นักวิชาการธรรมศาสตร์เตือนผลกระทบหลังเหตุ “สแกนม่านตาแลกคริปโตฯ” ชี้ข้อมูลชีวมิติอาจถูกนำไปสวมรอยเปิดบัญชีม้า–ทำธุรกรรมผิดกฎหมาย แนะ ETDA ออกแนวทางใหม่แทนการใช้ม่านตา พร้อมชี้ตัวอย่างจีน–เกาหลีใต้ที่ใช้เส้นเลือดฝ่ามือและ Fido passkey เสริมระบบพิสูจน์ตัวตนให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น
27 พฤศจิกายน 2568 - จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) สั่งระงับการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบสแกนม่านตาเพื่อแลกคริปโตเคอเรนซี และให้ผู้ให้บริการด้านการพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ (Proof of Human) ดังกล่าว ลบข้อมูลม่านตาและข้อมูลส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องของประชาชนที่มีการดำเนินการไปแล้วจำนวน 1.2 ล้านคน เนื่องจากดำเนินการไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA)
ผศ. ดร.วสิศ ลิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่เพิ่งเจอกับเหตุการณ์ลักษณะนี้ แต่มีหลายประเทศที่เจอเหตุการณ์คล้ายกันจากผู้ให้บริการด้านการพิสูจน์ความเป็นมนุษย์บนโลกออนไลน์เดียวกันแล้ว และประเทศเหล่านั้นก็ได้มีการสั่งระงับ รวมถึงให้ลบข้อมูลของประชาชนในประเทศที่ถูกเก็บข้อมูลไปแล้วเช่นกัน อาทิ สเปน เยอรมนี เคนยา ฯลฯ
ทั้งนี้ แม้ว่าการสแกนม่านตาเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์ จะเป็นวิธีการพิสูจน์ความเป็นมนุษย์บนโลกออนไลน์ที่ทำได้ง่ายที่สุด และยังไม่สามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำเลียนแบบขึ้นมาได้ ซึ่งแตกต่างกับการใช้ใบหน้าที่ AI ทำขึ้นมาได้ หรือการใช้ลายนิ้วมือซึ่งมีความบอบบางและเปลี่ยนได้ง่ายจากปัจจัยแวดล้อม แต่วิธีการสแกนม่านตาก็มีความเสี่ยง โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ที่ สคส. สั่งระงับการดำเนินการก็สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาล โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) จะต้องมีการกำหนดแนวทางการพิสูจน์ยืนยันความเป็นมนุษย์ใหม่ ที่ไม่ใช่แค่การใช้ข้อมูลม่านตาหรือการสแกนม่านตา
นั่นเพราะวิธีนี้มีความเสี่ยง หากบริษัทผู้ให้บริการด้านการพิสูจน์ความเป็นมนุษย์บนโลกออนไลน์มีการเก็บข้อมูลม่านตาของผู้ใช้งานไว้ แล้วข้อมูลนี้ถูกส่งต่อ ถูกนำไปขาย หรือหลุดรอดออกไป อาจทำให้ผู้ที่เคยสแกนม่านตาเอาไว้ถูกสวมรอย เพื่อนำไปทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมายได้
“บริษัทสามารถสวมรอยเป็นใครก็ได้ที่บริษัทมีข้อมูลอยู่ หรือถ้ามีการนำไปขายต่อก็จะทำให้ใครก็สวมรอยใช้ข้อมูลของคนนั้นๆ ไปทำอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะในทางที่ดีหรือทางที่ไม่ดีอย่างการเปิดบัญชีม้า การทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย การทำหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-passport) หรือการซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์ ฯลฯ ได้ ฉะนั้น ETDA ควรต้องหาแนวทางใหม่นอกเหนือจากวิธีการนี้” ผศ. ดร.วสิศ กล่าว
ผศ. ดร.วสิศ กล่าวอีกว่า จริงๆ แล้วใน White paper หรือเอกสารรายงานข้อมูลเชิงลึกของบริษัทผู้ให้บริการด้านการพิสูจน์ยืนยันความเป็นมนุษย์ที่ถูก สคส.สั่งระงับ ระบุเอาว่า ดำเนินการเก็บเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า Biometrics reference คือแค่เก็บสัญลักษณ์บางส่วนที่ระบุว่าเป็นตัวคนๆ นั้น แต่ไม่ได้เก็บม่านตาไปจริง ทว่าในทางปฏิบัติจริง เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเขาเก็บจริงไหม หรือที่ถูกสั่งให้ลบได้ลบจริงไหม เพราะไม่มีอะไรยืนยันการมีหรือไม่มีอยู่ของข้อมูลนั้นได้ ฉะนั้นหากไม่ได้ลบก็จะนำไปใช้สวมรอยได้ มากกว่านั้นถ้ามีการพัฒนาไปถึงขั้นเอาข้อมูลม่านตาต่างๆ ไปสังเคราะห์สร้างม่านตาใหม่ หรือตัวตนปลอมแล้วไปหลอกระบบว่าเป็นคนจริงได้ ถ้าถึงขั้นนั้นอาจแยกไม่ออกแล้วว่าม่านตาที่ใช้จริงหรือปลอม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในส่วนของวิธีการพิสูจน์ความเป็นมนุษย์อื่นๆ สามารถดูตัวอย่างแนวทางได้จากต่างประเทศ อาทิ จีนที่ให้ใช้การยืนยันความเป็นมนุษย์ทางเลือกอื่นนอกจากทางกายภาพ (Biometrics) ร่วมด้วย เช่น การพิสูจน์ผ่านเส้นเลือด และอัตราการเต้นของหัวใจบนฝ่ามือ หรือเกาหลีใต้ที่ใช้ระบบ Fido Passkey หรือ การสร้างรหัส แบบที่เก็บรหัสบางส่วนไว้กับตัวผู้ใช้ (Private key) และบางส่วนไว้บนคลาวด์ (Public key) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการระบุตัวตน
สำหรับประเทศไทยอยากแนะนำให้ศึกษาวิธีของจีน และเกาหลีใต้ เพราะเป็นทางออกที่ดี แต่การใช้ระบบ Fido passkey ทาง ETDA อาจต้องออกแบบระบบลงทะเบียนที่สร้างความปลอดภัยให้กับรหัสได้ด้วย เพราะการลงทะเบียนมีอยู่ 2 วิธี คือ 1. การลงทะเบียนโดยเอาตัวตนไปปรากฏ ณ สถานที่ และ 2. ลงทะเบียนโดยใช้ข้อมูล Biometrics คำถามคือในวิธีที่ 2 จะใช้ข้อมูล Biometrics อะไรในการลงทะเบียน เพราะถ้าใช้ใบหน้า หรือม่านตาก็สุ่มเสี่ยงเหมือนที่กล่าวไปแล้ว
“ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่วิธีการพิสูจน์ความเป็นมนุษย์บนโลกหายไป ในอนาคตคนทั้งโลกจะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ทำบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะโพสต์ข้อความ เสียงพูดคุย เห็นหน้าเห็นตา คือสิ่งที่มาจากมนุษย์จริงๆ เพราะ AI สามารถเลียนแบบได้หมดแล้ว ฉะนั้นการระบุอัตลักษณ์หรือตัวตนของมนุษย์บนโลกออนไลน์จึงมีความสำคัญมาก และต้องรักษาเอาไว้” ผศ. ดร.วสิศ กล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ประเสริฐ' รีบปัดข่าวให้การดีเอสไอไม่มีข้อความทำ 'ธรรมนัส' เสียหาย!
'ประเสริฐ' ปัดข่าวคำให้การดีเอสไอหลุด ยันไม่มีข้อความทำ 'ธรรมนัส' เสียหาย แจงเอ็มโอยูไร้เรื่องสแกนม่านตา เผยได้รับคำชี้แนะจากหลายหน่วยงานก่อนเซ็น มองเป็นเรื่องการเมือง ถูกปูดประเด็นมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง
ร้อนฉ่า! เปิดคำให้การ 'ประเสริฐ' ต่อดีเอสไอ คดี 'สแกนม่านตา' ระบุ 'ธรรมนัส' เป็นคนแนะนำกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ให้ทำ MOU
จากกรณี กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568 เพื่อตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ภายใต้โคร
'ไชยชนก' แย้ม 'DSI' มีข้อมูลโยง 2 นักการเมือง ปม MOU บ.สแกนม่านตา
'ไชยชนก' ชี้หน้าที่ 'ดีเอสไอ' สอบสวน หลังพบข้อมูลนักการเมือง 1-2 คน เอี่ยว MOU กระทรวงดีอี-บ.สิงคโปร์ สแกนม่านตา โยงฟอกเงินดิจิทัล
ก.ล.ต. ไม่ยืนยันการสแกนม่านตาเพื่อแลกเหรียญ WLD ถูกกฎหมายหรือไม่
ตามที่ปรากฏในสื่อมวลชนว่า ก.ล.ต. ระบุว่า การชักชวนให้ประชาชนสแกนม่านตาผ่านอุปกรณ์สแกน (Orb) โดยได้รับแจกเหรียญ Worldcoin (WLD)

