
‘เอกนัฏ’ โชว์ไอเดียจ่อยกเลิกสัญญาซื้อไฟเอกชน แอดเดอร์ กว่า 4,000 เมกฯ หากเจรจาปรับลดค่าไฟไม่ได้ข้อยุติ ย้ำไฟฟ้าโซลาร์ฯ ต้องไม่เกิน 2.20 บาทต่อหน่วย เผยโครงสร้างค่าไฟใหม่ คนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป เดิมจ่ายค่าไฟเฉลี่ย 4.50 บาทต่อหน่วย พร้อมตั้งเป้าหาแนวทางหั่นต้นทุนค่าเอฟที กดค่าไฟเฉลี่ยเหลือ 3.50 บาทต่อหน่วย
27 เม.ย. 2569 – นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ในรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ วันที่ 27 เม.ย. 2569 โดยเปิดเผยถึงกรณีที่มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าว่า ขณะนี้ปัญหาหนักที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยรวมของประชาชนสูงขึ้น คือการแบกภาระการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังงานหมุนเวียนในอดีตที่ได้รับการสนับสนุนในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ที่ปัจจุบันมีการต่อสัญญาอัตโนมัติกว่า 4,000 เมกะวัตต์ ในอัตราค่าไฟฟ้า ประมาณ 3-5 บาทต่อหน่วย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของกำลังผลิตไฟฟ้า หรือเป็นภาระส่งผ่านต้นทุนค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(Ft) ประมาณ 20 สตางค์ต่อหน่วย
โดยล่าสุดได้เรียกทีมงานมาหารือในเรื่องนี้ และเตรียมยกเลิกสัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนดังกล่าว หากไม่สามารถเจรจาปรับลดค่าไฟฟ้าลงมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ฯ ไม่ควรเกิน 2.20 บาทต่อหน่วย ส่วนเชื้อเพลิงไบโอแมส ก็ต้องมาเจรจาราคาที่เหมาะสม ซึ่งผู้ผลิตไฟฟ้ากลุ่มนี้ ถือว่ามีการผลิตไฟฟ้าขายให้กับรัฐคืนทุนไปนานแล้ว และปัจจุบันสถานการณ์ต้นทุนราคาพลังงานเปลี่ยนไปจากอดีตจึงควรปรับราคารับซื้อให้เป็นธรรม
ทั้งนี้ หากเจรจากันไม่รู้เรื่อง ก็ยินดีให้ภาคเอกชนฟ้องร้องดำเนินคดีกับรัฐได้ ซึ่งเบื้องต้นกระทรวงพลังงานก็ได้หารือกับสำนักงานอัยการฯ เพื่อพิจารณาข้อมูลในเรื่องนี้แล้ว ทั้งนี้คาดว่า หากสามารถแก้ไขปัญหาในส่วนของแอดเดอร์กลุ่มนี้ได้ จะช่วยประหยัดต้นทุนค่าไฟฟ้าลงได้ประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย
“เรื่องนี้ก็คุยกันตรงๆ เหมือนกรณีโรงกลั่นฯ คุณไม่ได้ขาดทุน แต่อาจเป็นการขาดทุนกำไร ก็ต้องปรับสู่สภาพที่ควรจะเป็น เรื่องแอดเดอร์ถ้าคุยไม่รู้เรื่อง ก็ต้องยกเลิก จะฟ้องผมก็ยินดี แต่จะปล่อยให้ค่าไฟแพงไม่ได้”นายเอกนัฏ กล่าว
ส่วนการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ครอบคลุม 23.2 ล้านครัวเรือน ตั้งเป้าหมายจะเริ่มดำเนินการในรอบบิลเดือน มิ.ย.2569 เบื้องต้น มีรายละเอียด ดังนี้
1. ผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 23.2 ล้านครัวเรือน (กลุ่มน้อยกว่า 200 หน่วย 15.4 ล้านครัวเรือน, กลุ่มใช้มากกว่า 200 หน่วย 7.8 ล้านครัวเรือน) จะมีอัตราค่าไฟฟ้า ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
2. ผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 200 – 400 หน่วย ครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 4.6 ล้านครัวเรือน จะได้รับอัตราค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วย (อัตราปกติ)
3. ผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป ครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 3.2 ล้านครัวเรือน รอปรับอัตราใหม่ และแนะนำให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง
ดังนั้น ตามโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก จะได้ใช้ไฟฟ้าถูกลง คือไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ส่วนผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 200- 400 หน่วย จะได้ใช้ไฟฟ้าในอัตราปกติ หรือถูกลงเล็กน้อย เพราะช่วง 200 หน่วยแรกได้ใช้ไฟถูกลงไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เมื่อนำมาคำนวณค่าไฟฟ้าก็อาจเฉลี่ยให้ค่าไฟรวมถูกลงได้
ส่วนผู้ที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 401 หน่วยขึ้นไป จะเป็นการปรับอัตราใหม่แบบขั้นบันได ที่อัตราเดิมจะจ่ายอยู่ที่ 4.50 บาทต่อหน่วย จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1 บาท เป็นต้องจ่ายกว่า 5 บาทต่อหน่วย ฉะนั้นถ้าเกิน 400 หน่วยไม่มาก ก็ยังถือว่าค่าไฟยังเป็นอัตราปกติ แต่ถ้าใช้ไฟตั้งแต่ 480 -500 หน่วยขึ้นไป ก็อาจจะเท่าทุนจากการปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่
“โครงสร้างค่าไฟฟ้าของไทยแบบขั้นบันไดเดิมใช้มากว่า 20 ปีแล้ว ไม่เคยปรับ จึงไม่สะท้อนว่า คนใช้ไฟฟ้าน้อยก็ควรต้องได้รับค่าไฟในราคาที่ถูก คนใช้เยอะก็ควรต้องจ่ายแพง เพราะกลุ่มคนที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก ทำให้ประเทศต้องใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้าสูงกว่า 60% ของเชื้อเพลิง และต้องนำเข้า LNG ราว 30% จากต่างประเทศ ที่บางช่วงเจอวิกฤติจะมีต้นทุนแพง ฉะนั้น หากลดการนำเข้า LNG ลงได้ 5-10% เหลือนำเข้าสัดส่วนเพียง 20% ก็จะช่วยลดต้นทุนค่าFt ลงได้ราว 10 สตางค์ต่อหน่วย”นายเอกนัฏ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 480 -500 หน่วยขึ้นไป รัฐบาลแนะนำให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง โดยหากไม่มีงบประมาณติดตั้ง ภาครัฐจะหาสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดให้ เช่น ติดตั้งโซลาร์ 1 กิโลวัตต์ จะผลิตไฟได้ 100 -150 ยูนิต ถ้าติดตั้ง 2-3 ยูนิต ก็ผลิตไฟฟ้าได้ 400 -450 กิโลวัตต์ ซึ่งติดตั้งโซลาร์ฯ ขนาด 2-3 ยูนิต จะใช้งบประมาณราว 60,000 บาท หากไม่คิดเงินดาวน์ และผ่อนชำระ 10 ปี ในอัตราดอกเบี้ย 3% จะผ่อนเดือนละ 600 บาท และช่วยเสิร์ฟค่าไฟ 300-400 หน่วยที่ต้องอาจต้องจ่ายในอัตรา 1,500 บาทต่อเดือน ก็มาผ่อนจ่ายค่าแผงโซลาร์ฯแทน หากเป็นแบบนี้ทุกคนจะได้ใช้ไฟถูกลงหมด
สำหรับกระบวนการติดตั้งโซลาร์ฯ ที่เดิมใช้เวลาเป็นปี ก็จะต้องปรับลดขั้นตอนลง เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) การอนุมัติติดตั้งมิเตอร์ ไม่ควรเกิน 1 เดือน ซึ่งได้หารือกับกระทรวงมหาดไทยแล้ว ดังนั้น หากติดตั้งโซลาร์ฯเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้แอง (ไม่ขายเข้าระบบ) จะใช้เวลาดำเนินการ ประมาณ 7 วัน ส่วนผู้ที่ติดตั้งโซลาร์ฯผลิตไฟใช้เองและเหลือส่วนต่างต้องการขายกลับเข้าสู่ระบบ จะรับซื้อในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย(สูงกว่าอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์ม)
แต่ในส่วนนี้ เดิมรัฐมีกรอบรับซื้อไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ จากกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของประเทศราว 50,000 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 0.1% จะขยายกรอบรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 500 เมกะวัตต์ และจะขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการตอบรับของประชาชน เพราะหลักการคือ ถ้าผลิตไฟจากโซลาร์ฯได้จะช่วยลดนำเข้า LNG ที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟแพงลดลงได้ โดยรัฐจะช่วยสนับสนุนค่าติดตั้ง และเตรียมหารือกระทรวงการคลัง เพื่อขยายกรอบวงเงินงบประมาณที่จะนำเข้ามาสนับสนุนนโยบายนี้ด้วย
นอกจากนี้ ยังจะต้องไปดูเรื่องประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าสาธารณะของรัฐ เช่น ไฟถนนทางหลวงต่างๆ ที่อาจต้องปรับไปใช้หลอดไฟ LED เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพไฟฟ้าและประหยัดต้นทุนค่าไฟ เนื่องจากเป็นต้นแฝงที่ต้องจ่ายในต้นทุนค่าไฟฟ้ารวมที่สุดท้ายแล้วคนแบกรับภาระคือประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งในส่วนนี้ หากประหยัดได้ 1ใน3 ก็จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟลงได้กว่า 10 สตางค์ต่อหน่วย
นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงาน กำลังหาแนวทางปรับลดต้นทุนค่าไฟฟ้าปัจจุบัน ที่งวดเดือนพ.ค. – ส.ค. มีอัตราเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ปรับขึ้นจากงวดเดือนม.ค. – เม.ย. ที่มีอัตราเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย จากต้นทุนค่า Ft ที่เพิ่มขึ้น 7 สตางค์ต่อหน่วย ตามผลกระทบต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤติตะวันออกกลาง โดยจะหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ เช่น อาจจะของบกลาง, เงินของการไฟฟ้าฯ และ เงินชอร์ตฟอล (Shortfall) หรือ ส่วนต่างต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงต่ำกว่าที่ประมาณการไว้จาก ปตท. ทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าต้องไปนำเข้า LNG เข้ามาใช้แทน โดยคาดหวังว่า จะนำเงินในส่วนนี้มาลดต้นทุนค่า Ft ในส่วนการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก และตั้งเป้าหมายให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยลดลงจาก 3.95 บาทต่อหน่วย เหลือประมาณ 3.50 บาทต่อหน่วย

