โฆษกรัฐบาลตีปี๊บหนักยกเว้นวีซ่าจีน-คาซัคฯ จะทำให้คนไทยชีวิตดีขึ้น!

โฆษกรัฐบาลเชื่อมั่นความสำเร็จจากการดำเนินมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา กระตุ้นการเดินทางนักท่องเที่ยวจีน เพิ่มความเข้มแข็งศักยภาพการแข่งขันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

27 ก.ย.2566 - นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลของมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (Visa Exemption) ตั้งแต่ 25 ก.ย.2566 – 29 ก.พ. 2567 ให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางสัญชาติจีนและคาซัคสถาน ซึ่งผลพบว่าวันที่ 25 ก.ย.2566 วันเดียว นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยถึง 10,988 คน และในวันที่ 26 ก.ย.2566 นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยถึง 11,160 คน ถือเป็นตัวเลขที่สูงพอสมควร ทำให้รัฐบาลมั่นใจว่าผลของการดำเนินมาตรการ จะกระตุ้นตัวเลขทางเศรษฐกิจ ฟื้นฟูการท่องเที่ยวได้ตามที่ตั้งใจ

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า รายงานล่าสุดจากเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เผยว่า ทันทีที่รัฐบาลประกาศใช้ Visa Exemption ได้กระแสตอบรับจากชาวจีนจำนวนมาก กลายเป็น Talk of China ยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์เพื่อท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และมียอดจองเฉพาะในเดือนตุลาคมเข้ามาแล้วกว่า 650,000 คน ขณะที่สื่อต่างชาติล้วนให้ความสนใจ นำเสนอข่าวการท่องเที่ยวไทยที่กลับมาได้รับความนิยมจากชาวจีนต่อเนื่อง เช่น ยอดจองแพ็กเกจทัวร์จากบริษัท Spring Tours ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. – 1 ต.ค.2566 ถูกขายจนเกือบเต็ม การค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวของไทยในเว็บไซต์ Trip.com เพิ่มขึ้น 800% ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนความสำเร็จจากนโยบายดังกล่าว ที่สามารถกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีน ให้เป็นอีกกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย รวมทั้งพลิกฟื้นตัวเลขการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ด้วยการคลี่คลายข้อจำกัดในการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีน ทั้งเรื่องระยะเวลาและค่าใช้จ่าย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยได้ง่ายขึ้น ประกอบกับช่วงเวลาดำเนินมาตรการฯ ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ครอบคลุมช่วง Golden week ที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมออกเดินทางท่องเที่ยว ต่อเนื่องถึงช่วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่ จะยิ่งช่วยผลักดันสู่เป้าหมายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

ทั้งนี้ สถิตินักท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทย จากรายงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมในช่วงเดือน ม.ค.– ก.ย.2566 ทั้งหมด 19,339,039 คน ขณะที่ ททท. คาดการณ์ว่า มาตรการ Visa Exemption นี้ จะกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีน ให้เดินทางเข้าประเทศไทยรวมประมาณ 4.01 – 4.4 ล้านคนในปี 2566 และ ในช่วง 5 เดือนที่มีมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีน ประมาณ 2,888,500 คน สร้างรายได้ 140,313 ล้านบาท

“มาตรการด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาลไม่ได้มีเพียงเท่านี้ แต่เป็นการดำเนินมาตรการควบคู่ไปอีกหลายส่วน อาทิ การดูแลความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว 365 วัน กระตุ้นศักยภาพการเดินทางเส้นทางบินระหว่างประเทศ การอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งมั่นใจว่าด้วยความร่วมมือร่วมใจของภาครัฐและภาคเอกชนจะทำให้การดำเนินมาตรการของรัฐบาลประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมเกิดประโยชน์แก่ประเทศ เพิ่มการจ้างงาน ให้ประชาชนมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน” นายชัยกล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โฆษกรัฐบาลยันไม่ได้ยุบ 4 หน่วยงาน แค่ปรับกลไกเงินบำรุงเข้าสู่ระบบงบประมาณ

โฆษกรัฐบาล โต้ปมเงินเหล้า–บุหรี่ ย้ำไม่ได้ยุบ 4 หน่วยงาน–ตัดภารกิจ แต่ปรับกลไกเงินบำรุงเข้าสู่ระบบงบประมาณ ชี้ร่างกฎหมายยังไม่บังคับใช้ มุ่งโปร่งใส–วินัยการคลัง

ถึงคิวเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์! ระดับน้ำเกิน 100% ขอ ปปช.อพยพ-ยกของขึ้นที่สูง

เผย 'เขื่อนเจ้าพระยา' ปล่อยน้ำ 2,300 ลบ.ม./วินาที แบบขั้นบันไดไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./ วินาที 'เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์' ระดับเกิน 100 % ขอประชาชนริมน้ำยกของขึ้นที่สูง สั่ง ผวจ. รอรับฝนระลอกใหม่ 4-5 ต.ค.นี้

เข้ากรุแน่! อนุทินขึงขังฝ่ายปฏิบัติงาน-ขรก.เกียร์ว่างแก้น้ำท่วม

โฆษก รบ. เผย 'อนุทิน' ฮึ่ม ฝ่ายปฏิบัติงาน-ขรก.ประจำ เกียร์ว่างแก้น้ำท่วม พร้อมเด้งเข้ากรุ ขอผู้ว่าฯ กทม. ขยาย WFH สั่ง ผวจ.ตรวจสอบคุณภาพอาหาร รับระบุวันน้ำแห้ง กทม.ชัดเจนไม่ได้ แต่จะทำให้เร็วที่สุด

'สุชาติ' เผยผลเวที GLSTF 2026 เดินหน้าตามนโยบายรัฐบาล ดันไม้เศรษฐกิจถูกกฎหมาย–ยั่งยืน เชื่อมตลาดโลก สร้างมูลค่าเพิ่มให้ไทย

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมงาน Global Legal and Sustainable Timber Forum 2026 (GLSTF 2026) ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนแนวทางด้านกฎหมาย การค้า การพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ และการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืนกับนานาประเทศ