
นายวรวิทย์ สุขบุญ ประธานกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม เป็นประธานในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการระหว่างคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์หรือกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ผู้บริหารสำนักงาน ก.พ. และเจ้าหน้าที่สำนักงานพิทักษ์ระบบคุณธรรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านการพิทักษ์ระบบคุณธรรม
ณ โรงแรมเซ็นทารา ซันไรซ่า เรสซิเดนซ์ แอนด์ สวีท ศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งงานสัมมนาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์มุ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทบทวนปัญหา อุปสรรค และกำหนดแนวทางการปฏิบัติงาน รวมทั้งยกระดับรูปแบบคำวินิจฉัยให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ควบคู่กับการเสริมสร้างพลังการทำงานเป็นทีมผ่านกิจกรรมเพื่อสังคม พร้อมทั้งมอบนโยบายการดำเนินงานของ ก.พ.ค. ประจำปีพ.ศ. 2569 และแถลงผลงานของ ก.พ.ค. ประจำปี พ.ศ. 2568 มีรายละเอียดดังนี้
ก.พ.ค. ชุดที่ 3 ประกอบด้วย นายวรวิทย์ สุขบุญ ประธานกรรมการ ก.พ.ค. นายสมฤทธิ์ ไชยวงค์(ลาออกเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2567) นายสิทธิพงษ์ ปึงวงศานุรักษ์ นายภาณุ สังขะวร นายสุรพันธ์บุรานนท์ นายอติโชค ผลดี และนายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ กรรมการ ก.พ.ค. ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2566 ได้เร่งขับเคลื่อนภารกิจวินิจฉัยเรื่องอุทธรณ์และร้องทุกข์
ภายใต้บริบทที่มีเรื่องค้างดำเนินการจำนวนมากถึง 1,056 เรื่องในช่วงเริ่มต้นการปฏิบัติหน้าที่ โดย ก.พ.ค.ได้ดำเนินงานอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้จำนวนเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิม 1,056 เรื่อง รับใหม่ 875 เรื่อง รวมเป็น 1,931 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 1,219 เรื่อง คงเหลือ 712 เรื่องในปี 2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้ ปี 2566 เรื่องค้าง 1,056 เรื่อง รับใหม่ 274 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 347 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จมากกว่าเรื่องรับใหม่ 73 เรื่อง คงเหลือ 983 เรื่อง ปี 2567 รับใหม่ 279 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 392 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จมากกว่าเรื่องรับใหม่ 113 เรื่อง คงเหลือ 870 เรื่อง ปี 2568 รับใหม่ 322 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จ 480 เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จมากกว่าเรื่องรับใหม่ 158 เรื่อง คงเหลือ 712 เรื่อง

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าในช่วงปี 2566–2568 ก.พ.ค. สามารถดำเนินการพิจารณาเรื่องแล้วเสร็จได้มากกว่าเรื่องที่รับใหม่รวมทั้งสิ้น 344 เรื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ก.พ.ค. ชุดที่ 3ในการเร่งสะสางเรื่องค้างและคืนความเป็นธรรมแก่ข้าราชการ อีกทั้งยังแสดงถึงประสิทธิภาพด้านการดำเนินงานทั้งในเชิงปริมาณและการบริหารจัดการเรื่องอุทธรณ์และร้องทุกข์อย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2568 ก.พ.ค. มีสถิติการรับเรื่องอุทธรณ์จากการถูกลงโทษทางวินัย จำนวน225 เรื่อง จำแนกตามกระทรวง พบว่ามีผู้ยื่นอุทธรณ์จากกระทรวงมหาดไทยมากที่สุด จำนวน 47 เรื่อง รองลงมา ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 43 เรื่อง และกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 29 เรื่อง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 27 เรื่อง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จำนวน 20 เรื่อง กระทรวงยุติธรรม จำนวน 19 เรื่อง และกระทรวงการคลัง จำนวน 15 เรื่อง ขณะที่กระทรวงคมนาคม มีจำนวน 5 เรื่อง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีจำนวนเท่ากันที่กระทรวงละ 3 เรื่องตามด้วยกระทรวงแรงงาน จำนวน 2 เรื่อง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน1 เรื่อง กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 1 เรื่อง และผู้ยื่นอุทธรณ์ที่ไม่สังกัดกระทรวง จำนวน 1 เรื่อง

สำหรับสถิติการรับเรื่องร้องทุกข์ในปี พ.ศ. 2568 ก.พ.ค. มีการรับคำร้องทุกข์รวมทั้งสิ้น จำนวน97 เรื่อง เมื่อจำแนกตามส่วนราชการที่ผู้ยื่นคำร้องทุกข์สังกัด พบว่ามีผู้ยื่นคำร้องทุกข์จากกระทรวงสาธารณสุขมากที่สุด จำนวน 40 เรื่อง รองลงมา ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย จำนวน 13 เรื่อง กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 9 เรื่อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงยุติธรรม กระทรวงละ 6 เรื่อง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 5 เรื่อง สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 4 เรื่อง กระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ยื่นคำร้องทุกข์ที่ไม่สังกัดกระทรวง กระทรวงละ 3 เรื่อง กระทรวงการต่างประเทศ จำนวน 2 เรื่อง ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงพลังงาน มีจำนวนกระทรวงละ 1 เรื่อง
พร้อมกันนี้ เมื่อจำแนกสถิติการรับเรื่องร้องทุกข์ในปี พ.ศ. 2568 ตามลักษณะกรณีที่มีการยื่นคำร้องทุกข์ พบว่าส่วนใหญ่เป็นกรณีเกี่ยวกับการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้ง จำนวน 30 เรื่อง รองลงมา ได้แก่กรณีการมอบหมายงานหรือการมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ช่วยราชการ จำนวน 20 เรื่อง กรณีการประเมินผลการปฏิบัติราชการ จำนวน 12 เรื่อง และกรณีการย้าย จำนวน 7 เรื่อง ขณะที่กรณีถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย มีจำนวน 3 เรื่อง นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของ ก.พ.ค. หรือเป็นการยื่นคำร้องผิดหน่วยงาน (ผิดหลง) จำนวน 25 เรื่อง

สำหรับผลการพิจารณาเรื่องอุทธรณ์และร้องทุกข์ในปี พ.ศ. 2568 นายวรวิทย์ สุขบุญ ได้แถลงว่าก.พ.ค. ได้วินิจฉัยเรื่องอุทธรณ์จำนวน 389 เรื่อง และเรื่องร้องทุกข์จำนวน 91 เรื่อง รวมทั้งสิ้น 480 เรื่องโดย ก.พ.ค. ได้พิจารณาให้ความเป็นธรรมและคืนความเป็นธรรมให้แก่ข้าราชการ ในส่วนของเรื่องอุทธรณ์ พบว่า กรณีอุทธรณ์ฟังขึ้น เช่น การยกเลิกคำสั่งลงโทษ จำนวน 17 เรื่อง กรณีอุทธรณ์ฟังขึ้นบางส่วน เช่นการลดโทษ จำนวน 61 เรื่อง กรณียกอุทธรณ์ จำนวน 260 เรื่อง และกรณีจำหน่ายออกจากสารบบ จำนวน51 เรื่อง ส่วนเรื่องร้องทุกข์พบว่า กรณีร้องทุกข์ฟังขึ้น เช่น การยกเลิกคำสั่ง ยกเลิกประกาศ หรือยกเลิกผลการคัดเลือก จำนวน 9 เรื่อง กรณียกคำร้องทุกข์ จำนวน 34 เรื่อง กรณีจำหน่ายออกจากสารบบ จำนวน 23 เรื่อง และกรณีร้องทุกข์ผิดหลง จำนวน 25 เรื่อง ทั้งนี้ เรื่องอุทธรณ์และร้องทุกข์ในปี 2568ที่มีรายละเอียดน่าสนใจ ดังนี้
1. เรื่องการใช้รถราชการ
พฤติการณ์ของผู้อุทธรณ์ที่นำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้ ส่วนมากเป็นการนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว เช่น ไปวัดทุกวันพระ ไปงานพี่เพื่อนน้อง ไปร่วมงานเลี้ยงส่วนราชการ งานเลี้ยงเกษียณ งานเลี้ยงสังสรรค์ ไปศาลหลักเมือง ไปทำบุญทอดกฐิน ตักบาตรเทโว ทำวัตรเช้า สวดมนต์เย็น งานศพ งานบวช เป็นต้น อีกทั้งในการเติมน้ำมันรถยนต์ส่วนกลางนั้น ผู้อุทธรณ์ได้เบิกจ่ายเงินค่าน้ำมันจากเงินงบประมาณของทางราชการ การที่คู่กรณีในอุทธรณ์มีคำสั่งลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและระดับโทษเหมาะสมแก่กรณีความผิดแล้ว อุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์
การนำรถยนต์ราชการไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ เพียงลำพัง และเป็นผู้ขับขี่รถยนต์ราชการด้วยตนเอง เสมือนเป็นรถประจำตำแหน่ง ซึ่งผลที่เกิดขึ้นไม่คุ้มค่ากับชีวิตการรับราชการมายาวนานกว่า36 ปี แต่ต้องจบลงเพียงเพราะการทุจริตค่าน้ำมันรถ ซึ่งในกรณีนี้เป็นเงินเพียงจำนวน 15,616.89 บาทแต่กลับต้องถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ อีกทั้งยังต้องถูกดำเนินคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ดังนั้น ในการใช้รถยนต์ราชการจึงต้องเป็นไปเพื่อกิจการอันเป็นส่วนรวมของทางราชการและต้องคำนึงถึงการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย
2. เรื่องการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง
ผู้อุทธรณ์ดำรงตำแหน่งท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแห่งหนึ่ง ได้รับอนุมัติให้ดำเนินโครงการตามแผนปฏิบัติราชการ ประจำปีของจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 เพื่อจัดกิจกรรมมหกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัด งบประมาณจำนวน 603,000 บาท โดยผู้อุทธรณ์เป็นผู้ดำเนินการจัดทำขอบเขตของงาน (TOR) โดยแบ่งวงเงินการจัดทำโครงการแยกเป็น 2 กิจกรรม งบประมาณจำนวน 496,000 บาท
และจำนวน 107,000 บาท โดยปรากฏว่าทั้งสองกิจกรรมมีวัตถุประสงค์ของโครงการเหมือนกัน การจัดงานมีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน สถานที่เดียวกัน แต่ผู้อุทธรณ์กลับเป็นผู้จัดหาผู้รับจ้างจำนวน 2 ราย และเป็นผู้จัดหาสถานที่ด้วยตนเอง จนกระทั่งดำเนินโครงการแล้วเสร็จ โดยที่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไม่ได้มีการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้ใดรับผิดชอบ ไม่มีการจัดทำรายงานขอซื้อขอจ้างหรือแต่งตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยผู้อุทธรณ์ได้สั่งการให้มีการดำเนินการจัดทำเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างขึ้นภายหลังเพื่อเป็นหลักฐานในการเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้าง
การกระทำของผู้อุทธรณ์เป็นการจงใจแยกกิจกรรมทำให้วงเงินในแต่ละกิจกรรมไม่เกิน 500,000 บาท เพื่อให้สามารถดำเนินการจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคาได้และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้รับจ้าง พฤติการณ์ของผู้อุทธรณ์จึงมีเจตนากระทำการแบ่งจ้างอันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุพ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 22 ประกอบหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค (กวพ.) 0421.3/299 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2558 และยกเว้นการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติในการจัดหาพัสดุด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์และด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ และเป็นการกระทำโดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมเพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคาให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 แม้ไม่เกิดความเสียหายเป็นเงินเนื่องจากไม่มีการเบิกจ่ายเงินจากทางราชการ แต่การกระทำของผู้อุทธรณ์เป็นเหตุให้ผู้รับจ้างยื่นฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดและสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต่อศาลเพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหาย แม้ต่อมาผู้อุทธรณ์ได้นำเงินส่วนตัวมาชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้รับจ้างแล้วก็ตามก็ไม่เป็นเหตุให้การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดแต่อย่างใด ดังนั้น การที่คู่กรณีในอุทธรณ์มีคำสั่งลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการจึงชอบด้วยกฎหมายและระดับโทษเหมาะสมแก่กรณีความผิดแล้ว อุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์
3. เรื่องเมาแล้วขับ
การที่ผู้อุทธรณ์ถูกเจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีและพนักงานอัยการศาลแขวงอุบลราชธานียื่นฟ้องผู้อุทธรณ์ต่อศาลแขวงอุบลราชธานี ขอให้ลงโทษตามมาตรา 43 (2) มาตรา 160 ตรี แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ขับรถในขณะเมาสุรา) และข้อ 3 ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 16 (พ.ศ. 2537) ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2537 กรณีที่ผู้อุทธรณ์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ประเภทเบียร์ ผู้อุทธรณ์ได้ขับรถยนต์ไปตามถนนชยางกูร อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี พบเจ้าพนักงานตำรวจตั้งจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ เจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ของผู้อุทธรณ์ได้60 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งมีคำพิพากษาว่า ผู้อุทธรณ์มีความผิดตามฟ้อง จำคุก 2 เดือน ปรับ 14,000 บาท ผู้อุทธรณ์ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 7,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้อุทธรณ์เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี การกระทำของผู้อุทธรณ์จึงเป็นการกระทำความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ดังนั้น การที่คู่กรณีในอุทธรณ์มีคำสั่งลงโทษลดเงินเดือนผู้อุทธรณ์ในอัตราร้อยละ 2 จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และระดับโทษ เหมาะสมกับกรณีความผิดแล้ว อุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์
4. กรณีถูกลงโทษซ้ำจากเหตุไม่ควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาที่กระทำทุจริต
ผู้อุทธรณ์ซึ่งปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ มิได้ควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติงานด้านการเงิน ส่งผลให้ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำทุจริตทั้งการถอนเงินมัดจำรังวัดไม่ส่งบัญชีและการเบิกค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวจากเงินนอกงบประมาณเป็นประโยชน์ส่วนตน รวมเป็นเงินจำนวนมาก แม้ผู้อุทธรณ์จะไม่ได้มีส่วนร่วมแต่ถูกพิจารณาว่าบกพร่องในฐานะผู้บังคับบัญชา หน่วยงานจึงมีคำสั่งลงโทษตัดเงินเดือนผู้อุทธรณ์ ๒ ครั้งจากเหตุที่เกิดในช่วงเวลาเดียวกันและมีลักษณะต่อเนื่องกัน ก.พ.ค. เห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวควรถูกรวม
เป็นเรื่องเดียวและออกคำสั่งลงโทษเพียงครั้งเดียวจึงจะเหมาะสม ดังนั้น การที่หน่วยงานออกคำสั่งลงโทษตัดเงินเดือนผู้อุทธรณ์ครั้งที่ 2 โดยมิได้ยกเลิกคำสั่งลงโทษครั้งแรกก่อน ถือเป็นการลงโทษซ้ำ ส่งผลให้คำสั่งลงโทษครั้งที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์จึงฟังขึ้น วินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งลงโทษครั้งที่ 2
5. กรณีเบิกค่าตอบแทนนอกเวลาราชการไม่ถูกต้องตามระเบียบ
ผู้อุทธรณ์ซึ่งได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าเรือนจำชั่วคราว ได้เข้าศึกษาในระดับปริญญาโทในช่วงปี 2556–2558 ซึ่งตรงกับวันและเวลาที่ได้จัดทำเอกสารขอเบิกค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ต่อมาหน่วยงานเห็นว่าการลงลายมือชื่อเวรล่วงหน้าและการจัดทำเอกสารเบิกจ่ายดังกล่าวเป็นการรายงานข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ เป็นการกระทำโดยทุจริตและเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงจึงมีคำสั่งลงโทษไล่ผู้อุทธรณ์ออกจากราชการ ก.พ.ค. เห็นว่า ผู้อุทธรณ์ได้จัดทำตารางเวรให้ผู้คุมพิเศษทราบ และลงลายมือชื่อในใบรายเดือนและใบรายวันล่วงหน้าทั้งเดือน รวมถึงผู้อุทธรณ์ก็ลงลายมือไว้ล่วงหน้าทั้งเดือนเช่นกัน เอกสารการขอเบิกค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ จึงไม่สอดคล้องกันกล่าวคือได้มีการสับเปลี่ยนเวรกันแล้ว ทั้งนี้ ค่าตอบแทนในเวลากลางคืนและกลางวันมีอัตราเท่ากัน ไม่ปรากฏว่ามีการทุจริต แต่เป็นการปฏิบัติงานที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ พฤติการณ์ของผู้อุทธรณ์เป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง อุทธรณ์ฟังขึ้นบางส่วน วินิจฉัยให้ลดโทษจากไล่ออกจากราชการเป็นลดเงินเดือนในอัตราร้อยละ 2
6. เรื่องกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเลื่อนเงินเดือน
การที่ผู้บังคับบัญชาได้ประเมินผลการปฏิบัติราชการของผู้ร้องทุกข์ ในรอบการประเมินที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 (วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2567) โดยผู้ประเมินและผู้รับการประเมินมิได้ตกลงร่วมกันกำหนดค่าเป้าหมายในแต่ละตัวชี้วัด ว่ามีค่าเป้าหมายในเชิงปริมาณหรืในเชิงคุณภาพของแต่ละระดับควรเป็นอย่างไร ส่งผลให้ผู้ประเมินอาจทำการประเมินผลการปฏิบัติราชการ
ตามอำเภอใจ และผู้บังคับบัญชาไม่ได้แจ้งผลการประเมินให้ผู้ร้องทุกข์ทราบก่อนที่จะส่งผลการประเมินผลการปฏิบัติราชการให้กลุ่มบริหารทรัพยากรบุคคลเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองผลการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการ ผู้ร้องทุกข์จึงไม่มีโอกาสทราบผลการประเมินดังกล่าว
ซึ่งผู้ร้องทุกข์อาจใช้สิทธิคัดค้านโดยไม่ยอมลงชื่อรับทราบผลการประเมินหรือใช้สิทธิโต้แย้งผลการประเมินทำให้ข้อมูลการประเมินผลการปฏิบัติราชการที่กลุ่มบริหารทรัพยากรบุคคลเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองเป็นข้อมูลที่เสนอเพียงด้านเดียว ซึ่งอาจส่งผลต่อการพิจารณาเสนอความเห็นต่อคู่กรณีในการร้องทุกข์ และแม้ว่าผู้บังคับบัญชาจะได้ดำเนินการแจ้งผลการประเมินผลการปฏิบัติราชการให้กับผู้ร้องทุกข์ได้ทราบเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ก็เป็นเวลาที่เกิดขึ้นภายหลังจากการดำเนินการเสร็จสิ้นในทุกขั้นตอน และคู่กรณีในการร้องทุกข์ได้มีคำสั่งเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตามผลการปฏิบัติราชการดังกล่าวแล้ว กรณีจึงเป็นการไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อ 9 (2) และ ข้อ 9 (5) ของหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญ ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1012/ว 20 ลงวันที่ 3 กันยายน 2552 จึงเป็นการดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อคู่กรณีในการร้องทุกข์นำผลการประเมินผล
การปฏิบัติราชการของผู้ร้องทุกข์ในรอบการประเมินที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 (วันที่ 1 ตุลาคม 2566ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2567) ไปใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนให้แก่ผู้ร้องทุกข์ จึงเป็นการดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน คำร้องทุกข์ฟังขึ้น วินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวเฉพาะในส่วนที่เลื่อนเงินเดือนให้แก่ผู้ร้องทุกข์ และให้คู่กรณีในการร้องทุกข์ดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติราชการและเลื่อนเงินเดือนของผู้ร้องทุกข์เสียใหม่ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ. กำหนดไว้ต่อไป
นอกจากนี้ ภายในงานสัมมนาดังกล่าว ก.พ.ค. ได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์และกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ได้แก่ นายณัฐพันธ์ ปฏิเสน นายนรินทร์ฤทธิ์ กลิ่นพิบูลย์และนายสิทธิศักดิ์ ไม้สนธิ์ ซึ่งเป็นผู้มีจำนวนผลการปฏิบัติงานที่ดำเนินการเสร็จสิ้นสูงกว่าจำนวนมาตรฐานระดับดีเยี่ยม ประจำปี พ.ศ. 2568 พร้อมกันนี้ ได้มีการมอบประกาศนียบัตรให้แก่ นายสมพล กาญจนโสภณ พันตำรวจโท ปฐม นาคะเสงี่ยม นายเนรมิตร จันทร์ศรีรัตน์ นายจำรัส คงเอี่ยม และนายสมยศ กาสี ซึ่งเป็นผู้มีจำนวนผลการปฏิบัติงานที่ดำเนินการเสร็จสิ้นสูงกว่าจำนวนมาตรฐานระดับดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568 ทั้งนี้ เพื่อเป็นความภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการวินิจฉัย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทบ.เปิดประตูต้อนรับประชาชนร่วม พิธี 'รำลึกสดุดีวีรชนทหารกล้า' จากเหตุสู้รบไทย-เขมร
ทบ. เปิดประตูต้อนรับประชาชนร่วม พิธี 'รำลึกสดุดีวีรชนทหารกล้า' จากเหตุสู้รบไทย-เขมร ร่วมวางกุหลาบขาวที่กำแพงอนุสรณ์ เชิญชววนเขียนข้อความส่งถึงทหารในพื้นที่จัดงาน- ออนไลน์
อุตุฯ เตือนอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิสูงขึ้น ใต้มีฝนเล็กน้อย
กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าว่า ประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิสูงขึ้น กับมีหมอกบางในตอนเช้า แต่ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ทบ. ยันงดฝึกภาคสนามเขาชนไก่ 8 ก.พ.นี้ หนุน นศ.วิชาทหารใช้สิทธิเลือกตั้ง
พลตรี วินธัย สุวารี เลขานุการกองทัพบกและโฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงกรณีการฝึกของนักศึกษาวิชาทหารในช่วงวันเลือกตั้งว่า กองทัพบกได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วว่า ในวันที่ 8 ซึ่งตรงกับวันเลือกตั้ง จะไม่มีการฝึกนักศึกษาวิชาทหารในทุกกรณี เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิ์ในการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งของนักศึกษา
โฆษก ทบ. แจงเบิกเบี้ยเลี้ยงทหารชายแดนล่าช้า ติดขั้นตอนจัดทำงบ เหตุใช้กำลังพลเพิ่ม 3-4 หมื่นนาย
พล.ต.วินทัย สุวารี เลขานุการกองทัพบกและ โฆษกกองทัพบก กล่าวชี้แจงกรณีการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงของทหารในพื้นที่สู้รบชายแดนไทยกัมพูชาที่ล่าช้าพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกได้เน้นย้ำในเรื่องดังกล่าวอย่างไรบ้าง
'อนุทิน' โปรยยาหอมประชุมสมาคมแม่บ้านมหาดไทยบอกอยากพบกันอีกไม่ว่าอยู่บทบาทไหน!
นายกฯ เปิดประชุมใหญ่สามัญสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ชื่นชมเป็นหลังบ้านที่เข้มแข็ง สร้างความมั่นคงให้ครอบครัวมหาดไทย หวังได้พบกันอีก ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทสถานะใด

