 3 ดอกเร่งแก้ปัญหา ปักหมุดเข็นเม็ดเงินลงทุน FDI 1.8 ล้านล้านบาท เดินหน้าปั้นกฎหมายใหม่รวบยอดปลดล็อกลงทุน หวังปั๊มเงินลงทุนเข้าระบบได้ 9.7 แสนล้านบาท ด้าน ‘วิทัย’ เคาะจีดีพีปีนี้โต 1.9% รับยังห่วงเศรษฐกิจโตอืด จากปัญหาเชิงโครงสร้างรุมเร้า เร่งปรับบทบาทผสานนโยบายการเงิน-การคลัง เสริมแกร่งศักยภาพเศรษฐกิจไทย
24 ก.พ. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ ‘Fiscal Transformation : ปฏิรูปการคลัง เพิ่มรายได้รัฐ เป็นเกราะป้องกันมรสุมโลก’ ในงาน Thailand Economic DRIVES 2026 : ฝ่ามรสุม 69 ว่า ประเทศไทยเจอมรสุมเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา โดยในปีนี้มีมรสุม 3 ลูกสำคัญที่ตั้งเค้ารออยู่ ได้แก่ 1. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความขัดแย้งทางการเมืองที่โยงต่อเนื่องไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ 2. ปัญหาภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติ ถ้าบริหารจัดการไม่ดีก็จะกระทบกับประชาชน และรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการดูแล เยียวยา 3. ปัญหาภายในประเทศ จากทั้งความอ่อนแอของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาโครงสร้างประชากร จากการเข้าสู่สังคมสูงวัย ที่ทำให้รายได้หายไป และปัญหาเรื่องการชะลอตัวของการลงทุนในประเทศที่อ่อนแอมานาน
โดยตั้งแต่ปี 2540 ประเทศไทยเคยมีการลงทุนสูงถึง 40% ของจีดีพี แบ่งเป็นการลงทุนภาครัฐ 10% และการลงทุนภาคเอกชน 30% ของจีดีพี แต่วันนี้การลงทุนของประเทศลดลงเหลือ 24% ของจีดีพี โดยเป็นการลงทุนภาครัฐเพียง 6% และภาคเอกชนเหลือ 18% ของจีดีพีะเท่านั้น อีกทั้งเศรษฐกิจไทยที่หันไปพึ่งพาการส่งออกสินค้าถึง 60% ของจีดีพี และการบริการ 10% ของจีดีพี เมื่อเศรษฐกิจโลกเกิดปัญหาก็ดึงให้เศรษฐกิจไทยผันผวนไปด้วย ทั้งหมดเป็นมรสุมจากความอ่อนแอภายในประเทศที่สะท้อนว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยไม่สมดุล
“โจทย์ปีนี้มีมรสุม 3 ลูกที่ตั้งเค้ารออยู่ เราจะทำอย่างไร สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปลี่ยนนโยบายจาก Quick Big Win เป็น Big Win เป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันในฐานะคนไทย เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยที่ถูกยกออกจากหล่มแล้วยังโตต่อเนื่อง สามารถกลับมาแข่งขันกับนานาชาติได้ เปลี่ยนจากคนป่วยแห่งเอเชีย กลับมาเป็นคนที่แข็งแรง แต่การจะเป็นคนป่วยที่ออกจากห้องไอซียูแล้ววิ่งได้เลยคงเป็นไปไม่ได้ ต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงก่อน ด้วยการออกกำลังกาย กินวิตามิน กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ยังต้องทำอีกเยอะ รัฐบาลคงไม่ได้มีเวลาแค่ 73 วันเหมือนที่ผ่านมา เราหวังว่าจะมีเวลาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 4 ปีเต็ม เพื่อยกเครื่องเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็ง ท่ามกลางมรสุมที่เยอะมาก” นายเอกนิติ กล่าว
สำหรับแนวทางซึ่งถือเป็นธนู 3 ดอกที่สำคัญของรัฐบาลในการปราบมรสุมเศรษฐกิจ ได้แก่ 1. การเร่งผลักดันเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในพลังงานสะอาด เศรษฐกิจสีเขียว 2. การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการยกระดับและปฏิรูปการศึกษา ดึงดิจิทัลเอไอเข้ามาเสริมทักษะของแรงงานไทยให้เก่งขึ้น และ 3. การลงทุนในเรื่องของกฎหมาย โดยเฉพาะการปลดล็อกกฎ กติกาต่าง ๆ เพื่อทำให้กระบวนการลงทุนเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น
โดยขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในการผลักดันรวบยอดเพื่อผลักดันเรื่องการลงทุนให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ไม่ต้องไปดูพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ดิน, พ.ร.บ. การก่อสร้างอาคาร เป็นต้น ซึ่งกระบวนการทั้งหมดต้องใช้เวลาเกือบ 2 ปี จึงจะได้รับอนุมัติให้ลงทุนได้ โดยหวังว่ากฎหมายนี้จะเป็นตัวเปลี่ยนโฉมการลงทุนของประเทศไทย ส่วนความชัดเจนทั้งหมดคงต้องรอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เรียบร้อยก่อน
“การผลักดันเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป วันนี้ถึงเวลาที่เราต้องมองวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยปีก่อนมียอดขอรับส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท และที่ผ่านมาเราได้ผลักดันมาตรการ Thailand FastPass ปลดล็อกกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องได้บางส่วน และเชื่อว่าจะช่วยให้เกิดการลงทุนได้ถึง 4.8 แสนล้านบาท แต่ถ้าเราสามารถผลักดันกฎหมายรวบยอดการลงทุนได้ ก็เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันเม็ดเงินลงทุนจาก FDI ในปี 2569 ให้เพิ่มขึ้น 9.7 แสนล้านบาท โตเกือบ 20% รวมถึงเร่งผลักดันการลงทุนผ่านโครงการ PPP เหล่านี้จะเป็นธนูลูกสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเศรษฐกิจไทย” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ ‘Financial Resilience for All : ปรับสมดุลการเงินไทย ให้เป็นเกราะคุ้มครองประชาชนในปี 69’ ว่า ปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้เป็น 1.9% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.5% หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2568 ขยายตัวได้สูงกว่าคาดการณ์อย่างมากที่ 2.5% รวมถึงจากการที่รัฐบาลเร่งเดินหน้านโยบายส่งเสริมการลงทุน การกระตุ้นการบริโภคที่แข็งแรงขึ้น ช่วยสามารถประคองเศรษฐกิจให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้
แต่อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าวันนี้เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ต่ำจริง ๆ ซึ่งหลัก ๆ มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศที่มีมากมาย และต้องใช้เวลาในการแก้ไขและบรรเทา ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาเรื่องสินเชื่อโดยรวมติดลบต่อเนื่อง 6 ไตรมาส, สินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบ 14 ไตรมาส ปัญหาเรื่องการลงทุนที่แม้จะมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท แต่ยังมีความ ท้าทายต่อว่าจะต่อยอดไปถึงซัพพลายเชนอื่น ๆ อย่างไร ปัญหาเรื่องทุนเทา, สแกมเมอร์ ปัญหาเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัญหากฎหมายล้าหลัง ปัญหาเรื่องระบบการศึกษา
“พอเราตีโจทย์ว่าประเทศมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข ธปท. ก็ต้องปรับบทบาทจากเดิมที่ทำหน้าที่ในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ความแข็งแรงของระบบการเงินและระบบการชำระเงิน ก็ขยายบทบาทในการใช้มาตรการที่ตรงจุดเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เราต้องเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเหล่านี้ หน้าที่ในดูแลเสถียรภาพก็ต้องดู และยังสำคัญ แต่เศรษฐกิจก็ต้องเติบโตไปควบคู่กัน เพราะถ้าเศรษฐกิจไม่โต หรือโตต่ำเกินไปสุดท้ายก็จะกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจอยู่ดี ดังนั้นการผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบายการเงินและการคลังเพื่อให้ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่วิ่งกันคนละทาง แต่ก็ไม่ใช่วิ่งทางเดียวกันจนไม่มีความสมดุล แต่ต้องสามารถถ่วงดุลกันได้ และสุดท้ายต้องลงมือทำร่วมกัน” ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ
อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับคือ เสถียรภาพและเศรษฐกิจจะต้องเดินคู่กันไป เศรษฐกิจในปีนี้ที่อยากให้โต 1.9-2% นั้น จะต้องใช้นโยบายการเงินกระตุ้นดีมานต์ และใช้นโยบายการคลังในการช่วยแก้ปัญหาเฉพาะจุด ยืนยันว่าโครงการคนละครึ่ง พลัส ยังต้องทำ แต่ต้องทำในจุดที่เหมาะสม ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย สนับสนุนเรื่องการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต ขีดความสามารถในการแข่งขัน คนจะต้องกินดีอยู่ดี ต้องมีการลงทุนใหม่ สถาบันการเงินขยายสินเชื่อ เพื่อปรับเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เต็มศักยภาพที่ 2.7% และขยายไปสู่ 3.5-4% ในอนาคต

