
เคทีซี และสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) ระบุแม้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกจะยังสร้างความไม่แน่นอนต่อบรรยากาศการเดินทางในระยะสั้น แต่ความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยยังไม่ได้หายไป เพียงแต่เริ่มปรับเปลี่ยนจุดหมายปลายทางให้เหมาะกับระดับความเสี่ยง งบประมาณ และความสะดวกในการเดินทางมากขึ้น ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศยังมีโอกาสเติบโต หากสามารถออกแบบประสบการณ์และความคุ้มค่าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้จริง
12 มี.ค. 2569 – นายโชติช่วง ศูรางกูร อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ของโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง เริ่มส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทางบางส่วน โดยเฉพาะผู้ที่มีแผนเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางฝั่งตะวันตก ซึ่งบางรายเริ่มพิจารณาทางเลือก เช่น การเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทาง โดยเฉพาะเส้นทางที่ไม่มีเที่ยวบินตรง ขณะที่นักเดินทางรายใหม่มีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจเพื่อประเมินสถานการณ์ หรือเปลี่ยนจุดหมายไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียแทน
ทั้งนี้ ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งอาจเกิดขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวปัจจัยที่ต้องติดตามมากกว่าคือ ราคาน้ำมัน ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจโลกในหลายด้าน ทั้งต้นทุนการเดินทาง ค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งล้วนส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว
สำหรับภาพรวมตลาดนักท่องเที่ยวขาเข้า (Inbound) ในปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยลดลงเล็กน้อยจากปี 2567 ซึ่งมีประมาณ 35 ล้านคน โดยปัจจัยหนึ่งมาจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียลดลงประมาณ 500,000 คนเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมของไทยอาจมีจำกัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคดังกล่าวเดินทางเข้ามาประเทศไทยประมาณ 1 ล้านคนต่อปี อย่างไรก็ตาม ผลกระทบอาจเกิดขึ้นกับบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจโรงพยาบาลที่มีลูกค้าตะวันออกกลางเป็นหลัก ขณะที่นักท่องเที่ยวจากยุโรป ซึ่งคิดเป็นประมาณ 23% หรือประมาณ 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด อาจได้รับผลกระทบมากกว่า และเริ่มมีสัญญาณการยกเลิกการจองบางส่วนแล้ว
ทั้งนี้ หากพิจารณาโครงสร้างนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย พบว่า 8 ใน 10 ประเทศแรกเป็นประเทศในเอเชีย รวมประมาณ 17.5 ล้านคน หรือคิดเป็นเกือบ 50% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด จึงมีแนวโน้มว่าการเดินทางท่องเที่ยวภายในภูมิภาคเอเชียจะยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง
นายโชติช่วง กล่าวว่า แม้วิกฤตในครั้งนี้อาจสร้างความผันผวนในระยะสั้น แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นโอกาสให้การท่องเที่ยวจากประเทศในเอเชียมายังประเทศไทย รวมถึงการท่องเที่ยวภายในประเทศมีบทบาทมากขึ้น โดยประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ การสร้างแลนด์มาร์คและอาหารท้องถิ่นให้เป็นจุดขาย ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ระดับโลก (Local to Global) และยกระดับเมืองท่องเที่ยวให้เดินทางสะดวกและปลอดภัย เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดเส้นทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า จุดหมายปลายทางในภูมิภาคเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และฮ่องกง ยังคงเติบโตและได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศพบว่านักเดินทางปรับรูปแบบเป็นทริปสั้นมากขึ้น และนิยมการขับรถเที่ยวที่สามารถเดินทางได้สะดวกในช่วงวันหยุด ทั้งนี้จากข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกพบว่า จังหวัดท่องเที่ยวหลักยังคงมีสัดส่วนการใช้จ่ายสูง เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา ภูเก็ต และระยอง ขณะเดียวกันจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ และเมืองรอง เริ่มมีการเติบโตของการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเช่น กาญจนบุรี มียอดการใช้จ่ายเติบโต 20% และพระนครศรีอยุธยามียอดการใช้จ่ายเติบโต 12%
อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้เลือกเพียงจุดหมายปลายทางแต่ให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์ระหว่างการเดินทาง มากขึ้น เช่น การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Eat Tourism) หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมดังกล่าว เคทีซีได้ร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 100 แห่ง ร่วมกันออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวภายในประเทศที่หลากหลาย อาทิ ความร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคตะวันออก “Eat the East” ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางขับรถเที่ยว พร้อมสัมผัสเสน่ห์อาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่นตลอดเส้นทาง ผ่านร้านอาหารกว่า 70 ร้าน รวมถึงแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคกลาง “Central Rhythm” ที่รวบรวมพันธมิตรด้านสุขภาพ ทั้งโรงแรมและร้านค้าเวลเนส
นอกจากนี้ ยังมีแคมเปญต้อนรับช่วงปิดเทอมและวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ “Happy Family Fun – Alpha Active” ที่ออกแบบมาเพื่อชวนครอบครัวออกเดินทางท่องเที่ยวและทำกิจกรรมร่วมกัน รวมถึงแคมเปญ “60+ Stay Free” ที่ตอบรับเทรนด์ Multi-generational Travel เพื่อส่งเสริมการเดินทางของครอบครัวหลายช่วงวัย
เคทีซียังมอบสิทธิพิเศษด้านการท่องเที่ยวผ่านเครือข่ายพันธมิตรกว่า 1,000 รายทั่วโลก ครอบคลุมโรงแรม ที่พัก สายการบิน ร้านอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยว พร้อมสิทธิแลกคะแนน KTC FOREVER เป็นส่วนลดหรือของสมนาคุณได้อย่างคุ้มค่า โดยรวบรวมข้อมูลด้านการท่องเที่ยวไว้ที่ “KTC Travel Stories” บนเว็บไซต์ www.ktc.co.th/article/travel-stories เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว วางแผนทริป และอัปเดตข้อมูลด้านการเดินทางได้อย่างครบวงจรในที่เดียว
นางสาววริษฐา กล่าวอีกว่า แม้ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์จะสร้างความผันผวนในบางช่วงเวลา แต่หากสามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทั้งในด้านความคุ้มค่า ความสะดวก และประสบการณ์การเดินทาง ก็จะสามารถสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยได้ในระยะต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ผบ.ทร. ขอบคุณกองทัพเรือโอมาน ช่วยเหลือลูกเรือไทย เร่งค้นหาอีก 3 คน ติดค้างช่องแคบฮอร์มุซ
พลเรือตรีปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์เรือสินค้าไทย MV Mayuree Naree (มยุรีนารี) เกิดเหตุระเบิดได้รับความเสียหายในทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ลูกเรือไทยต้องอพยพออกจากเรือ โดยขณะนี้ลูกเรือไทยจำนวน 20 คน ได้รับการช่วยเหลือและนำขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยแล้ว จากการปฏิบัติการช่วยเหลือของกองทัพเรือโอมาน
ดร.อานนท์ มองอีกมุม 'เรือมยุรีนารี' ถูกอิหร่านยิง ไม่ใช่เพราะติดธงไทย
ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เรือขนสินค้าแบบเทกอง ที่โดนยิงจมนั้นชื่อ มยุรีนารี โดยที่ IRGC หรือกองทัพความมั่นคงของอิหร่านออกมาแถลงว่าเป็นคนยิงโจมตีเรือสินค้าไทย
ดร.เลอพงษ์ ถามตรงๆ ทำไมกล้าเสี่ยง-ใครให้ความมั่นใจ 'เรือมยุรีนารี' ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนถูกโจมตี
ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด อาจารย์ภาควิชาอิสลามการเมือง มหาวิทยาลัยนานาชาติอัลมุศฏอฟา ประเทศอิหร่าน และนายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน โพสต์เฟซบุ๊กกล่าวถึงกรณีเรือสัญชาติไทยชื่อ "มยุรีนารี" ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังฝ่าฝืนคำเตือนของอิหร่าน โดยตั้งคำถามว่า เหตุใดเรือดังกล่าวถึงแล่นผ่าน ทั้งๆที่รู้ว่าอิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ
สหรัฐฯ และอิสราเอล เห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับเป้าหมายของสงครามในอิหร่าน
หลังจากปฏิบัติการโจมตีอิหร่านร่วมกันมาเกือบสองสัปดาห์ เป้าหมายสงครามที่แตกต่างกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลก็เริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นต่า
ไทยเรียกร้องให้เคารพกฎบัตรสหประชาชาติ หลังอิหร่านโจมตีเรือสัญชาติไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
กระทรวงต่างประเทศ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้เคารพกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ หลังอิหร่านโจมตีเรือสัญชาติไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้นอย่างสูงสุด กลับสู่การเจรจาการทูตไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
กองทัพเรือ เร่งช่วยเหลือลูกเรือไทย 23 คน เหตุเรือ 'มยุรีนารี' ถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (11 มีนาคม 2569) ศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเล ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ (ศคจร.ศปก.ทร.) ได้รับรายงานเบื้องต้นว่าประมาณเวลา 11.00 น. เรือบรรทุกสินค้าประเภทเทกอง สัญชาติไทย ชื่อ “มยุรีนารี” (Mayuree Naree)

