
‘วราวุธ’ ลั่นต้องศึกษาการบริหารท่าเรือน้ำลึกเพื่อพัฒนาแลนด์บริดจ์ ประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเปรียบเทียบต้นทุน พร้อมพิจารณาอย่างละเอียดขยายนิคมฯในพื้นที่ ลั่นมอบงาน กนอ.ยกระดับมาตรฐานโรงงานในนิคมฯดึงดูดการลงทุน FDI
30 เม.ย. 2569 – นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และรับฟังคำบรรยายสรุปและดูศักยภาพการทำงานจริง ว่าโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) แม้จะยังไม่ได้หารือกันอย่างเป็นทางการในคณะรัฐมนตรี(ครม.) แต่ส่วนตัวมองว่าหัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการท่าเรือน้ำลึกที่จังหวัดชุมพรและระนองให้มีประสิทธิภาพ ทั้งการขนถ่ายสินค้าและการเชื่อมต่อระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นทางรถไฟ ทางถนน หรือระบบท่อส่ง ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าควรอยู่บนพื้นราบหรือทางยกระดับ
“เนื่องจากพื้นที่แถวนั้นอุดมสมบูรณ์มาก การดำเนินการจะต้องประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเปรียบเทียบต้นทุนกับเวลาที่ประหยัด และเมื่อเทียบกับการผ่านช่องแคบมะละกา ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนไป เราต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหนในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือต้องฟังเสียงของพี่น้องชาวชุมพรและระนองในฐานะเจ้าของพื้นที่ด้วย ในฐานะที่ผมเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุกคนคงทราบดีว่าผมให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มากแค่ไหน”นายวราวุธ กล่าว
นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการจะขยายพื้นที่นิคมฯ ในบริเวณนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะมีเขตอุทยานแห่งชาติอยู่มาก แต่การพัฒนาประเทศต้องอาศัยความสมดุล เปรียบเหมือนรถยนต์ที่กระทรวงอุตสาหกรรมคือคันเร่ง ถ้าเหยียบอย่างเดียวโดยไม่แตะเบรกเลยก็จะเกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าเหยียบแต่เบรกประเทศก็ไม่พัฒนา จึงต้องมาชั่งน้ำหนักว่าสิ่งที่ได้กับสิ่งที่ต้องเสียไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่
นายวราวุธ กล่าวว่า ได้มอบโจทย์สำคัญให้กับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ว่าจะต้องยกระดับมาตรฐานโรงงานในนิคมฯ ให้เป็นต้นแบบแก่โรงงานทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการของเสีย น้ำเสีย หรือมลพิษทางอากาศ กนอ. ต้องทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่า เมื่อเข้ามาอยู่ในนิคมฯ แล้ว 1. ท่านจะได้รับการบริการที่ดี และ 2. ท่านจะมีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับสากลที่นำไปอวดชาวโลกได้ว่า โรงงานของท่านอยู่ในระบบนิเวศที่ไม่ก่อปัญหากับชุมชนนอกจากนี้ การที่โรงงานมาอยู่รวมกันในนิคมฯ แทนที่จะกระจายตัวอยู่ด้านนอก จะช่วยให้ควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ทั้งเรื่องโลจิสติกส์และการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลดีต่อประชาชนที่อยู่โดยรอบ
สำหรับประเด็นความซ้ำซ้อนระหว่าง พ.ร.บ.การนิคมอุตสาหกรรมฯ กับ พ.ร.บ.โรงงานฯ นั้น มองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการให้ชัดเจนครับ ในส่วนนี้ได้มอบนโยบายให้ทางปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมไปเร่งดำเนินการตรวจสอบและทบทวนดูว่า มีกฎระเบียบหรือขั้นตอนไหนที่มันทับซ้อนกันอยู่บ้าง เพื่อที่จะทำการปรับปรุงหรือแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกัน เป้าหมายหลักคือการลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติงานและเอื้อต่อการจัดตั้งโรงงานให้รวดเร็วที่สุด
นอกจากนี้ยังเร่งรัด กนอ. ถึงนโยบาย One Stop Service ตามแนวทางของท่านนายกรัฐมนตรี เพราะการตั้งโรงงานไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประสานกับทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทยด้วย ในเบื้องต้นจึงขอให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมไปทบทวนขั้นตอนภายในกระทรวงเองก่อน ว่าจะปรับปรุงระเบียบหรือแก้ไขกฎหมายอย่างไรให้การจัดตั้งโรงงานทำได้เร็วที่สุด เพื่อเป็นต้นแบบให้กระทรวงอื่นเห็นแนวทางที่ชัดเจน โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
“ความท้าทายหลักคือเรายังมีกฎหมายบางฉบับที่เก่ามาก ใช้มาตั้งแต่ก่อนผมเกิดเสียอีก รัฐบาลโดยพรรคภูมิใจไทยจึงให้ความสำคัญกับการเร่งแก้ระเบียบเหล่านี้ เพื่อไม่ให้ข้าราชการผู้ปฏิบัติงานต้องถูกจำกัดด้วยกติกาเดิม ๆ จนทำงานลำบาก อันไหนที่แก้ได้ด้วยมติ ครม. หรือระเบียบกระทรวง เราจะรีบดำเนินการทันที”นายวราวุธ กล่าว
สุดท้ายนี้โจทย์สำคัญที่มอบให้ กนอ. คือการสร้างมาตรฐานโรงงานต้นแบบให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล ทั้งการจัดการน้ำเสีย อากาศ และมลพิษต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในนิคมฯ มั่นใจได้ว่ามีระบบนิเวศการทำงานที่ดีและสามารถนำไปอวดชาวโลกได้ว่าประเทศไทยไม่ได้สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ชุมชน เพราะวันนี้หัวใจของธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องกำไร แต่ต้องสามารถอยู่ร่วมกับประชาชนรอบข้างได้อย่างยั่งยืน
“สถานการณ์เรื่องการปล่อยของเสียในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า จะมีการนำระบบใหม่มาใช้ที่ช่วยให้สื่อสารกับเจ้าหน้าที่ทุกนิคมฯ ได้พร้อมกันทันที ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยสร้างความอุ่นใจให้แก่ผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ต้องขอบคุณทั้งท่านผู้ว่าฯ ท่านประธานบอร์ด และท่านปลัดกระทรวงที่ทำงานกันอย่างขะมักเขม้น จนทำให้ผมเห็นว่าจากนี้ไป กนอ. และกระทรวงอุตสาหกรรมจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”นายวราวุธ กล่าว
ด้านนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการศึกษาแนวทางจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีว่า ล่าสุดคงไม่มีการดำเนินการต่อ เพราะมีต้นทุนสูง 5-10% แต่จะจัดสรรพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่ หรือนิคมอุตสาหกรรมใหม่ประมาณ 5-10% มาดำเนินการแทน โดยจะใช้อาคาร/สถานที่เดิมที่มีอยู่ แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาปรับปรุงเป็นสำนักงาน เบื้องต้นจะนำร่องที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังเป็นซัพพลายเชนของกลุ่มเอสเอ็มอี

