คนไทยมียีนกลายพันธุ์ “LZTFL1” ที่เป็นมรดกจาก “มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล” เมื่อ 60,000 ปีก่อน ประมาณ 7 % ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโควิด ไม่รุนแรงเท่าชาติกลุ่มเอเชียใต้ที่มียีนนีแอนเดอร์ทัล สูงที่สุด

27มิ.ย.65-ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี ได้โพสต์ข้อความล่าสุดผ่านเฟซบุ๊ค Center for Medicalยีนกลายพันธุ์ “LZTFL1” จาก “มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล(Neanderthals)” เมื่อ 60,000 ปีก่อน ได้ถูกถ่ายทอดมาสู่ “มนุษย์โฮโมเซเปียนส์ (modern human)” จากความสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวอันอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในปัจจุบันจำนวนมากเสียชีวิต
อีกหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ให้เห็นว่าการติดเชื้ออย่างรุนแรงและการเสียชีวิตจากโควิด-19 มีความเกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับพันธุกรรมของแต่ละบุคคล แม้บุคคลนั้นจะไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง “608” (ผู้สูงวัยตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป, กลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว 7 โรค และกลุ่มหญิงตั้งครรภ์) ที่ส่วนใหญ่จะมีอาการหนักเมื่อติดโควิด (ภาพ2)

การตรวจกรองยีนก่อโรคได้ย่อมมีโอกาสและวิธีการที่จะป้องกันการเกิดโรค (โควิด-19) ที่รุนแรงได้ เช่นให้กลุ่มเปราะบางได้รับการฉีดวัคซีนเมื่อมีการระบาดและเข้าถึงยาต้านไวรัสทันทีที่มีการติดเชื้อโควิด-19 เป็นต้น
“นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal)” เป็นมนุษย์ต่างพันธ์กับ “มนุษย์ปัจจุบัน (modern human หรือ Homo sapiens)” แต่มีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมเป็นอย่างมาก นีแอนเดอร์ทัลได้สูญพันธุ์ไปจากโลกเมื่อ 40,000 ปีก่อน โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด (ภาพ3)
จากการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของนีแอนเดอร์ทัลอาศัยดีเอ็นเอที่สกัดได้จากซากกระดูกที่หลงเหลืออายุประมาณ 60,000 ปีในถ้ำลึกหลายแห่งทั่วโลกมาเทียบเคียงกับรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของมนุษย์ปัจจุบัน ทำให้เชื่อได้ว่าในอดีตได้มีการผสมข้ามเผ่าพันธุ์ระหว่าง “นีแอนเดอร์ทัล” และ “มนุษย์ปัจจุบัน” อยู่บ่อยครั้ง โดยเริ่มขึ้นภายหลังจากที่มนุษย์ปัจจุบันบางส่วนได้มีการอพยพออกมาจากแอฟริกาเดินทางไปยังทวีปยุโรปและเอเชีย เมื่อประมาณ 60,000-120,000 ปี โดยพบการผสมข้ามสองสายพันธุ์เกิดขึ้นบ่อยครั้งในราว 40,000-60,000 ปีที่ผ่านมา (ภาพ 3)

นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบดีเอ็นเอที่มาจากนีแอนเดอร์ทัล ประมาณ 1-4 %ในแทบทุกชนชาติทั่วโลก ยกเว้นชนเผ่าแอฟริกันที่ไม่ได้อพยพออกมาจากแอฟริกา
ดร.เจมส์ เดวีส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีโนมและแพทย์ไอซียูแห่งมหาวิทยาลัย ออกซ์ฟอร์ด ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวรสาร “Nature” (ภาพ4) พร้อมแถลงในงานประชุม “Cheltenham Science Festival 2022” ว่าพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มียีน “LZTFL1” บนโครโมโซมคู่ที่ 3 ที่กลายพันธุ์ไปหนึ่งตำแหน่ง (ภาพ 5) ซึ่งยีนกลายพันธุ์ดังกล่าวมนุษย์ได้รับมาจากนีแอนเดอร์ทัล อันจะส่งผลให้มีความเสี่ยงที่เซลล์ปอดและเซลล์บริเวณทางเดินหายใจมีการติดเชื้อโควิด-19 ที่รุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าคนปรกติไม่มียีน “LZTFL1” กลายพันธุ์ (จากนีแอนเดอร์ทัล) ถึงสองเท่า โดยศึกษาจากผู้ติดเชื้อใน รพ. จำนวน 3,199 คน โดยมีกลุ่มประชากรควบคุม 897,488 คน
จากฐานข้อมูลโครงการจีโนมมนุษย์นานาชาติ “https://www.internationalgenome.org/”
พบยีน “LZTFL1” กลายพันธุ์ที่มนุษย์ปัจจุบันได้รับจากนีแอนเดอร์ทัล สูงที่สุดในกลุ่มประชากรเอเชียใต้ เช่น อินเดีย ปากีสถาน และ บังกลาเทศ พบน้อยในประชากรเอเชียตะวันออก เช่น เกาหลี และญี่ปุ่น พบบ้างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่พบเลยในประชากรแอฟริกันดั้งเดิม ดังนี้
i. ประชากรเอเชียใต้ (เช่น อินเดีย ปากีสถาน และ บังกลาเทศ) พบถึง 50%
ii. บังกลาเทศสูงถึง 63%
iii. ประชากรยุโรปพบเฉลี่ย 16%
iv. ประชากรลูกผสมอเมริกันพบเฉลี่ย (admixed American) 9%
v. ข้อมูลประชากรไทย จากฐานข้อมูลจีโนมอาสาสมัครประชากรไทยสุขภาพดีจำนวน 1,000 คน ที่ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รามาธิบดีได้ถอดรหัสพันธุกรรมไว้ พบยีน “LZTFL1” กลายพันธุ์ที่ได้รับจากนีแอนเดอร์ทัล ไม่มากไม่น้อย ประมาณ 7% (ภาพ4)

ซึ่งสอดคล้องกับสถิติที่พบว่าผู้คนที่สืบเชื้อสายมาจากบังกลาเทศ ปากีสถาน หรืออินเดียในอังกฤษมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโควิด-19 ระหว่างการติดเชื้อไวรัสโอไมครอนมากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ อัตราการเสียชีวิตของผู้ชายชาวบังกลาเทศในอังกฤษนั้นสูงกว่าผู้ชายชาวอังกฤษ 2.7 เท่า ในขณะที่ชายชาวปากีสถานมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าชาวอังกฤษ 2.2 เท่า ส่วนบรรดาสตรีชาวบังกลาเทศและปากีสถาน มีอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ในอัตราที่สูงกว่าสตรีชาวอังกฤษ 1.9 และ 2.5 เท่าตามลำดับ
ส่วนประชากรในเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบยีน “LZTFL1” กลายพันธุ์ที่ได้รับจากนีแอนเดอร์ทัลไม่มาก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกาหลีเหนือและญี่ปุ่น เวียดนามและไทยแม้จะมีการติดเชื้อโควิด-19 แต่อัตราผู้เสียชีวิตอยู่ในเกณฑ์ต่ำ
เป็นเรื่องที่น่าพิศวงที่ความแตกต่างของรหัสพันธุกรรมเพียงตำแหน่งเดียวซึ่งเปลี่ยนจาก “G เป็น A”จากจำนวนสามพันล้านตำแหน่งบนสายดีเอ็นเอที่ประกอบเป็นจีโนมมนุษย์ สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบรืเวณปอดและเสียชีวิตจากโควิดในมนุษย์ปัจจุบันได้มากกว่าสองเท่า
ยีน “LZTFL1” มีการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง 45,818,159 บนโครโมโซม 3 หากผู้ติดเชื้อมี “G” ที่ตำแหน่งนี้จะมีความเสี่ยงต่ำ และถ้าเป็น “A” (ที่ได้รับจากนีแอนเดอร์ทัล) จะมีความเสี่ยงสูงกว่าถึง 2 เท่าที่จะติดเชื้อรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต (ภาพ 5)

ทีมวิจัยของดร.เจมส์ เดวีส์ เชื่อว่าในคนที่มียีน “LZTFL1” ที่ไม่กลายพันธุ์ จะสามารถส่งสัญญาณให้เซลล์ในระบบทางเดินหายใจเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ “ตัวจับ หรือ receptor” บนผิวเซลล์ที่เรียกว่า “ACE2” ทำให้เชื้อไวรัสโควิด-19 เข้าจับกับ receptor บนผิวเซลล์ได้ยาก เป็นระบบป้องกันภัยของเซลล์เองจากการรุกรานของบรรดาไวรัส มิให้เข้าสู่เซลล์ได้โดยง่าย โดยจะช่วยขัดขวางการติดเชื้อลุกลามของไวรัสโคโรนา 2019 ร่วมกับระบบแอนติบอดี และระบบเซลล์เม็ดเลือดขาวที่จะเข้าทำลายเซลล์ติดเชื้อ ตรงข้ามหากผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มียีน “LZTFL1” กลายพันธุ์จากนีแอนเดอร์ทัลจะไม่สามารถส่งสัญญาณให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ “receptor” บนผิวเซลล์ที่เรียกว่า “ACE2” ได้ ทำให้ตกเป็นเป้านิ่งให้ไวรัสโคโรนา 2019 เข้ามาจับกับ receptor บนผิวเซลล์และแทรกตัวเข้าไปเพิ่มจำนวนภายในเซลล์ได้โดยง่ายปราศจากระบบป้องกันจากเซลล์ผู้ติดเชื้อ
ประมาณกันว่าจำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกจาก“LZTFL1” กลายพันธุ์(จากนีแอนเดอร์ทัล)อาจอยู่ในระดับหลายแสนหรือถึงหนึ่งล้านคนทีเดียว”
อย่างไรก็ตามเป็นความโชคดีที่นักวิจัยพบว่า“LZTFL1” กลายพันธุ์จากนีแอนเดอร์ทัลไม่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ปัจจุบัน โดยผู้ที่มียีนกลายพันธุ์ยังคงตอบสนองต่อวัคซีนที่ฉีดเข้าไปสร้างภูมิคุ้มกันได้ตามปกติ ดังนั้นศูนย์จีโนมทางการแพทย์ฯ กำลังทำวิจัยร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ ม. มหิดลเพื่อยืนยันให้ชัดเจนว่าในกลุ่มประชากรไทยผู้ที่มียีน LZTFL1 กลายพันธุ์ควรจัดร่วมอยู่ในกลุ่มเปราะบางที่เมื่อมีการติดเชื้อโคโรนา 2019 จะมีความเสี่ยงสูงหรือไม่ที่จะติดเชื้อรุนแรงอันอาจถึงแก่ชีวิต เช่นเดียวกับกลุ่ม 608 หากเป็นเช่นนั้น การฉีดวัคซีนจะช่วยป้องกันกลุ่มเปราะบางทั้งสองกลุ่มนี้มิให้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือติดเชื้อแต่มีอาการไม่รุนแรงได้ รวมทั้งการให้ยาต้านไวรัสในทันทีกับทั้งสองกลุ่มเมื่อมีการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อันถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการแพทย์แม่นยำ (Precision medicine) หรือการรักษาตามยีนนั้นเอง
ดร.เดวีส์ และผู้ร่วมทีมวิจัย ดร.ไซมอน อันเดอร์ดาวน์ จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด บรูคส์ ซึ่งเป็นนักมานุษยวิทยายังเปิดเผยว่ายีนนีแอนเดอร์ทัลได้ปรากฏในมนุษย์เป็นครั้งแรกเมื่อ 60,000 ปีก่อน จากการมีเพศสัมพันธ์ข้ามสายพันธุ์ระหว่างมนุษย์กับนีแอนเดอร์ทัล เกิดเป็นทารกลูกผสมเพียงคนเดียวที่มียีนกลายพันธุ์ดังกล่าว และต่อมาได้แพร่ยีนกลายพันธุ์ดังกล่าวมาสู่มนุษย์ในปัจจุบัน หากไม่มีเพศสัมพันธ์ในครั้งนั้นมนุษย์อาจจะไม่มียีนกลายพันธุ์ร้ายแรง “LZTFL1” จากนีแอนเดอร์ทัล อันก่อให้เกิดการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต (Susceptibility and Severity) ก็เป็นได้ (ภาพ6)

เหตุที่เราทราบว่ามีเป็นการถ่ายทอดยีนดังกล่าวจากการมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวจนเกิดบุตรที่เป็นผู้ส่งยีนต่อนั้น ก็เนื่องจากดีเอ็นเอบนสายจีโนมจะถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานภายหลังการเกิด โคโมโซม crossing over ในลักษณะเป็นกลุ่มที่เรียกว่าแฮ็ปโลไทป์บล็อก (haplotype block) ซึ่งรหัสพันธุกรรมที่เกิดในแฮ็ปโลไทป์บล็อกมีแนวโน้มที่จะถูกถ่ายทอดไปด้วยกันทั้งหมดเป็นชุดโดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในกรณีของยีน“LZTFL1” กลายพันธุ์จากนีแอนเดอร์ทัล นักวิจัยทีมนี้ได้ตรวจพบส่วนของยีน“LZTFL1” หรือแฮ็ปโลไทป์บล็อก ประกอบด้วยเบส 28 ตัว (A,T,G และ C เรียงสลับกันไปมา 28 ตำแหน่ง) ที่ไม่มีการเปลี่ยนของรหัสพันธุกรรมตั้งแต่ถ่ายทอดมาจากนีแอนเดอร์ทัลเมื่อ 60,000 ปีก่อน มาสู่มนุษย์ปัจจุบัน โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวที่มีการถ่ายทอดยีนกลายพันธุ์ดังกล่าวเริ่มจากเด็กลูกผสมเพียงคนเดียว (ภาพ6)
หมายเหตุ
แฮ็ปโลไทป์บล็อกเป็นช่วงจีโนมของสิ่งมีชีวิตที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง โดยขนาดถูกกำหนดโดยการเกิด โคโมโซม crossing over แฮปโลไทป์บล็อกสามารถถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูก หลาน เหลน ฯลฯ โดยรหัสพันธุกรรมภายในบล็อกไม่เปลี่ยนแปลง อย่างในกรณีของ “LZTFL1” จากนีแอนเดอร์ทัล ทีมวิจัยสามารถตรวจพบแฮ็ปโลไทป์บล็อกขนาด 28 base ที่รหัสพันธุกรรมไม่เปลี่ยนแปลง ถ่ายทอดจากทารกลูกผสมข้ามสายพันธุ์ ระหว่าง “มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล” กับ “มนุษย์โฮโมเซเปียนส์ (modern human)” เพียงคนเดียวที่ได้ถ่ายทอดยีนดังกล่าวแล้วแชร์มาสู่มนุษย์ปัจจุบัน เราไม่สามารถสังเกตขอบเขตของแฮพโลไทป์บล็อกได้โดยตรง จะตรวจพบโดยการใช้อัลกอริทึมพิเศษเข้าไปวิเคราะห์เพื่อดูตำแหน่งและขนาดแฮพโลไทป์บล็อกที่อยู่บนจีโนม (ภาพ6
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ภาคปชช. ร้อง 'บวรศักดิ์' ชง ก.พ. สอบใหม่ปมปลด 'หมอสุภัทร'
เครือข่าย ขสช. ร้องขอความเป็นธรรม 'บวรศักดิ์' ปมปลด 'หมอสุภัทร' วอน ก.พ. สอบสวนใหม่ กระทุ้งผู้บริหาร สธ. ยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง
วาทกรรมเตะตัดขา 'หมอฮีโร่' คำถามที่พรรคส้มไม่กล้าตอบ
กรณีของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เริ่มต้นจากเรื่องวินัยราชการ ไม่ใช่เรื่องความคิดเห็น ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ และไม่ใช่เรื่องเลือกข้างทางการเมือง หากแต่เป็นการตรวจส
นายกฯ ยันไทยยังปลอดผู้ติดเชื้อนิปาห์ ยึดต้นแบบเฝ้าระวังสมัยโควิด
นายกฯ ยันไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อนิปาห์ ขอให้ยึดโมเดลเฝ้าระวังสมัยโควิด คัดกรอง นทท.จากประเทศเสี่ยง แนะเลี่ยงสัมผัสมือ กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ สั่งสธ. แถลงหวั่นปชช.วิตก ชี้ติดต่อจากสารคัดหลั่งไม่ฟุ้งในอากาศ
ดักคอ 'ทักษิณ' อย่างัดมุกติดโควิด เบี้ยวขึ้นศาล 13 มิ.ย.
นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังอ้ำอึ้งเรื่องไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
รัฐบาลเตือนระวังสุขภาพหลัง โควิด-19 กลับมาระบาดในหลายภูมิภาค
นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกประกาศเตือนสถานการณ์ก

