เปลือยชีวิต 'เดอะมัส' จากนักร้องดังสู่อาชีพนักแสดง

หากพูดถึงชื่อ The Must (เดอะมัส) หรือ กฤชยศ เลิศประไพ เชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่คุ้นเคยนัก แต่ถ้าเป็นวัยรุ่นยุค 90 แน่นอนไม่มีใครไม่รู้จักนักร้องดังเจ้าของเพลงฮิต อัศวินม้าไม้ หรือเพลงอกหักอย่าง องศาที่ต่างกัน จากคนเบื้องหลังvยึดอาชีพนักแต่งเพลง สู่คนเบื้องหน้าในฐานะนักร้องอาชีพที่มีเพลงฮิตมากมาย และปัจจุบันกับเส้นทางใหม่ในการรับงานแสดงเป็นครั้งแรก ในภาพยนตร์ไทยแนวสยองขวัญ เรื่อง พนอ  ของบริษัท ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น จำกัด กำกับโดย ตั้ม-พุฒิพงศ์ สานศรีแก้ว

โดยปีนี้ 2569 เดอะมัส เปิดใจว่า กำลังมีภาพยนตร์ภาคต่ออย่าง พนอ2 ที่กำลังสร้างความสะพึงในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ส่วนในเรื่องงานเพลง หลังจากห่างหายไปนาน เจ้าตัวยยืนยันพร้อมแล้วที่จะกลับมาลุยอย่างเต็มตัว

“อาจจะด้วยจริงๆ แล้วเราเป็นคนเบื้องหลัง พอต้องมาสัมผัสบรรยากาศของคนเบื้องหน้า เรารู้สึกว่าเรามีบุคลิคแบบ หมอเจคิลกับมิสเตอร์ไฮด์ (นิยายโลกความจริงที่บีบให้เรามีหลายตัวตน) แล้วหลาย ๆ คนมีโอกาสได้เห็นความเป็นมิสเตอร์ไฮด์ของเรา ก็กลัว ไม่อยากให้คนได้เห็นด้านมืดของเรา  แล้วตอนนั้นเราจัดการกับความสำเร็จของตัวเองได้ไม่ดีเท่าที่ควร อีกอย่างเราเป็นคนเขียนเพลง ถ้ายังไม่มีเรื่องราวที่อยากจะพูด เราขอคิดไปเรื่อยๆ ก่อนดีกว่า อย่างตอนทำอัลบั้มแรก เรามีไอเดีย เรารู้ว่ากรอบเราอยู่ตรงไหน เราก็ทำตามกรอบอย่างเดียว พอมันมีจำนวนคนเข้ามาเรื่อย ๆ ในปี 40 มีค่ายเล็ก ๆ เปิดขึ้นเยอะ แล้วเพลงเริ่มเยอะขึ้น แต่เรายังหาความแตกต่างของงานของเราไม่ได้  ก็เลยเริ่มรู้สึกว่าใช้เวลากับมันเยอะพอสมควร ผมมีหนีไปอังกฤษ งดรับคอนเสิร์ต อยากอยู่กับตัวเอง

สำหรับคนอื่นอาจมีเป็นสเต็ป ไล่จากบันไดขั้นแรก ขั้นต่อๆ ไปจนถึงชั้นบน ชั้น 2 ชั้น 3 แต่ของผมเป็นศิลปินเดี่ยว มาเพลงแรกก็ดังเลย เราสำลักความสำเร็จ ทำให้รู้สึกว่าเราคอนโทรลอะไรไม่ได้ มีความอะไรบางอย่างที่เราไม่มีคนที่แบบคอยคอนโทรลเรา ไม่มีคนจัดการอะไรให้ คือความสำเร็จมันเข้ามาเร็วมันตั้งรับไม่ทัน ถ้าย้อนกลับไปช่วงนั้น มันมีอีโก้ ต้องยอมรับว่าตอนที่ทำอัลบั้มแรก มันเกิดจากอีโก้ของเรา เราถึงทำอัลบั้มแรกเป็นแบบนั้น เริ่มไม่เชื่ออะไรบางอย่าง แล้วเราทำอะไรตามความเชื่อของเรา มันมีอารมณ์เด็กดื้อ แล้วมาอัลบั้ม 2 เราก็ยังแบบดื้อที่จะทำอะไรอย่างนั้นต่อไป ซึ่งในความดื้อ มันสำเร็จนะ เดอะมัสดังขึ้นเรื่อยๆ แต่พอมาชุด 3 ซึ่งเราทำแล้วนะ แต่มันมีความรู้สึกว่ามันยังไม่ดีพอเท่า 2 ชุดแรก กว่าจะปล่อยอัลบั้ม 3 ใช้เวลาถึง 5 ปี ซึ่งทำให้เรารู้ว่าการเป็นนักร้อง วีซ่ามันขาดนะเว้ย ไม่ใช่ทุกคนจะจำเราได้ในฐานะนักร้องได้ตลอดไป พองานชุด 2 กับ 3 มันมีความห่างกันถึง 5 ปี มีคนรุ่นใหม่เข้ามาเรื่อย ไอ้ชื่อของเรามันก็หายไปเหมือนกัน เหมือนต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่

ถ้าถามว่าตอนนั้นดังขนาดไหน ก็อย่างเวลาเราไปธนาคาร เอาเช็คไปเข้าบัญชี เข้าไปคนต่อแถวกันอยู่แต่เราจะได้รับความพิเศษ สามารถลัดคิวคนอื่น ซึ่งผมจะไม่ชอบ เราก็จะไม่ไปสาขานั้นอีกเลย ผมยอมรับว่าตอนนี้นผมตอนโทรลความสำเร็จของตัวเองไม่ได้เลย ถ้ามีคนแปลกหน้าเข้าผมก็จะมีกำแพงมันที แล้วหน้าตาผมก็ไม่เป็นมิตรอยู่แล้ว คือตอนนั้นไม่มีใครสอนผมว่าควรทำยังไงกับความสำเร็จนั้น การคุยกับนักข่าวต้องทำยังไง พูดยังไง ไม่เหมือนตอนนี้จะมีพีอาร์ หรือ เออาร์ คอนดูแล

เรื่องเพลงผมทำไว้ตลอด เราเป็นคนแต่งเพลงไม่เคยทิ้งตรงนี้ แต่เรื่องการรับงานก็ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ผมไม่ค่อยรับเท่าไหร่ จนผู้จัดการยังบ่น แต่เมื่อตอนผมไปขึ้นคอนเสิร์ตเด็กเทป 5 ที่ไบเทค ผมต้องกลับมาซ้อมอย่างน้อย 3 เดือนก่อนขึ้นคอนเพื่อให้ร่างกายฟิต น้องมือกลองก็มีกระซิบว่าถ้าจะกลับมาซ้อมกันขนาดนี้พี่ทำต่อเนื่องเลยมั้ยครับ ผมอยากเล่นกับพี่นะ แต่ไม่อยากเล่นแบบอีเวนต์อยากเล่นแบบต่อเนื่องไปเลย ไม่ว่าจะแบบมีคนดูหรือไม่มีคนดู ผมอยากเล่นกับพี่ มันคือความสุขของผม ก็เลยทำให้ผมกลับมาแพลนว่าปีนี้เราจะซ้อมจริงจัง แล้วเดอะมัสจะกลับมาเต็มรูปแบบครับ จะเล่นแผนยาวนะ ไม่ได้เล่นแผนสั้น

 ส่วนเพลงใหม่แน่นอนต้องมีแน่นอน แผนของผมคือจะปล่อยแบบต่อเนื่อง ผมทำงานในวงการเพลงมาร่วม 30 ปี มีสถานภาพเป็นนักร้องอย่างน้อยมา 30 ปี เพราะฉะนั้นความตั้งใจของผมที่วางไว้คือ จะทำโปรเจกต์ thirty beyond เราจะปล่อยเพลงเริ่มจากต้นปีนี้เป็นเพลงที่ 1 และจะปล่อยไปเรื่อยๆ จนคบ 30 เพลง ตอนนี้ทำไปได้ประมาณ 11 เพลงแล้วครับ เมื่อก่อนรัยงานเป็นจ๊อบๆ อยากเล่นก็เล่น ไม่อยากเล่นก็ไม่เล่น แต่อันนี้ความรู้สึกมีความกระหายบางอย่าง อยากทำเพลง อยากเล่นดนตรี อยากสนุกสนาม ซึ่งก่อนหน้านี้มันไม่ไม่มีความรู้สึกแบบนี้เลย คือบางคนบอกว่าผมหมดไฟ ซึ่งจริงๆ ไม่ได้หมดไฟสำหรับการทำงาน เพราะยังแต่งเพลงละครตลอด เคยได้รางวัลระดับเอเชียด้วย  แต่หมดไฟในการจะเป็นฟอนต์แมน หมดไฟในการจัดการ แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับมาแล้ว (เดอะมัสจะกลับมาแบบยิ่งใหญ่) เรียกว่าเรากลับมาทำงานดีกว่า  ยอมรับว่าจากที่ตอนนั้นเราดังมากๆ แล้วเราหายไปแล้วมันคือการทิ้งโอกาสหลายๆ อย่างไป แต่ที่กลับมาก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลับมาเพื่อมารับโอกาสหรือมาขอโอกาส แต่แค่อยากทำ แต่ถ้าทุกคนให้โอกาสก็จะดีใจและขอบคุณที่ยังเอ็นดูกันครับ

(นอกจากงานเพลงมีไปรับงานแสดงด้วย) จู่ๆ ผู้จัดการก็บอกว่ามีหนังติดต่อมาเรื่องหนึ่ง อยากให้มาแสดง แล้วเรารู้สึกว่าตัวเราไม่ใช่นักร้องที่อยู่ในกระแส แล้วทำไม ถึงมีเข้ามา ตอนแรกนึกว่าคอลเซ็นเตอร์หรือเปล่า คือชื่อเราไม่น่าใช่ ชื่อเราไม่น่าจะถูกคัดเลือก งั้นขอรู้ได้มั้ยว่าเรื่องอะไร มีใครเล่นบ้าง เห็นรายชื่อก็ตัวท็อปของเด็กรุ่นใหม่ทั้งนั้น ส่วนผู้กำกับเป็นหนึ่งในทีมลองลอง ซึ่งเราก็รู้ว่าลองของเป็นหนังที่ดังมาก ประสบความสำเร็จมากๆ ก็ทำให้รู้สึกสนใจ แล้วคนอื่นต้องไปแคสต์ ของเราไม่ต้อง เราถูกเจาะจงมาเลยว่าต้องเป็นตัวละครตัวนี้  ยอมรับว่าก่อนหน้านั้นมีงานแสดงติดต่อมาบ้าง แต่ไม่ได้รู้สึกว่าอยากเล่น แต่เรื่องนี้ด้วยบท ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง มันเป็นอะไรที่ท้าทายเรามากๆ

(ต้องเล่นเป็น 2 คนแรคเตอร์ ยากมั้ยสำหรับมือใหม่งานแสดง) จริงๆ อย่างตัวละครที่ผมเล่นค่อนข้างเป็นความลับในหนัง แต่บอกได้ว่า 2 คาแรคเตอร์แตกต่างกันมาก  เจองานแสดงครั้งแรกก็เจอความยากซะแล้ว แต่ความโชคดีคือก่อนเปิดกล้องได้เรียนการแสดงบ้าง  เขาก็สอนเราหลายๆ อย่าง ตัวเองก็ไปทำการบ้านมาด้วย มีการไปศึกษาจากตัวละครของต่างประเทศหลาย ๆ เรื่อง อย่าง Hannibal Lecter ใน Hannibal ผสมกับ John Doe ใน Seven ผมรู้สึกว่าทั้ง 2 คนนี้เขามีความเยือกเย็น น่ากลัว และกะพริบตาน้อยมาก เอามาเป็นโครงสร้างแล้วพัฒนาใส่ความเป็นไทยให้กับคาแรกเตอร์ที่ผมได้รับในพนอ  ตอนนี้ก็มาถึงพนอ 2 แล้ว ก็เรียกได้ว่าเรากุมความลับอะไรบ้างอย่างของภาค 2 ผมเป็นตัวซีเครทพูดอะไรเยอะไม่ได้ แต่รับรองได้ว่ามันแน่นอน

 ส่วนในเรื่องงานแสดงผมอาจจะยังมีประสบการณ์ไม่ได้เยอะมาก ก็เลยรู้สึกว่าพลังงานของทีมงาน ของนักแสดงในเรื่อง มันช่วยให้เรามีพลังในการแสดง ความพิเศษของการแสดงในครั้งนี้มันจะมีหลายอย่างมากๆ ที่ผมไม่เคยทำ แต่เราต้องทำ อยากได้ไปดูกันในหนังครับว่าคืออะไร รับรองเซอร์ไพรส์แน่นอน (หลังจากได้ชิมบางเล่นหนังชอบการแสดงบ้างหรือยัง) ชอบนะ เรารู้สึกว่าการไปเล่นหน้าฉากมันสนุกดี  พนอ 2 มันมีความเข้มข้นอะไรบางอย่างมากกว่าภาคแรก ตอนจบภาคแรกนี่ยังคิดว่าภาค 2 จะไปต่อยังไง แต่พอได้คุยกับผู้กำกับ เขาเล่าให้ฟังคร่าวๆ เออมันไปต่อได้ สนุกด้วย มีเพิ่มตัวละครเข้ามา แฟนคลับก็จะได้เห็นศักยภาพของน้องๆ หลายๆ คน ผมอยากให้ทุกคนเข้าไปพิสูจน์เองในโรงภาพยนตร์ครับ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน ผมก็ขอฝากไว้ด้วยนะครับทั้งผลงานเพลงที่จะทยอยปล่อยในปีนี้ตลอดปี และหนังพนอ2 ที่กำลังฉายในโรงภาพยนตร์ ส่วนพนอ3 จะมีมั้ย ต้องติดตามครับ”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ไฟว์สตาร์' ตอกย้ำความสยอง จัดรอบกาล่าพรีเมียร์ 'พนอ2'

ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น เปิดตัวจัดใหญ่จัดเต็มกาล่าพรีเมียร์ภาพยนตร์ไสยศาสตร์เสียวสยองของแท้ความสําเร็จจักรวาล “ลองของ” สู่ตํานานความสยองของ “ครูพนอ” จะกลับมาเสียวสยองอีกครั้งใน “พนอ2” โดยภาพยนตร์จะบอกเล่าเรื่องราวหลังจากที่ พนอ ได้คืนพลังเทพสามตา ชีวิตของพนอก็เหมือนถูกรีเซ็ตเริ่มความทรงจําใหม่กับการเรียนในรั้ววิทยาลัยครูอย่างที่เธอใฝ่ฝัน โดยมี เปี๊ยก คอยเฝ้ามองและช่วยเหลือเธออยู่ห่างๆ

'ครูพนอ' กลับมาพร้อมความหลอนบทใหม่

ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น ถือฤกษ์ดีจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์ พนอ 2 โดยจัดพิธีใหญ่สำหรับทุกคนที่มาร่วมงานเพื่อปัดเป่า ป้องกัน คุ้มครองในสิ่งที่เรามองไม่เห็นส่งท้ายปี เพื่อเปิดโภคทรัพย์ให้ทุกท่านได้รับเงินรับทองรับแต่สิ่งดีๆตลอดไป โดยอาจารย์หนุ่ม หมอดูเทวดา แชมป์ศึกชิงจ้าวหมอดูประเทศไทย เป็นผู้ทำพิธีในครั้งนี้

ตำนานเสียวสยองกลับมาอีกครั้ง ในภาพยนตร์ไสยศาสตร์ 'พนอ2'

ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น ถือฤกษ์ดีตอกย้ำความแรงแบบทวีคูณ จัดบวงสรวงเปิดกล้องภาพยนตร์ “พนอ 2” สานต่อความสำเร็จจากภาพยนตร์ พนอ ซึ่งภาคแรกที่ถือว่าเป็นภาพยนตร์แนวไสยศาสตร์ที่มาแรงรายได้เปิดตัวอันดับ 1 ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกของต้นปี 2568