
นับเป็นภาพปรากฏการณ์ที่ไม่เห็นกันบ่อยนักในแวดวงพลังงานไทย เมื่อรัฐบาลตัดสินใจ ‘ทุบโต๊ะ’ ใช้อำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ที่ให้อำนาจ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กำหนดราคาหน้าโรงกลั่น โดยสั่งการให้ 6 โรงกลั่นยักษ์ใหญ่ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลงทันที 2 บาทต่อลิตร ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันโลกและภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางที่ส่งผลให้ค่าครองชีพที่พุ่งสูง
การขยับหมากครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลง 2.14 บาทอย่างรวดเร็ว แต่ยังกลายเป็นชนวนเหตุถูกจับจ้องกันอย่างต่อเนื่องว่า…แม้จะเป็นเครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ทรงพลังในการบรรเทาภาระของภาคประชาชน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฝั่งผู้ประกอบการโรงกลั่นกลับต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนและส่วนต่างกำไร (Margin) ที่หายไปอย่างฉับพลัน
รัฐมนตรีไฟแรงเข้ากระทรวงวันแรกสั่งการทันที
การประชุม กบง. เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2569 โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธาน กบง. มีมติดังกล่าวออกมา โดยการนั่งเป็นประธานการประชุมของเอกนัฏจะเป็นวันแรกที่ก้าวเข้ากระทรวงก็ตาม แต่ก็มีเสียงยืนยันออกมาจากรัฐมนตรีพลังงานด้วยว่าการตัดสินใจดังกล่าวดำเนินไปในทิศทางที่มีการศึกษาต้นทุนและแผนการดำเนินงานอย่างชัดเจน รวมทั้งจะไม่ทำให้ส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรของโรงกลั่นในการจะไปต่อยอดนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามาเพื่อกลั่นให้คนในประเทศใช้เด็ดขาด
“ตัวเลข 2 บาทที่สั่งลดลง เนื่องจากเป็นราคาที่อ้างอิงจากเดือน มี.ค. ที่ราคาค่าการกลั่นสูงขึ้นไปถึง 7 บาทต่อลิตร จากปกติอยู่ที่ประมาณ 2-4 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่เราดูแล้วและไม่ใช่ว่าประกาศไปเสร็จโรงกลั่นจะขาดทุนทันที เพราะมุมมองในปัจจุบันที่ความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งโรงกลั่นผลิตเยอะ ขายได้เยอะ ก็จะยิ่งทำกำไรได้อยู่ดี แต่อาจจะกำไรลดลง แต่ก็จะยังเป็นกำไรที่เรียกว่าขาดทุนกำไร ซึ่งก็ต้องขอบคุณผู้ประกอบการโรงกลั่น เมื่อหารือแล้วและมีบางแห่งที่จะให้ความร่วมมือทันที โดย กบง.ยืนยันจะไม่ให้เกิดความขาดแคลน หรือมีผลกระทบต่อรายได้ในส่วนของการนำเงินไปใช้นำเข้าน้ำมันดิบของโรงกลั่นแน่นอน”
ประกาศชัดลดราคาหน้าปั๊มทันที!
วันที่ 8 เม.ย.2569 นายเอกนัฏ ในฐานะ ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยว่า จากผลการประชุม กบง. ให้มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีก ณ สถานีบริการน้ำมันปรับลดลง 2.14 บาทต่อลิตร ทันที โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย.2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ในส่วนของประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 8 เม.ย.2569 พบว่า ภาพรวมยังคงน่ากังวล โดยมีสถานะติดลบรวมกว่า 57,762 ล้านบาท แบ่งออกเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 20,254 ล้านบาท บัญชี LPG ติดลบ 37,508 ล้านบาท
แผนเก่าดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น
จริงๆ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนนั้น ก่อนที่จะมีการตัดสินใจออกประกาศกระทรวงเรื่องลดค่าการกลั่นลง 2 บาท กระทรวงพลังงานได้เคยวางแผนที่จะช่วยพยุงราคาน้ำมันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยจากการเปิดเผยของ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็น่ากังวลอย่างยิ่ง การบริหารราคาในช่วงนี้จึงยากลำบากเพราะต้องรักษาสมดุลระหว่างราคาตลาดโลก ฐานะกองทุน และผลกระทบต่อประชาชน
แต่ในช่วงวิกฤตนี้พบว่าต้นทุนเพิ่มเติม อย่างค่า War Premium ที่เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้เกิดกำไรส่วนเกิน (Windfall) ทาง คณะกรรมการตรวจสอบโครงสร้างราคาน้ำมันและค่าการกลั่น (คตร.) จึงเร่งพิจารณานำค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 2.43 บาท มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อดึงส่วนต่างนี้กลับมาชดเชยให้ประชาชน ซึ่งทางรัฐบาลก็ยังไม่ได้ฟันธงว่ากระบวนการดังกล่าวจะสามารถดำเนินการได้อย่างไร จนมีการดำเนินการลดค่าการกลั่นไป แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ในทันที
เสียงตอบรับจากกลุ่มเอกชน
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประเด็นการลดค่าการกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ต้องเรียนว่าประเทศไทยมีการปันส่วนน้ำมันครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2516 หลังจากนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีก ดังนั้นจึงหมายความว่าไทยมีระบบที่สามารถตอบโจทย์กับสถานการณ์ได้ค่อนข้างมาก โดยมองว่ามาตรการต่างๆ ที่ออกมาเป็นการดูแลประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งตราบใดที่ยังอยู่บนกลไกของตลาด ก็เชื่อว่าน่าจะตอบโจทย์และสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ
ด้าน บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC เปิดเผยว่า บริษัทยืนยันว่าได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่องเสมอมา ในการหารือและดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่สถานการณ์พลังงานมีความผันผวน ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ขอเน้นย้ำว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่องในการบริหารจัดการด้านพลังงานของประเทศ และสนับสนุนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พร้อมทั้งดำเนินการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง
และในกรณีที่มีการนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นในสื่อบางช่องทาง เกี่ยวกับกรณีมาตรการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล และมีการพาดพิงว่าบริษัท SPRC อาจไม่ให้ความร่วมมือ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานภาครัฐนั้น SPRC ขอเรียนชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง และก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชน โดยบริษัทไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายและไม่มีการฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐในกรณีนี้แต่อย่างใด
ข้อเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความจริงใจและจริงจัง
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา ระบุว่า ปัจจุบันประชาชนกำลังเผชิญวิกฤตค่าครองชีพจากปรากฏการณ์ค่าการกลั่นที่บางวันพุ่งสูงถึง 17 บาทต่อลิตร ซึ่งรัฐบาลได้แต่งตั้ง คตร.ขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว โดยย้ำว่าหาก คตร.พบข้อเท็จจริงว่าโรงกลั่นมีกำไรเกินควรจริง รัฐบาลต้องกล้าหาญที่จะใช้อำนาจรัฐดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมเตือนว่าการใช้วิธีขอความร่วมมือโดยไม่มีกฎหมายรองรับนั้น นอกจากจะแสดงถึงความไม่จริงจังแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อหลักธรรมาภิบาลของโรงกลั่นที่เป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการฟ้องร้องจากผู้ถือหุ้นได้
“อย่าเดินซ้ำรอยยุทธศาสตร์การซื้อเวลาที่ทั้งรัฐมนตรีพลังงานและผู้ประกอบการเคยใช้มาแล้ว โดยในครั้งนั้นโรงกลั่นเคยตกลงว่าจะบริจาคเงินรวม 24,000 ล้านบาท (เดือนละ 8,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 เดือน) แต่สุดท้ายกลับมีการจ่ายจริงเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาทจากบางบริษัทเท่านั้น และเรื่องก็เงียบหายไปโดยไม่มีการแก้ไขโครงสร้างราคาที่บกพร่องอย่างแท้จริง”
ในประเด็นดังกล่าว นายเอกนัฏ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้กล่าวว่า แนวทางการขอเงินบริจาคจากเอกชนเช่นเดียวกับเมื่อปี 2565 ต้องขอทำความเข้าใจว่า ไทยไม่ใช่รัฐอนาถาที่จะมารอรับเงินบริจาคจากเอกชน ครั้งนี้ แต่ก็อยู่ในมุมของความรับผิดชอบต่อสังคมหากหน่วยงานนั้นๆ ต้องการที่จะช่วยเหลือหรือส่งคืนเงินเข้ารัฐ แต่ไม่ชอบให้ใช้คำว่าบริจาค ซึ่งเมื่อมีการประกาศพระราชกิจจาฯ แล้ว น้ำมันทุกหยดที่ออกจากประเทศไทยจะต้องใช้ตามมาตรการนี้เท่านั้น หากใครไม่ทำตามจะมีโทษถึงจำคุก ซึ่งในอนาคตเราพร้อมเปิดให้มีการหารืออยู่ตลอดเวลา ถ้าลดลง 2 บาทแล้วมีปัญหาก็มาคุยกันได้ว่าติดอะไร
“ในเรื่องการรับเงินจากเอกชนนั้น หากยกตัวอย่างว่ามีบางกลุ่มที่พร้อมที่จะช่วยเหลือ และมีบางกลุ่มที่ไม่พร้อม การเอาเงินของกลุ่มผู้ที่เห็นแก่ประเทศ มีความรับผิดชอบ ยินดีที่จะช่วย มารับผิดชอบภาระของกลุ่มที่ไม่เห็นใจไยดีได้เหรอ เพราะฉะนั้นการดำเนินมาตรการนี้ เหมาะสมสุดแล้ว เพราะทุกกลุ่มจะต้องช่วยเหลือกัน” นายเอกนัฏ กล่าว
มุมมองของสถานการณ์กับนักวิเคราะห์
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากประเด็นดังกล่าว เมื่อประเมินผลกระทบต่อกำไรรายเดือน จะอยู่ที่ 466-887 ล้านบาท สำหรับกลุ่มโรงกลั่นไทย คิดเป็น 5-21% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดคือ SPRC เนื่องจากมีสัดส่วนการผลิตดีเซลต่ำขณะที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ PTTGC จากสัดส่วนการผลิตดีเซลที่สูงถึง 60% และจากการสอบถามข้อมูลจากโรงกลั่นไทยทั้ง 5 แห่ง ระบุว่ายังไม่มีการตอบสนองต่อนโนบายอย่างเป็นทางการ โดยผู้ประกอบการยังคงย้ำถึงการปฏิบัติตามกฎหมายกลไกตลาด และการรักษามูลค่าให้ผู้ถือหุ้น
ขณะที่ความกังวลของฝ่ายวิจัยอยู่ที่การอุดหนุนมากเกินไป หากอัตรากำไรถูกกดต่อเนื่อง อาจทำให้โรงกลั่นลดกำลังการผลิต และนำไปสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมันในประเทศได้ ในทางกลับกันหากมีการปรับราคาขายปลีกน้ำมันโดยที่โรงกลั่นไม่ปฏิบัติตามนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทค้าปลีกน้ำมันอาจต้องรับภาระต้นทุน ซึ่งคล้ายกับภาวะค่าการตลาดถูกกดดันที่เกิดขึ้นในปี 2565.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ครม. ไฟเขียวงบกลาง 7.7 พันล้าน ช่วยประชาชนแบกภาระค่าพลังงานพุ่งสูง
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (

