
‘เอกนิติ’ สุดปลื้ม ‘มูดี้ส์’ ชมเปาะไทยติด 1 ใน 5 ประเทศกันชนแกร่งรับมือเศรษฐกิจโลก พร้อมยันออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน จำเป็น-เตรียมกระสุนตัดวงจรระลอกวิกฤติเศรษฐกิจ ชี้รับไม่ได้หากปล่อยประเทศพังโดยไม่ทำอะไรเลย
6 พ.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวถึงกรณีที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ‘มูดี้ส์ เรตติ้ง (Moody’s Ratings)’ ได้ออกบทความเชิงวิเคราะห์ โดยระบุว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่หลายแห่งสามารถรับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกใน 5 ปีที่ผ่านมาได้ดีขึ้น ซึ่งประเทศไทยถูกหยิบยกขึ้นมาเป็น 1 ใน 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ดังกล่าว ประกอบด้วย มาเลเซีย อินเดีย ไทย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ว่า เรื่องนี้ถือเป็นการสะท้อนถึงสิ่งที่รัฐบาลได้พยายามดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และทำให้ทุกคนสบายใจได้ว่าอย่างน้อยประเทศไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากมุมมองของต่างชาติได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ รัฐบาลได้พยายามชี้แจงกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือในช่วงที่ผ่านมาใน 2 เรื่องสำคัญ คือ 1. รัฐบาลมุ่งมั่นในการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างแท้จริง จากการที่ไทยถูกระบุว่าไม่มีแหล่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงพยายามเน้นเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง และเป็นนโยบายที่ชัดเจน และเร่งปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนอย่างแท้จริง ซึ่งตัวเลขการลงทุนจริงในไตรมาส 1/2569 เติบโต 18% และ 2. เสถียรภาพในและต่างประเทศที่อยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยในด้านต่างประเทศจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และทุนสำรองระหว่างประเทศรวมกว่า 3 แสนกว่าล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการนำเข้าสูงถึงเกือบ 10 เดือน ขณะที่ไทยมีหนี้ต่างประเทศระยะสั้นต่ำกว่า 1 ปี สะท้อนฐานะความเข้มแข็งของทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีเหลือเกินกว่า 2.5 เท่า
ขณะที่เสถียรภาพในประเทศ สะท้อนจากอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำไม่ถึง 1% ส่วนอัตราเงินเฟ้อล่าสุด ที่ขยับขึ้นมาใกล้ระดับ 2.9% นั้น เป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตาเพราะเป็นเครื่องสะท้อนได้ว่าวิกฤติระลอกใหม่ในเรื่องต้นทุนกำลังจะเข้ามา ต่อเนื่องจากวิกฤติสงคราม และวิกฤติราคาพลังงาน ดังนั้นในส่วนนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 เห็นชอบการออก พ.ร.ก. กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ การออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ มีจำเป็นต้องทำ เป็นการเตรียมกระสุนไว้ เพราะเห็นชัดแล้วว่าผลกระทบจากวิกฤติพลังงานมันเริ่มทยอยส่งผลแล้ว ดังนั้นเราจึงต้องมีกระสุนให้เพียงพอที่จะรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่าเม็ดเงินดังกล่าวน่าจะเพียงพอที่จะตัดวงจรระลอกวิกฤติที่จะเกิดขึ้นได้ ภายใต้ทรัพยากรที่เรามีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งรัฐบาลพยายามระมัดระวังการดำเนินการที่จะทำทั้งการบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน บรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ดูแลวิกฤติปากท้องที่จะมีความรุนแรงมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ส่วนกระบวนการกู้เงินทั้งหมด ได้มีการหารือกับกฤษฎีกาอย่างละเอียดแล้ว เป็นไปตามกฎหมาย
“วันนี้เราได้รับคำชมชายจากมูดี้ส์ จากการที่รัฐบาลเป็นต้นแบบของกันชนที่สามารถรองรับความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกได้ รองรับแรงกระแทกจากวิกฤติโลก ทั้งหมดรัฐบาลรับแทนคนไทย แทนประชาชนคนไทย ผ่านการบรรเทาวิกฤติปากท้อง” นายเอกนิติ ระบุ
รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวอีกว่า ข้อเท็จจริงรัฐบาลมี 2 ทางเลือกสำหรับวิกฤติในครั้งนี้ คือไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย ก็จะไม่โดนด่า แต่ในอีกมิติถ้าไม่ออกมาทำอะไรแล้วประเทศเสียหาย ‘ผมก็รับไม่ได้’ วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลไม่ทำอะไรเลย คือ วิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นเป็นระลอกจากราคาพลังงานและต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งเริ่มสะท้อนไปถึงเงินเฟ้อนั้น ส่งผลให้ค่าครองชีพของคนไทยเริ่มปรับตัวขึ้น เงินในกระเป๋า หรือรายได้โตไม่ทันค่าครองชีพที่แพงขึ้น ในระยะต่อไปธุรกิจก็จะกำไรลดลง หรืออาจจะขาดทุน คนตกงาน รัฐบาลคงปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้ามาช่วยดูแลเรื่องปากท้องของประชาชน
“ลองคิดกลับด้านว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ก็ดีที่เราจะไม่โดนด่า แต่ประเทศจะพัง มันเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และสิ่งที่เกิดขึ้น คือ มันไม่ใช่แค่ประเทศเท่านั้นที่พัง แต่คนไทยจะตกงาน ค่าครองชีพของคนไทยจะสูงขึ้น รายได้หดตัว เป็นผลจากสิ่งที่เราเรียกว่าแรงบีบ 2 ด้าน (Double Squeeze) จากต้นทุนที่สูงขึ้น วันนี้เป็นสิ่งที่คนไทยเริ่มรู้สึกแล้ว และรัฐบาลไม่อยากให้ลามไปถึงวิกฤติคนตกงาน ธุรกิจปิดกิจการ ถ้ามันไปถึงตรงนั้น จีดีพีก็จะหดตัวในที่สุด และสุดท้ายสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็จะสูงขึ้นจนชนเพดานอยู่ดี ดังนั้นไม่ดีกว่าหรือที่วันนี้ทุกฝ่ายจะมาร่วมทำอะไรที่เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ” นายเอกนิติ กล่าว

นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในวิกฤติระลอกที่ 2 (วิกฤติพลังงาน) ต่อเนื่องวิกฤติระลอกที่ 3 (วิกฤติต้นทุน) สะท้อนจากสถานการณ์เงินเฟ้อที่ขณะนี้อาจไม่ได้สูงขึ้นจากปัจจัยเรื่องภาคขนส่งเพียงอย่างเดียว แต่จะเริ่มถูกขนถ่ายไปสู่วงกว้างขึ้น และหลังจากนี้จะกลายเป็นปัญหาสินค้าราคาแพง จะตามมาด้วยวิกฤติกำลังซื้อหดตัว คนมีเงินในกระเป๋าน้อยลง และธุรกิจต้องปิดตัวในที่สุด
นอกจากนี้ อีกเรื่องที่รัฐบาลเป็นห่วงหากไม่ดำเนินการอะไรเลย โดยเฉพาะการกู้เงิน คือ ‘หนี้ครัวเรือน’ ถ้ารัฐบาลไม่ออกมาเป็นกันชนในส่วนนี้ คนที่ต้องรับแรงกระแทกคือครัวเรือน ที่ปัจจุบันสัดส่วนหนี้ครัวเรือนสูงถึงเกือบ 90% ต่อจีดีพี นั่นแปลว่าครัวเรือนเหล่านี้แทบไม่มีกันชน หรือหน้าตักสำหรับรองรับแรงกระแทกได้เลย และหากต้องรับผลกระทบเต็ม ๆ ก็คงฟื้นตัวได้อย่าง ต่อให้ทุกอย่างผ่านไปแล้วก็ยังคงฟื้นตัวกลับมายากมากอยู่ดี เช่นเดียวกับภาคเอสเอ็มอีที่ตัวเลขเครติดติดลบมาแล้วปีกว่า นั่นหมายถึงการไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ดังนั้นหากรัฐนิ่งเฉย ไม่ออกมาเป็นกันชนเพื่อช่วยทั้งหมดนี้ สุดท้ายก็จะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐฏิจในระยะยาว แต่การออกมาดำเนินการทั้งหมดในตอนนี้จะเป็นการลดแผลเป็น ช่วยให้แผลเป็นของครัวเรือนและเอสเอ็มอีเบาบางลง

