ผ่าโครงสร้าง ‘ค่าการกลั่น’ ความจริงที่พูดไม่หมด

วิกฤตการณ์พลังงานโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพของคนไทย การปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก น้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ที่ปรับตัวจากระดับ 92 ดอลลาร์สหรัฐ แตะระดับกว่า 290 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นการพุ่งทะยานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อโครงสร้างการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ สถานการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่การตั้งคำถามในวงกว้างเกี่ยวกับ “ค่าการกลั่น” และท่าทีของฝ่ายนโยบายที่พยายามเข้าไปแทรกแซง

ข้อเท็จจริงเรื่องสถานะของกลไกอุดหนุนราคาพลังงานของรัฐผ่าน “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นปัจจัยตั้งต้นที่บีบบังคับให้ภาครัฐต้องขยับตัว เนื่องจากปัจจุบันกองทุนต้องแบกรับภาระการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลในระดับสูง ส่งผลให้สถานะทางบัญชีติดลบกว่า 50,000 ล้านบาท และมีการไหลออกในอัตราประมาณ 1,500 ล้านบาทต่อวัน ภายใต้กรอบวงเงินกู้ค้ำประกันที่จำกัด การหันมาทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจเกี่ยวกับ “ค่าการกลั่น” (GRM) เป็นสิ่งที่สังคมและผู้กำหนดนโยบายต้องมองให้ทะลุ ในทางเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม ค่าการกลั่นไม่ใช่ “กำไรสุทธิ” (Net Profit) แต่เป็นเพียงตัวเลขส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดอ้างอิงและน้ำมันดิบเป็นฐาน ส่วนต่างนี้ยังต้องถูกนำไปหักลบกับค่าใช้จ่ายจริงอีกมหาศาล โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตที่ตลาดตึงตัว เช่น ค่า War Premium ค่าประกันภัยการขนส่งที่พุ่งสูงขึ้นจากการเดินเรือผ่านพื้นที่เสี่ยง ค่าระวางเรือ (Freight) รวมถึงต้นทุนการดำเนินงานพื้นฐาน เช่น ค่าเชื้อเพลิง ค่าไฟ ค่าซ่อมบำรุง ดอกเบี้ย และภาษี การประเมินกำไรที่แท้จริงจึงไม่สามารถดูแบบรายวันหรือตัดตอนเฉพาะช่วงที่ราคาสูงได้ แต่ต้องมองค่าเฉลี่ยเป็นไตรมาสหรือรายปี จึงจะประเมินได้ว่าเกิด “กำไรลาภลอย” (Windfall Profit) ขึ้นจริงหรือไม่

ประเด็นข้อถกเถียงเรื่องการใช้น้ำมันสต๊อกเก่ามาขายในราคาใหม่นั้น จำเป็นต้องทำความเข้าใจกลไก “Mark to Market” (MTM) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ประเทศที่มีอุตสาหกรรมการกลั่นทั่วโลกใช้ การใช้ราคาอ้างอิงแบบรายวันตามกลไกตลาดโลก ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ “ตลาดบิดเบือน” (Market Distortion) หากรัฐบาลบังคับให้ขายน้ำมันตามต้นทุนสต๊อกเดิมในยามที่ตลาดโลกแพง จะนำไปสู่การลักลอบส่งออกน้ำมันข้ามพรมแดน และทำให้โรงกลั่นชะลอการนำเข้าจนเกิดวิกฤตขาดแคลน ในทางกลับกัน ระบบ MTM ยังบังคับให้ผู้ค้าต้องยอมรับการขาดทุนจากมูลค่าสต๊อก (Stock Loss) และลดราคาขายปลีกลงทันทีในสภาวะที่ตลาดโลกเป็นช่วงขาลง ถือเป็นกติกาที่โปร่งใสและสร้างเสถียรภาพได้ดีที่สุดในอุตสาหกรรมโภคภัณฑ์

และประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในสภาวะวิกฤตเช่นนี้คือ ท่าทีและวาทกรรมทางการเมือง การที่ผู้กุมนโยบายระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีการส่งสัญญาณในเชิงเห็นพ้องกับกระแสสังคมที่จะเข้าไป “ทุบโรงกลั่น” หรือมองผู้ประกอบการเป็น “ผู้ร้าย” ที่เอาเปรียบประชาชน ถือเป็นการกระทำที่มีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อบรรยากาศการลงทุนระดับชาติ

โรงกลั่นน้ำมันถือเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ข้อกฎหมายและจ่ายภาษีให้รัฐอย่างถูกต้อง การใช้กระแสสังคมเข้ากดดัน บีบคั้น หรือกล่าวหาว่าฟันกำไรเกินจริง ล้วนส่ง “สัญญาณลบ” ต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

หากย้อนดูบทเรียนในสมัยรัฐบาลก่อนหน้าช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน การใช้วิธีเจรจาแกมบังคับให้โรงกลั่นนำส่งกำไรเข้ากองทุน ท้ายที่สุดได้เม็ดเงินบริจาคมาเพียง 2-3 พันล้านบาท ซึ่งแทบไม่ส่งผลต่อการลดราคาหน้าปั๊ม แต่ผลกระทบที่ตามมากลับมหาศาล หุ้นในกลุ่มโรงกลั่นปรับตัวลดลงอย่างหนัก ทำให้มูลค่าหุ้นที่กระทรวงการคลังถือครอง (โดยเฉพาะในกลุ่ม ปตท.) หดตัวลง การปันผลลดลง รัฐจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลได้น้อยลง

ดังนั้น การสร้างนโยบายเชิงทำลายล้างเพื่อหวังผลทางการเมืองระยะสั้น จึงมีราคาแพงที่เศรษฐกิจชาติในระยะยาวต้องจ่าย

ในสภาวะที่วิกฤตสงครามยืดเยื้อจนส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือหลักอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงขั้นสูงสุด เนื่องจากเราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึงประมาณ 50% ของกำลังการกลั่นทั้งหมด ซึ่งน้ำมันจากแหล่งนี้มีคุณสมบัติที่กลั่นเป็นน้ำมันดีเซลได้ในสัดส่วนที่สูง

ในยามนี้ โรงกลั่นน้ำมันในประเทศควรได้รับการปฏิบัติตามบทบาท “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” มากกว่าผู้ร้าย พวกเขากำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักในการเร่งจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นมาทดแทน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ “น้ำมันดีเซลขาดแคลน” ในประเทศ

ดังนั้น หากภาครัฐใช้วิธีไล่ทุบ บีบเพดานค่าการกลั่นจนผู้ประกอบการแบกรับการขาดทุนไม่ไหว และตัดสินใจลดกำลังการผลิตลง ประเทศไทยจะถูกบังคับให้ต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพงกว่าและไม่สามารถควบคุมกลไกใดๆ ได้เลย การรักษาศักยภาพการผลิตของโรงกลั่นในประเทศไว้ จึงเป็นหลักประกันความมั่นคงทางพลังงานที่ดีที่สุด

ทิศทางที่คณะกรรมการตรวจสอบค่าการกลั่น (คตร.) กำลังดำเนินการ โดยให้กระทรวงพลังงานไป “ตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริง” รวมค่า War Premium ให้ครบถ้วน ถือเป็นแนวทางที่เหมือนจะถูกต้องและเป็นธรรม แต่การเจรจาขอความร่วมมือก็ควรทำบนพื้นฐานของความสมัครใจ หรือหากจะจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ก็ต้องออกเป็นกฎหมายให้ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่การข่มขู่หรือเลือกปฏิบัติ

ท้ายที่สุด การบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนไม่ควรแลกมาด้วยการทำลายโครงสร้างอุตสาหกรรม มาตรการที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญสูงสุดในวิกฤตนี้ คือการรณรงค์ลดการใช้พลังงานอย่างจริงจัง และเปลี่ยนผ่านจากการอุดหนุนราคาแบบหว่านแหไปสู่การอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม โดยอาจปรับลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือนำภาษีปกติที่เก็บได้จากธุรกิจพลังงานมาจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

การดำเนินนโยบายที่อิงหลักวิชาการ เคารพกติกาตลาด และรักษาบรรยากาศการลงทุนร่วมกันเท่านั้น ที่จะนำพาประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤตพลังงานครั้งนี้ไปได้อย่างยั่งยืน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ดิเรกฤทธิ์' ชี้ 4 ปมใหญ่วัดความสุจริตรัฐบาล 'น้ำมันขาด-แพง' ไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจ

ดร.ดิเรกฤทธิ์ ชี้ปัญหาน้ำมันขาดและแพง ไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เป็นบททดสอบความสุจริตของรัฐบาล

'อดีตสว.สมชาย' ชงรื้อโครงสร้างพลังงาน 4 เรื่อง แก้วิกฤตน้ำมัน

นายสมชาย แสวงการ อดีตประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ข้อเสนอเพื่อให้เกิดการปรับโครงสร้างพลังงานเชื้อเพลิง

'กรณ์' สะกิด 'เอกนิติ-คตร.' ย้อนดูรายงานสถานการณ์วิกฤติพลังงานเดือนก.ค.51 แก้ปมค่าการกลั่น

อย่าไปยอมให้ขู่จะปิดโรงกลั่น! กรณ์ แนะรัฐบาลดูรายงานสถานการณ์วิกฤติพลังงานช่วงเดือนกรกฎาคมปี 2551 แก้วิกฤตพลังงาน