9 ธ.ค.2564 - รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กเผยแพร่บทความเรื่อง "กรณีศึกษาของพิมรี่พาย" เขียนโดยศาสตราจารย์ ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเนื้อหาดังนี้ กรณีของพิมรี่พายเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะเข้าใจถึงคำว่า “พัฒนา” (development) มิใช่ การเจริญเติบโต (growth) ของอะไรสักอย่าง เช่น GDP หรือ ความสูงใหญ่ของคน แต่เพียงลำพัง หากแต่หมายรวมถึง คุณภาพ เพราะ ขนาดของคนที่เติบโตสูงใหญ่ขึ้นมามิได้หมายรวมถึงขนาดของ “สมอง” แต่อย่างใดไม่ เป็นผู้ใหญ่แล้วแต่ประพฤติปฏิบัติยังเป็นเด็กอยู่ก็โตแต่ตัว (เจริญเติบโต) แต่ไม่มีพัฒนาการ
การขยายตัวหรืออีกนัยหนึ่งคือการเจริญเติบโตของ GDP เกิดได้หลายทาง แต่โดยหลักแล้ววัดจาก "มูลค่าเพิ่ม" (value added) ในสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา เมื่อนำไปเทียบกับปีที่ผ่านมาแล้วคิดเป็นร้อยละก็จะได้ อัตราการเจริญเติบโตเช่น ปี 2564 GDP มีมูลค่า 1.05 ล้านล้านบาท เมื่อนำไปเทียบกับ ปี 2563 ที่หากมีมูลค่า 1.0 ล้านล้านบาท ก็จะได้อัตราการเจริญเติบโต(growth rate)เท่ากับร้อยละ 5 แต่ใส้ในของร้อยละ 5 นี้มาจากแหล่งใด ในเชิงพัฒนาแล้วมีความสำคัญมากกว่าตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตร้อยละ 5
การเพิ่มขึ้นของมูลค่าบริการรักษาความปลอดภัยเองจากมีการก่อการร้ายมากขึ้น หรือ ต้องใช้จ่ายในงบตำรวจ/ทหารเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยเนื่องจากเกิดม็อบ 3 นิ้ว แม้จะมีส่วนทำให้ GDP ขยายตัว แต่มิได้ทำให้เกิดการพัฒนาแต่อย่างใด
ในทางตรงกันข้าม หากงบวิจัยที่ใช้จ่ายเพื่อพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด 19 แม้จะไม่ได้ผลสำเร็จตามที่คาดหมายเอาไว้ แต่ก็มีความหมายต่อการพัฒนาเพราะอย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าแนวทางที่ทดลองค้นคว้าอยู่นี้มันไปไม่ได้
การสร้างยี่ห้อหรือแบรนด์สินค้า/บริการ หรือ การลงทุนในการศึกษาของคน จึงเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในทุนที่จับต้องไม่ได้(intangible capital)ซึ่งจะมีผลต่อGDPและการพัฒนาในระยะยาว
สินค้าญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดีว่าจากสินค้าที่มีคุณภาพชั้น 2-3 ในอดีต(เหมือนสินค้าจากจีนในปัจจุบัน)ได้พัฒนาปรับปรุงคุณภาพและขายในยี่ห้อของตนเองจนบัดนี้กลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยมที่สามารถตั้งราคาได้สูงกว่าของคู่แข่งทั้งที่สามารถใช้งานได้ไม่แพ้กัน กล้องถ่ายรูป รถยนต์ รถจักรยานยนตร์ ผลิตภัณฑ์อาหาร เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการสร้างยี่ห้อ ลองเอ่ยชื่อมาดู
ส่วนการศึกษาก็เช่นกันเป็นการสร้างคนให้มีคุณภาพมิใช่โตแต่ตัวแต่ขาด ค.ว.ย. คิด-วิเคราะห์-แยกแยะ เช่นไทยในปัจจุบัน ที่เรียกร้องแต่ประเด็นที่เป็นกระพี้ ไว้ผมยาว ไม่ต้องใส่เครื่องแบบ หรือไปเลยเถิดจนถึงล้มเจ้าเพราะไม่แยกแยะหรือคิดวิเคราะห์ไม่เป็นว่า ระหว่างสถาบันฯกับนักการเมืองอันใดเป็นอุปสรรคในการพัฒนามากกว่ากัน เอาแต่เชื่อเพราะหลงใหลเชื่อในคำสอนของศาสดาตนเอง
ปรากฏการณ์ "พิมรี่พาย" จึงมิใช่ตัวอย่างของการพัฒนาและมิใช่การเจริญเติบโตเสียด้วยซ้ำเพราะเธอขายแต่สินค้ายี่ห้อของคนอื่นและส่วนใหญ่น่าจะมาจากต่างประเทศ ไลฟ์สดก็ด้วยแพลทฟอร์มและเทคโนโลยีของคนเช่นกัน
มีอะไรบ้างที่เธอสร้างขึ้นมานอกจากซื้อมาขายไป? ดังนั้นไม่ว่าจะสร้างส่วนต่างกำไรได้มากเท่าใดก็หาได้เกิดผลต่อ GDP ไทยไม่
ทำน้ำเต้าหู้ขายยังมีมูลค่าเพิ่มกับ GDP ไทยมากกว่าเพราะมีการใช้วัตถุดิบและแรงงานจากภายในประเทศแถมยังอาจมียี่ห้อและเทคโนโลยีของตนเองอีกด้วย
ดังนั้นการขายสินค้านำเข้าหรือสินค้ามือสอง เช่น เล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หลักทรัพย์ดิจิตอล เช่น คริปโตเคอร์เรนซี หรือ การพนันไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ล้วนไม่ได้ส่งผลต่อมูลค่าเพิ่มที่จะเพิ่มขึ้นใน GDP แต่อย่างใด
การพนันเป็นเพียงการถ่ายโอนอำนาจซื้อ(ได้-เสีย) ระหว่างผู้เล่น ส่วนสินค้ามือสอง เช่น หุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็ถูกนับไปแล้วตั้งแต่การทำ IPO ตอนนำหุ้นมาขายในรอบแรก ดังนั้นไม่ว่าจะมีการซื้อขายอีกกี่ทอดก็ไม่นับเพราะนับไปแล้ว
ประเทศเราที่ต้องแข่งขันกับคนอื่นต้องการอะไรมากกว่ากัน?
ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.สุวินัย' ยกนิทานเด็ก 'พระราชาที่แก้ผ้า' เทียบพรรคส้มและบรรดาด้อม
ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์
'ดร.สุวินัย' ชำแหละ 'ส้ม' สู้แบบเอาศีรษะชนกำแพงด้วยตรรกะของเด็กเอาแต่ใจ!
ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์
'นักวิชาการ' เปิดเบื้องลึก ทำไมไม่ควรให้ 'พรรคส้ม' ขึ้นมา 'ทดลองบริหารเศรษฐกิจ' ในช่วงเปราะบางที่สุด
ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง ทำไมโครงสร้างการเมือง–เศรษฐกิจไทย ไม่ควรให้พรรคแบบพรรคส้มขึ้นมา “ทดลองบริหารเศรษฐกิจ” ในช่วงเปราะบางที่สุดของประเทศ มีเนื้อหาดังนี้
‘กรุงไทย’คาด GDP ปี 2569 เติบโต 1.8%
‘กรุงไทย’ ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เติบโต 1.8% ช้ากว่าเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6 ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน SMEs จำเป็นต้องผ่าตัด ปรับโมเดลธุรกิจเจาะตลาดเฉพาะทางและต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อพลิกฟื้นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยตามแนวทาง Reinvent Thailand

