'พิธา' ทวงสัญญาเอ็มโอยู 'เพื่อไทย-ก้าวไกล' ลงเรือลำเดียวกัน คือสิ่งที่ประชาชนต้องการ

"พิธา" รับกังวล หากเสนอญัตติซ้ำหวังสกัดคนเดียว ชี้ แก้ม. 272 ไม่ได้เป็นเพราะอารมณ์นำ มอง ก้าวไกล-เพื่อไทย ลงเรือลำเดียวกัน เพื่อจัดตั้งรัฐบาลของประชาชน

18 ก.ค.2566 - ที่รัฐสภา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงความกังวลเนื่องจาก การประชุมจากวิปทั้งสามฝ่ายยังไม่มีข้อสรุป เสนอที่จะตนเป็นนายกรัฐมนตรี นายพิธา กล่าวว่า ยังไม่ได้ติดตามรายละเอียด วันนี้จะมีการประชุมส.ส.ของพรรคก้าวไกล ซึ่งจะมาฟังว่าผลการเจรจาของวิปทั้งสามฝ่าย เป็นอย่างไร ในเรื่องของข้อบังคับคดีต่างๆ ซึ่งตนยังไม่ทราบรายละเอียดจึงไม่ทราบว่าจะต้องกังวลหรือไม่ แต่เมื่อวาน (17ก.ค.) นี้ ที่มีการประชุม 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ได้มีการอธิบายในเรื่องของกฎหมายไว้หลายข้อ ซึ่งทางฝ่ายกฎหมายของแต่ละพรรคได้ถกกัน ในเรื่องของรัฐธรรมนูญ เช่นญัตติข้อบังคับมาตรา 151 ดังนั้นจึงต้องมีการพูดคุยกันในรายละเอียดในที่ประชุมอีกที

เมื่อถามว่า เสียงที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญจะต้องมีจำนวนเท่าไหร่ นายพิธา กล่าวว่า หากเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซนต์ หรือ 345-350 เสียง ก็เป็นทิศทางที่ดี

ส่วนการแก้ไขมาตรา 272 ที่ดำเนินโดยพรรคก้าวไกลเอง อย่างที่เคยกล่าวไปว่า ไม่ได้เป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์ หรือเป็นการถ่วงเวลา แต่เป็นการตัดสินใจด้วยสถิติ

ถามว่า หากทางพรรคก้าวไกลจะเปิดทางให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลพรรคก้าวไกลจะต้องแถลงด้วยตนเองก่อนหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า เมื่อถึงเวลาก็ต้องเป็นอย่างนั้น

ซักว่า มีความเห็นอย่างไร ที่ทางพรรคเพื่อไทย ได้ระบุว่าจะต้องมีแผนสำรอง ในการส่งชื่อแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย นายพิธากล่าวว่า ตนยังไม่เห็นสถานการณ์ที่มีความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น ตนติดให้สัมภาษณ์สื่อตั้งแต่ช่วงเช้าจึงยังไม่ได้ดูในรายละเอียด

เมื่อถามว่าการแก้ไข เอ็มโอยู จะต้องอยู่ภายใต้กรอบอะไรหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ตอนนี้เอ็มโอยู ยังเหมือนเดิมอยู่ และยังไม่ได้รับการติดต่อจากพรรคไหนว่าให้มีการแก้

ถามอีกว่า ในการโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 แม้เสียงคะแนนเสียงเพิ่มขึ้น แต่ยังคงไม่ผ่าน ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อใช่หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า หากได้ผลลัพธ์ เราก็สามารถปรับยุทธศาสตร์ได้เรื่อยๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ หากไม่ได้ผลลัพธ์อะไรก็แสดงว่ายุทธศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่สามารถต้านแรงสกัดได้ ก็ต้องยอมให้ประเทศชาติเดินหน้าไปต่อได้

ซักว่าหากมีการลดเพดานการแก้ไขมาตรา 112 อาจจะทำได้ให้ได้เสียงสนับสนุนที่เพิ่มขึ้น นายพิธากล่าวว่า จากการอภิปรายวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ทั้งจากทางส.ว. และพรรคก้าวไกล ทำให้เห็นภาพได้มากขึ้น บางคนก็เห็นว่าเป็นเรื่องของความยืดหยุ่นมากกว่า ว่าตกลงใครเป็นคนฟ้องเพื่อให้ถูกเป้าหมายเดียวกัน รวมถึงเพื่อไม่ให้ใครนำมาตราดังกล่าวมารังแกคนอื่นได้ ซึ่งการถกเถียงกันก็ทำให้เราเข้าใกล้กันมากขึ้น ไม่ใช่แค่จะแก้หรือไม่แก้ แต่เป็นเรื่องรายละเอียดแต่ละข้อที่หลายคนกังวลใจ ตนมองว่ามีความคืบหน้ามากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจในสังคมไทย

ส่วนที่มีกระแสข่าวจะเสนอมาตรา 41 กังวลใจหรือไม่ว่าไม่ให้เสนอญัตติซ้ำ จะทำให้ไม่สามารถเสนอชื่อตนได้อีกรอบนั้น กังวลใจถ้าจะทำเช่นนี้เพื่อสกัดกั้นตนคนเดียว และให้เป็นเรื่องของระบบทั้งหมด หากมัดตนและพรรคก้าวไกล ก็จะมัดพรรคอื่นๆ ด้วย หากเป็นในเชิงรัฐศาสตร์ ต่อไปนี้ไม่ว่าจะเป็นคนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะต้องมีการเสนอชื่อ หากเป็นญัตติหมด ไม่ว่าจะเป็นฝั่งศาล ฝ่ายบริหาร หรือสภา แล้วโดนบังคับเช่นนี้หมด ก็จะเป็นการผูกที่แก้มัดได้ยากมาก และจะเป็นปัญหาต่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไปในอนาคต

ส่วนที่มีความพยายามสลับขั้วเพื่อ ให้ฝั่งตรงข้ามมาเป็นรัฐบาล ตนไม่สามารถฟันธงได้ แต่จะทำแค่สกัดกั้นตนให้หมดสิทธิ์ในการโหวตนายกรัฐมนตรี เป็นสิ่งที่ไม่น่าทำ

เมื่อถามว่ามีการ ปรับเอ็มโอยูเพื่อดึงพรรคที่ 9 และ 10 เข้ามาร่วมนั้น มีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง นายพิธากล่าวว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน ในเรื่องแบบนั้นเท่าที่ทราบก็เป็นไปอย่างที่แถลงเมื่อวาน แต่ในตอนนี้ไม่ได้มีความคืบหน้าอะไร

ซักว่าหากพรรคขั้วรัฐบาลเดิมยอมโหวตให้ จะมีการร่วมงานกันหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ต้องพูดคุยกันอีกครั้งนึง

ถามอีกว่าหากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลพรรคก้าวไกลจะต้องอยู่ในสมการเดียวกันหรือไม่นายพิธา กล่าวว่า นั่นคือสิ่งที่ประชาชนต้องการ ในเมื่อเป็นรัฐบาล ที่จัดตั้งโดย 8 พรรค มีเอ็มโอยูชัดเจน เราทำงานกันมาถึงขนาดนี้ ในฐานะที่ตนเป็นพรรคอันดับหนึ่งไม่สามารถไปต่อได้ ก็จะต้องส่งไม้ต่อให้พรรคอันดับสอง ตนมองว่าเราลงเรือลำเดียวกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลความหวังของประชาชน

ส่วนจะมีการนำข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยไปพิจารณาหรือไม่ ในกรณีการลดเพดานมาตรา 112 ตนไม่ทราบว่าข้อเสนอนั้นจบไปแล้วหรือไม่ แต่ถ้าจบไปแล้วก็เป็นข้อเสนอที่จบไปแล้ว ก็คง ไม่เป็นข้อเสนอที่เหลืออยู่ของพรรคภูมิใจไทย

ถามว่าย้ำว่าเป็นโค้งสุดท้ายก่อนการโหวตนายกแล้วจะมีการไปคุยกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า คงไม่จำเป็น

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เอาแล้ว! ศรีสุวรรณปูด กกต.มีหนังสือลับเรียกมาให้ข้อมูลปม 'ธนาธร' ดีลตั้งรัฐบาลกับทักษิณ

ศรีสุวรรณเผย กกต.มีหนังสือ 'ลับ' เรียกสอบปมธนาธรคุยดีลตั้งรัฐบาลกับทักษิณเข้าข่ายควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำพรรคการเมืองหรือไม่

ศาลลงโทษหนัก! คุก 1 ปี 'นครชัย' อดีต สส.ส้ม มิให้เป็นเยี่ยงอย่าง

ศาลจำคุก 'นครชัย ขุนณรงค์' อดีต สส.ระยอง 1 ปี ไม่รอลงอาญา คดีเคยติดคุก ขาดคุณสมบัติ-เเจ้งความเท็จ ลงสมัครเลือกตั้งปี 66 ชี้มิให้เป็นเยี่ยงอย่างบุคคลอื่น ก่อนให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์

ชัดแล้ว! 'กล้าธรรม' ฝ่ายค้าน ‘อนุทิน’ ชี้ทุกพรรคต้องทำได้หลายหน้าที่ ย้ำ 'ภท.' ก็เคยเป็น

‘อนุทิน’ บอก ทุกพรรคต้องทำได้หลายหน้าที่หลัง “กล้าธรรม” ออกตัวเป็นฝ่ายค้าน ลั่น ”ภูมิใจไทย“ ก็เคยเป็น ยก คำวินิจฉัย ศาลรธน. ตั้งรัฐมนตรีมีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว ขอเพลย์เซฟไว้ก่อน

'ทวี' รับยังไม่เคยคุยร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย ลั่นมีอุดมการณ์เป็นฝ่ายค้านถอดถอนนายกฯได้

"ทวี สอดส่อง" รายงานตัว สส. บอกส่วนตัวยังไม่เคยคุยกับ “ภูมิใจไทย”ให้ร่วมรัฐบาล แต่ประสานผ่านเลขาพรรคฯ ลั่น เป็นเอกสิทธิ์ สส.โหวตเลือกนายกฯ มองบทบาทฝ่ายค้านสำคัญกว่ารัฐบาล เหตุที่ผ่านมานายกฯตกเก้าอี้ แค่สส.เข้าชื่อ1ใน 10 มาแล้ว ชี้ ฮั้ว สว. - เขากระโดง อยู่ในกระบวนการ หากแทรกแซงรับไม่ได้

'สุชาติ' ลั่นไม่ยึดตำแหน่ง แล้วแต่ผู้ใหญ่ในพรรค

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะ สส.ชลบุรี พรรค ภท. ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนจะดำรงตำแหน่งเดิมในรัฐบาลชุดหน้าหรือไม่ ว่า เรื่องของตำแหน่งเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ในพรรค ต้องรอนโยบายจากผู้บริหารพรรคอีกครั้งหนึ่ง