
‘เอกชน’ เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ยกเครื่องโครงสร้างบริหารการท่องเที่ยว ยุบกระทรวง ‘วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว’ พร้อมดันแผนยุทธศาสตร์ ’CICC D’เชื่อมการเดินทาง สร้างความปลอดภัย ดันดิจิทัลแพลตฟอร์ม ยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพและความยั่งยืน
12 มี.ค.2569-นายสรเทพ โรจน์พจนารัช สตีฟ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิติมศักดิ์ สมารมโฮสเทลและที่พักขนาดเล็ก (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ขอขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เปิดรับความคิดเห็นจากภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะแนวคิดการปรับโครงสร้างหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งเห็นว่าการรวมกระทรวงวัฒนธรรมเข้ากับกระทรวงการท่องเที่ยว จะช่วยให้การบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวมีความครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ มองว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกระทรวงวัฒนธรรมมีภารกิจและเป้าหมายใกล้เคียงกันอย่างมาก เนื่องจากการท่องเที่ยวของประเทศไทยมีรากฐานสำคัญจากมิติทางวัฒนธรรม หากรวมทั้งสองหน่วยงานเข้าด้วยกันจะทำให้การวางนโยบายและการบริหารจัดการมีความสอดคล้องกันมากขึ้น ขณะเดียวกันเสนอให้ปรับบทบาทของกระทรวงการกีฬาให้เปลี่ยนเป็น “กรมการกีฬา” อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เพื่อให้การพัฒนาการกีฬาและการท่องเที่ยวสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างเป็นระบบ เนื่องจากกีฬาถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการท่องเที่ยวในยุคใหม่
นายสรเทพ กล่าวว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของประเทศ ปัจจุบันมีแรงงานในระบบกว่า 3.9 ล้านคน และในปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมนี้สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้ถึงประมาณ 1.17 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาไม่เห็นนโยบายด้านการท่องเที่ยวจากพรรคการเมืองที่มีรายละเอียดชัดเจนหรือเป็นรูปธรรมมากนัก ส่วนใหญ่เป็นเพียงแนวคิดการกระตุ้นเครื่องยนต์เดิมให้เดินหน้าต่อ ซึ่งอาจไม่เพียงพอในระยะยาว จึงเห็นว่ารัฐบาลใหม่ควรเร่งปรับโครงสร้างและกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งระบบ
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานของคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับนโยบายสูงสุดตามพระราชบัญญัตินโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ โดยมีหน้าที่กำหนดทิศทาง ยุทธศาสตร์ และแผนพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ โดยที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีมักมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ประธานการประชุมแทน แต่ในสถานการณ์การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่รุนแรงขึ้น นายกรัฐมนตรีควรเข้ามานั่งเป็นประธานเอง เพื่อระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาวางแผนยุทธศาสตร์แบบบูรณาการอย่างจริงจัง
นายสรเทพ กล่าวว่า ได้เสนอแนวคิดเชิงนโยบายต่อรัฐบาลภายใต้ชื่อ “ทำ ซิ ดี” หรือ CICC D ซึ่งเป็นกรอบยุทธศาสตร์การบริหารการท่องเที่ยวเชิงระบบ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยนโยบายดังกล่าวประกอบด้วย 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยงการเดินทางและประสบการณ์ท่องเที่ยวทั้งระบบ (Connecting Journey) การสร้างภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของประเทศ (Image of Safety) การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน (Collaboration) การปรับเปลี่ยนระบบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐด้านการท่องเที่ยว (Change Working Operation) และการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว (Digital Platform)
นายสรเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยเพิ่มรายจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่เมืองรอง สร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น ลดปัญหาการท่องเที่ยวเกินขนาดในบางพื้นที่ และช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการท่องเที่ยว โดยมุ่งสู่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสีเขียวและการลดรอยเท้าคาร์บอนจากกิจกรรมท่องเที่ยวในระยะยาว
ทั้งนี้ มองว่าหากประเทศไทยสามารถปรับโครงสร้างการบริหารและกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ได้อย่างจริงจัง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะยังคงเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

