วิกฤตเม็ดพลาสติกขาดตลาด! ลุ้นสต๊อกสุดท้ายยืดได้แค่สงกรานต์ หวั่นกระทบราคาสินค้าอุปโภคพุ่ง

ในไตรมาสแรกของปี 2569 ตลาดปิโตรเลียมโลกเผชิญกับสภาวะ “การเปลี่ยนผ่านด้านกำลังการผลิต” ที่รุนแรงที่สุดระดับประวัติศาสตร์ จากการขยายตัวของสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งการ​อัมพาตของช่องแคบฮอร์มุซ การปิดเส้นทางขนส่งทางน้ำที่สำคัญที่สุดของโลกทำให้อุปทานน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวันหายไปจากตลาด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานขึ้นเหนือระดับ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลภายในระยะเวลาอันสั้น

รวมทั้ง​การลดกำลังการผลิตอย่างฉับพลันจากประเทศกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น อิรักและกลุ่มประเทศอ่าว (GCC) จำเป็นต้องลดการผลิตลงรวมกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากปัญหาด้านการส่งออกและภัยสงคราม ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วภูมิภาคเอเชียและยุโรป แม้รัฐบาลจะพยายามใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการตรึงราคาดีเซล แต่ด้วยต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้สถานะกองทุนติดลบอย่างรุนแรง และสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในภาคการผลิตและขนส่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อปัจจัยพื้นฐานด้านพลังงานผันผวนรุนแรง อุตสาหกรรมพลาสติกซึ่งพึ่งพากระบวนการแยกก๊าซและน้ำมันดิบเป็นหลัก จึงได้รับผลกระทบในเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง การหยุดชะงักของโรงกลั่นในตะวันออกกลางทำให้สารตั้งต้นอย่าง แนฟทา (Naphtha) และเอทิลีน ขาดแคลนอย่างหนัก 84% ของกำลังการผลิตพอลิเอทิลีน (PE) ในตะวันออกกลางไม่สามารถส่งออกได้ ทำให้ผู้ผลิตพลาสติกทั่วโลกต้องเผชิญกับภาวะวัตถุดิบขาดมือ​ต้นทุนการผลิตและราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นกว่า 50% ส่งผลต่อเนื่องให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่เริ่มประกาศเตือนถึงแนวโน้มการขาดแคลนบรรจุภัณฑ์และการปรับขึ้นราคาสินค้าที่จะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทย ว่า กำลังได้รับผลกระทบอย่างมากจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสินค้าในกลุ่มนี้มีวัตถุดิบหลักมาจากน้ำมันและเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยตรง เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้นจึงทำให้ต้นทุนการผลิตปรับสูงขึ้นทันที จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโรงงานจำนวนมากยังต้องนำเข้าเม็ดพลาสติก และวัตถุดิบด้านพลังงานจากตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การขนส่งวัตถุดิบหยุดชะงัก ทำให้หลายโรงงานขาดวัตถุดิบ และต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

โดยก่อนหน้านี้มีโรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่ในจังหวัดระยองต้องหยุดการผลิตชั่วคราว ส่งผลให้ตลาดเม็ดพลาสติกเกิดภาวะขาดแคลนทันที และราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 30-40% เม็ดพลาสติกถือเป็นวัตถุดิบพื้นฐานในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก เช่น บรรจุภัณฑ์ ถุงพลาสติก และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งสำหรับใช้ในประเทศและการส่งออก ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบจึงมีแนวโน้มทำให้สินค้าในตลาดมีราคาสูงขึ้นและอาจเกิดการขาดแคลนตามมา

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ในปัจจุบัน แม้ว่าผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรายใหญ่บางรายยังสามารถเดินเครื่องผลิตได้ตามปกติ แต่กำลังการผลิตส่วนเกินมีจำกัด เนื่องจากต้องรองรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าประจำอยู่แล้ว ทำให้โรงงานที่ต้องการวัตถุดิบหันไปสั่งซื้อจากผู้ผลิตรายอื่นเพิ่มขึ้น แต่กำลังการผลิตที่เหลืออยู่ไม่สามารถรองรับความต้องการทั้งหมดได้ ส่งผลให้ตลาดยังคงตึงตัว นอกจากราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นทันที 30-40% แล้ว ยังเกิดปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในระบบ

ด้าน นายกฤษณ์ อิ่มแสง เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน พูดง่ายๆ ก็คือผู้ที่ใช้เม็ดพลาสติกที่จะนำไปดำเนินการฉีด เป่าเป็นผลิตภัณฑ์ปลายทาง ก็ต้องยอมรับว่ามีบางกลุ่มที่ขาดแคลนเนื่องจากซัปพลายหายไปจากตลาด เพราะฉะนั้นทางเลือกก็มีไปหาใครที่ขาย PP (Polypropylene) เหมือนกันเพื่อไป “ขอของ” เพื่อให้ขนส่งให้ หรือไม่ก็ติดต่อผ่าน “จ๊อบเบอร์น้ำมัน” รวมถึง​อีกทางเลือกหนึ่งก็คือ การนำเข้าเม็ดจากต่างประเทศ แต่ก็คงเป็นทางเลือกที่ไม่ดีนัก เพราะว่าคุณภาพมาตรฐานอาจจะไม่ใช่ PP เกรดที่จะมาใช้ได้เลย

“ของพวกนี้มันต้องจูนกันมาระหว่างลูกค้ากับผู้ขาย รวมถึงปรับจูนเครื่องจักร เม็ด ส่วนผสมต่างๆ จนกว่าจะนำไปฉีดขึ้นรูปได้ แต่สถานการณ์ตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือกล้ำกลืนใช้ของจากต่างประเทศ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องของเสีย หรือคุณภาพที่ปลายทางออกมาไม่ได้มาตรฐานเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นก็อาจจะมีประเด็นคุณภาพ แต่ต้องทำใจเพราะดีกว่าไม่มีของ ขณะที่ประเด็นเรื่องราคาเอง ท้ายที่สุดมันก็จะมาลงที่ผู้บริโภค เพียงแต่ว่าสินค้าบางอย่างถูกควบคุม สินค้าบางอย่างก็เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะฉะนั้นในแง่ของรัฐบาล โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ก็ต้องเข้าไปดูในส่วนของการควบคุมราคาของสินค้าที่เป็นสินค้าควบคุม ส่วนสินค้าฟุ่มเฟือย อันนี้ก็สุดแล้วแต่ เพราะไม่ได้มีประเด็นกับตลาด คือไม่ใช่ลูกค้าจำเป็นจะต้องใช้ ก็คงปล่อยผ่านได้ แต่ตัวสินค้าควบคุม ของใช้ประจำวัน ขวดบรรจุภัณฑ์นม นมผง อะไรพวกนี้ที่จำเป็นสำหรับประชาชน กรมต้องเข้าไปแทรกแซงพอสมควร แต่ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อก็เหนื่อย” นายกฤษณ์ กล่าว

นายวิเชียร เล็กวิจิตรธาดา นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย เปิดเผยว่า วิกฤตพลาสติกไทย ยื้อได้แค่สิ้นเดือน เม.ย. เนื่องจากปัจจุบันการผลิตในภาคต้นน้ำได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากโรงงานบางแห่งที่ใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบหลักต้องหยุดเดินเครื่อง เพราะไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบได้ ส่งผลให้ปริมาณซัปพลายของสารตั้งต้นลดลงอย่างมาก โดยประเมินว่าขณะนี้ซัปพลายวัตถุดิบต้นน้ำเหลือเพียงประมาณ 40-50% ของกำลังการผลิตปกติ ซึ่งส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกและผู้ประกอบการปลายน้ำ

“ผลกระทบเริ่มเห็นชัดในกลุ่ม SME เนื่องจากมีสต๊อกวัตถุดิบไม่มาก ปัจจุบันมีโรงงานประมาณ 15 แห่งต้องหยุดการผลิตแล้ว ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายมีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับการผลิตถึงสิ้นเดือน มี.ค. หรือบางส่วนอาจยืดได้ถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ และยาวที่สุดไม่เกินสิ้นเดือน เม.ย. หากยังไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบล็อตใหม่เข้ามาได้ ปกติผู้ประกอบการจะมีสต๊อกประมาณ 30-45 วัน แต่ปัญหารอบนี้รุนแรง เพราะผู้ผลิตวัตถุดิบบางรายประกาศ Force Majeure ยกเลิกการส่งมอบสินค้า หรือปรับลดปริมาณส่งมอบเหลือเพียงบางส่วน ทำให้แผนการผลิตของผู้ประกอบการปลายน้ำได้รับผลกระทบตามไปด้วย” นายวิเชียรกล่าว

ทั้งนี้ หากสถานการณ์การขนส่งวัตถุดิบผ่านเส้นทางหลักสามารถกลับมาเป็นปกติได้ทันที ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 60 วัน กว่าที่วัตถุดิบจะเดินทางถึงประเทศไทย เข้าสู่กระบวนการผลิต และผลิตเป็นเม็ดพลาสติกออกสู่ตลาดได้ และอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่หลายฝ่ายอาจมองข้ามคือ กระบวนการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยบรรจุภัณฑ์จำนวนมาก เช่น ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่ต้องผ่านกระบวนการพิมพ์ลวดลายและข้อมูลสินค้า ก่อนนำไปขึ้นรูปเป็นซองบรรจุภัณฑ์

ขณะนี้วัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการพิมพ์เริ่มขาดแคลนอย่างหนัก โดยเฉพาะ โทลูอีน (Toluene) ซึ่งเป็นสารทำละลายสำคัญในอุตสาหกรรมการพิมพ์ โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากกิโลกรัมละประมาณ 30 บาท เป็นกว่า 120 บาท และยังหาซื้อได้ยากในตลาด ขณะเดียวกันยังมีวัตถุดิบสำคัญอีกชนิดคือ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ (IPA) ซึ่งเป็นตัวทำละลายที่ใช้ในกระบวนการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ โดยประเทศไทยไม่มีการผลิตในประเทศและต้องนำเข้า 100% ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงสูงหากซัปพลายจากต่างประเทศสะดุด เนื่องจากหากไม่มี IPA ก็จะไม่สามารถดำเนินกระบวนการพิมพ์ได้

“สต๊อกที่เหลืออยู่ในระบบคาดว่าจะเพียงพอใช้ได้ถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ แม้จะมีฟิล์มพลาสติกสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ แต่หากไม่มีสารทำละลายสำหรับการพิมพ์ก็ไม่สามารถผลิตบรรจุภัณฑ์ที่มีตราสินค้าและข้อมูลสินค้าได้ เช่น ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือกระสอบบรรจุข้าวสารเพื่อการส่งออก ซึ่งต้องมีการพิมพ์แบรนด์และรายละเอียดสินค้า ทำให้ปัญหานี้อาจส่งผลกระทบรุนแรงกว่าการขาดแคลนเม็ดพลาสติกเสียอีก” นายวิเชียร กล่าว

ทั้งนี้ ในบางกรณีอาจมีทางเลือกในการลดการพิมพ์ เช่น การขึ้นรูปโลโก้บนขวดน้ำดื่มแทนการสกรีนฉลาก อย่างไรก็ตาม สินค้าหลายประเภทไม่สามารถใช้วิธีดังกล่าวได้ เนื่องจากข้อกำหนดด้านกฎหมาย โดยเฉพาะข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องแสดงรายละเอียดสินค้าและข้อมูลสำคัญผ่านการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์

นายวิเชียร กล่าวว่า ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งเจรจากับประเทศผู้ผลิตวัตถุดิบ เพื่อให้สามารถนำเข้าสินค้าบางประเภทได้ในกรณีพิเศษ รวมถึงพิจารณาปรับลดข้อจำกัดด้านภาษีและเปิดทางให้มีการนำเข้าวัตถุดิบจากแหล่งอื่นมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาซัปพลายบางภูมิภาค ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนและผู้ประกอบการควรใช้พลาสติกอย่างประหยัดและหลีกเลี่ยงการกักตุนสินค้า เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อระบบซัปพลายเชนในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

นายเกรียงไกร กล่าวว่า นอกจากวิกฤตในอุตสาหกรรมพลาสติกแล้ว ผลกระทบครั้งนี้ยังลุกลามไปยังภาคส่วนอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการนำเข้าปุ๋ยจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่ง ส.อ.ท.ประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรไทย ทำให้ในขณะนี้ผู้ประกอบการต้องเร่งแก้ไขปัญหาด้วยการหาแหล่งนำเข้าจากประเทศอื่นทดแทนอย่างเร่งด่วน เช่น จีน อินโดนีเซีย และอินเดีย

นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กและผู้ผลิตแร่โลหะต่างๆ โดยเฉพาะอะลูมิเนียมอินกอต (Aluminum Ingot) ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ก็กำลังเผชิญกับผลกระทบอย่างหนักเช่นเดียวกัน สถานการณ์ในปัจจุบันจึงถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนเป็นวงกว้างต่อหลายภาคอุตสาหกรรมของไทย

สถานการณ์ในปี 2569 ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมพลาสติกไม่ได้เผชิญเพียงแค่ปัญหาด้านราคา แต่เป็นปัญหาด้าน “ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน” การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและการหาแหล่งพลังงานทางเลือกจึงไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการอยู่รอดท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก.

เพิ่มเพื่อน