รัฐบาล มุ่งแก้หนี้ครัวเรือน จัดมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ ก.ย.65-ม.ค.66

24 ก.ย.2565 - นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม และเป็นระบบ โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้รายย่อยผ่านการจัดงาน “มหกรรมร่วมใจแก้หนี้: มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน” โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันของกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันทางการเงินต่าง ๆ ตลอดจนชมรมของผู้ประกอบธุรกิจทางการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวก ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดกับประชาชน

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าวแบ่งเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรก เป็นการเปิดช่องทางการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ระหว่างลูกหนี้ที่ประสบปัญหาการชำระเงินและยังไม่ได้รับความช่วยเหลือกับเจ้าหนี้ ผ่านระบบออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2565 โดยขณะนี้มีสถาบันทางการเงินตอบรับเข้าร่วมงานแล้ว 56 ราย ครอบคลุมหนี้จากสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล เช่าซื้อรถ จำนำทะเบียนรถ นาโนไฟแนนซ์ รวมถึงสินเชื่อที่อยู่กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ และสินเชื่อทุกประเภทของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ส่วนระยะที่สอง เป็นการเพิ่มโครงการส่งเสริมความรู้ทางการเงินควบคู่กับการสร้างวินัยทางการเงิน รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนที่มีความจำเป็นสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสถาบันทางการเงินของรัฐ ซึ่งจะจัดงานมหกรรมสัญจร ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาคทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะจัดระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2565 – มกราคม 2566

นอกจากนี้ รัฐบาลยังคำนึงถึงการแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนเพื่อให้ครอบคลุมลูกหนี้ทุกประเภท ได้แก่ รายย่อย SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา โดยแบ่งเป็น 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้

1. การแก้หนี้เดิม ปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวให้สอดคล้องกับสภาพคล่องลูกหนี้แต่ละราย ซึ่งปัจจุบันได้ให้ความช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่ธนาคาร (non-bank) จำนวน 3.84 ล้านบัญชี มูลค่ารวม 2.9 ล้านล้านบาท, กลุ่มลูกหนี้กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จำนวน 340,000 ราย, กลุ่มลูกหนี้ครูที่ได้เข้าร่วมโครงการสร้างโอกาสใหม่ให้ครูไทย จำนวนกว่า 41,000 ราย, กลุ่มลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ได้เข้าร่วมโครงการคลีนิกแก้หนี้ จำนวนกว่า 87,000 ราย

2. การเติมเงินใหม่ ผ่านโครงการสินเชื่อซอฟต์โลน สินเชื่อฟื้นฟู และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งล่าสุดมีผู้ประกอบการ SMEs ได้รับความช่วยเหลือไปแล้วทั้งสิ้น 133,245 ราย เป็นวงเงิน 324,989 ล้านบาท รวมทั้งยังมีโครงการอื่น ๆ เช่น โครงการสร้างงานสร้างอาชีพ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) Re-open ธุรกิจโรงแรมและ Supply Chain ของโรงแรม เป็นต้น

3. การให้คำปรึกษาและให้ความรู้เพื่อเสริมทักษะทางการเงิน ผ่านโครงการหมอหนี้เพื่อประชาชน โดยปัจจุบันมีลูกหนี้ขอรับคำปรึกษาแล้วกว่า 4,500 ราย ซึ่งจะส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ทักษะการประกอบอาชีพ และความรู้ด้านดิจิทัลให้กับลูกหนี้ ขณะเดียวกัน ยังได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาทักษะทางการเงิน พ.ศ. 2565 – 2570 ซึ่งมีเป้าหมายให้ประชาชนเกิดความตระหนักรู้ มีทักษะในการบริหารจัดการเงินอย่างมีประสิทธิภาพและมีวินัยทางการเงิน

“รัฐบาลเน้นย้ำการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องมีการแก้ไขปัญหา วางมาตรการทั้งในระยะสั้น และระยะยาวให้ครอบคลุมลูกหนี้ทุกประเภท โดยจะแก้ไขปัญหาหนี้สินที่มีอยู่เดิม สร้างรายได้ผ่านการให้สินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพเพิ่มเติม ตลอดจนสร้างภูมิคุ้มกันด้านการสร้างทักษะทางการเงินให้ประชาชน ทั้งนี้ เพื่อให้ความรู้ ให้โอกาส สร้างความมั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน” นายอนุชา กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศบก. ชี้กองทุนน้ำมันติดลบ 4.2 หมื่นล้าน ไม่ชัดตรึงราคาช่วงสงกรานต์

ศบก. แถลงจับเพิ่มผู้ประกอบการกักตุนน้ำมัน สระบุรี 3 ราย อยุธยา 2 ราย ตีปี๊บเริ่มจำหน่าย E20 แล้ว เผยกองทุนน้ำมันติดลบ 4.2 หมื่นล้านบาท ไม่ชัดตรึงราคาช่วงสงกรานต์ ยันพยายามดูแลเต็มที่

นายกฯ จ่อตั้ง 'โบว์ ณัฏฐา' นั่ง 'โฆษก ศบก.'  เจ้าตัวโผล่สังเกตการณ์แถลงข่าวประจำวัน

ภายหลังที่นายเกษมสันต์ วีระกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์  ได้กล่าวเสนอแนะแนวทางการสื่อสารของรัฐบาลต่อหน้า นายอนุทิน

ทบ. แจงเยียวยาทหารเสียชีวิตสู้รบไทย-กัมพูชา เงินรัฐบาล 10 ล้าน อยู่สำนักงบฯ รออนุมัติ

ทบ. แจงเงินเยียวยาทหารเสียชีวิตจากการเหตุสู้รบไทย-กัมพูชา ในส่วนรัฐบาล 10 ล้านบาท เรื่องอยู่ที่สำนักงบประมาณ ขณะที่เงินพระราชทาน สินไหมทดแทนภัยสงคราม และบำนาญพิเศษ มอบให้ครอบครัวผู้สูญเสียแล้ว

'นิพิฏฐ์' สวน 'พิพัฒน์' อย่าใช้ไม้บรรทัดคนรวยวัดคนจน

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีต สส.พัทลุง โพสต์ข้อความว่า อย่าใช้ไม้บรรทัดคนรวยไปวัดคนจน

ดร.เจษฎ์ จี้รัฐบาลเปิดความจริงโครงสร้างราคาน้ำมัน หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนทำลายความเชื่อมั่น

ดร.เจษฎ์ ชี้ประเทศยังไม่เข้าสู่ขั้นวิกฤตพลังงาน แต่หากรัฐบาลบริหารจัดการไม่ดี อาจลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

'สนธิรัตน์' ซัดปมความโปร่งใสรัฐบาล วิกฤตกว่าราคาน้ำมัน แนะ 4 ข้อสำคัญต้องลงมือทำทันที

ในสถานการณ์ที่หลายอย่างเพิ่มขึ้น สิ่งที่ยังไม่เพิ่มและมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องคือความโปร่งใสของรัฐบาลในการจัดการวิกฤต ซึ่งนำไปสู่การลดลงของความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐ