
‘แบงก์รัฐ’ พาเหรดลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ‘ธอส.’ ประกาศหั่นสูงสุด 0.15% ต่อปี หวังช่วยบรรเทาภาระผ่อนบ้านและร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ ด้าน ‘ไอแบงก์’ ลุยปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อลงสูงสุด 0.10% ต่อปี ‘บสย.’ เอาด้วย สั่งลดดอกเบี้ย Prime Rate ลง 0.1% ต่อปี คงเหลือ 5.25% ต่อปี เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ขณะที่ ‘ออมสิน’ ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท MLR/MOR/MRR แตะระดับต่ำสุดทั้งระบบ พร้อมตรึงดอกเบี้ยเงินฝาก
28 ก.พ. 2569 – นายมหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.00% ต่อปี ธอส. จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยลดภาระการผ่อนชำระเงินงวดให้ลูกค้า โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ลง 0.15% อยู่ที่ 5.850% ต่อปี, ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลง 0.05% ต่อปี อยู่ที่ 6.145% ต่อปี และคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) อยู่ที่ 6.150% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์โดยส่งผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมได้
นางวิมลรัตน์ ปิยสถาพรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มงานการเงิน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์ ระบุว่า ไอแบงก์ให้ความสำคัญกับบทบาทการเป็นกลไกทางการเงินของรัฐในการสนับสนุนเศรษฐกิจ ด้วยการปรับลดอัตรากำไรสินเชื่อลงสูงสุด 0.10% ต่อปี ควบคู่กับการตรึงอัตราผลตอบแทนเงินฝากเพื่อเป็นการสร้างสมดุลระหว่างผู้ฝากเงินและผู้ใช้สินเชื่อ เพื่อให้ระบบการเงินมีเสถียรภาพ และสามารถส่งผ่านประโยชน์ไปสู่เศรษฐกิจจริงได้อย่างเหมาะสม โดยปรับลดอัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (SPR) คงเหลือ 7.55% ต่อปี อัตรากำไรสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทสินเชื่อแบบมีกำหนดระยะเวลา (SPRL) คงเหลือ 7.68% ต่อปี และอัตรากำไรสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (SPRR) คงเหลือ 7.85% ต่อปี ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค. 2569 พร้อมปรับกลยุทธ์ด้านอัตราผลตอบแทนและอัตรากำไรให้เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง
นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า บสย. ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate ลง 0.1% ต่อปี คงเหลือ 5.25% ต่อปี เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา บสย. ยืนหยัดในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะการลดภาระทางการเงิน เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถประคับประคองธุรกิจ เดินหน้าต่อได้ในภาวะเศรษฐกิจผันผวน ที่เกิดจากการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวลดลง ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐ การหดตัวของสินเชื่อโดยรวม และผลกระทบจากเหตุพิพาทชายแดน
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า ธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.15% เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ (Minimum Loan Rate : MLR) อยู่ที่ 7.050% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate : MRR) อยู่ที่ 7.025% ต่อปี และ ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate : MOR) อยู่ที่ 7.150% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากนั้นยังคงตรึงไว้เช่นเดิม เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกค้าธนาคาร ทั้งกลุ่มนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ตลอดจนหน่วยงาน องค์กร สถาบัน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มีทางเลือกในการหาแหล่งฝากเงินผลตอบแทนเหมาะสม และมีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ดังนี้ โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ย MOR ลง 0.10% ต่อปี คงเหลือ 6.025% ต่อปี จากเดิม 6.125% ต่อปี, ปรับลดอัตราดอกเบี้ย MRR ลง 0.05% ต่อปี คงเหลือ 6.575% ต่อปี จากเดิม 6.625% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ย MLR ที่ 6.025% ต่อปีโดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป
นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อีกครั้งในรอบ 2 เดือน เพื่อสนับสนุนนโยบายกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และช่วยบรรเทาภาระหนี้ ตามมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และสอดคล้องตามนโยบายกระทรวงการคลัง โดยครั้งนี้ธนาคารปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทสินเชื่อลง 0.15% ต่อปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (MLR) ลดเหลือ 6.025% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ลดเหลือ 5.695% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลดเหลือ 6.045% ต่อปี ซึ่งนับเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทแตะระดับต่ำสุดในระบบสถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐ มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยธนาคารออมสินพร้อมสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อเติมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่กำลังมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการลดดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้ ตั้งเป้าช่วยลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถดำเนินธุรกิจคล่องตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งยังเป็นการบรรเทาภาระหนี้แก่ลูกหนี้รายย่อยและกระตุ้นการบริโภค ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจในภาพรวม ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไปที่สนใจยื่นขอกู้สินเชื่อธนาคารออมสิน สามารถติดต่อที่ธนาคารออมสินทุกสาขา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115
ทั้งนี้ ธนาคารจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเดิมไว้ให้นานที่สุด เพื่อรักษาประโยชน์ของผู้ฝากเงินให้ได้รับผลตอบแทนจากการออม จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

