นักวิชาการธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ความสำเร็จ “พรรคภูมิใจไทย” คว้าชัยเลือกตั้งปี 69 พบยุทธศาสตร์ “รวมบ้านใหญ่-บ้านใหม่” อย่างมีประสิทธิภาพ คุมคะแนนเสียงไม่แตกแถว พบ voter ให้ความสำคัญกับการโหวตเชิงความมั่นคง– เครือข่ายอุปถัมภ์ท้องถิ่น รวมถึงความเข้มข้นของกระแสเชิงอารมณ์ลดลง เปลี่ยนเป็นให้น้ำหนักกับการบริหารปัญหาเฉพาะหน้า - เครือข่ายทางการเมืองที่ทำงานได้จริง
9 กุมภาพันธ์ 2569 - รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิเคราะห์การเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 โดยระบุว่า ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 สะท้อนถึงการเปลี่ยนแกนการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในระดับพื้นที่ โดยให้ความสำคัญไปที่การโหวตเชิงความมั่นคงและความใกล้ชิดระบบเครือข่ายอุปถัมภ์เชิงท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างไปจากการเลือกตั้งในปี 2566 ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากใช้การลงคะแนนเป็นสัญญาณเชิงการเมือง (political signal) ต่อโครงสร้างอำนาจและกติกาทางการเมือง
นอกจากนี้ สิ่งที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการเลือกตั้งปี 2569 กับ 2566 คือระดับความเข้มของกระแสเชิงอารมณ์ทางการเมืองที่ลดลง และถูกแทนที่ด้วยการตัดสินใจแบบระมัดระวัง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตเมืองใหญ่ ซึ่งเริ่มให้น้ำหนักกับการบริหารปัญหาเฉพาะหน้า และเครือข่ายทางการเมืองที่ทำงานได้จริง ที่สำคัญก็คือยุทธศาสตร์การรวมบ้านใหญ่และบ้านใหม่ของพรรคการเมืองที่มีประสิทธิภาพ มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งกลายมาเป็นตัวแปรสำคัญต่อการตัดสินใจของ voter
ทั้งนี้ หากวิเคราะห์คะแนนเสียงที่พรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้รับ สะท้อนถึงปรากฏการณ์สำคัญอย่างน้อย 2 ประการ คือ 1. พรรคกล้าธรรมแทบจะไม่มีนโยบายที่โดดเด่น ไม่มีการสื่อสารเชิงกระแส และไม่อยู่ในเวทีดีเบตหลัก ฉะนั้นคะแนนที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มาจากการแข่งขันเชิงนโยบาย หากแต่เป็นคะแนนจากโครงสร้างพื้นที่และเครือข่ายตัวผู้สมัครเป็นหลัก กล่าวคือผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนหนึ่งยังคงตัดสินใจจากความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ ความคุ้นเคย และบทบาทส่วนบุคคลของผู้สมัคร มากกว่าแบรนด์ของพรรค
2. คะแนนของพรรคกล้าธรรมสะท้อนว่า ระบบพรรคการเมืองไทยยังเปิดพื้นที่ให้พรรคขนาดเล็กสามารถอยู่รอดได้ หากสามารถฝังตัวอยู่ในโครงสร้างท้องถิ่นหรือเครือข่ายการเมืองเดิมที่มีฐานเสียงเฉพาะกลุ่ม กล่าวในเชิงโครงสร้าง นี่คือหลักฐานว่าการเมืองไทยยังไม่เป็นระบบพรรคแบบที่เลือกจากนโยบายเต็มรูปแบบ แต่ยังเป็น hybrid system ระหว่างการเมืองเชิงพรรคกับการเมืองเชิงตัวบุคคล
สำหรับความสำเร็จของระบบบ้านใหญ่ พบว่าระหว่างพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กับพรรคเพื่อไทย (พท.) มีความแตกต่างกันที่ความสอดประสานระหว่างโครงสร้างพื้นที่กับยุทธศาสตร์ระดับชาติ โดยบ้านใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ทำงานแบบโดดเดี่ยว แต่ถูกผนวกเข้ากับยุทธศาสตร์พรรคระดับประเทศที่ให้พื้นที่แก่ผู้สมัครในฐานะผู้จัดการพื้นที่ ทั้งในเชิงทรัพยากร การจัดวางบทบาท เชิงอำนาจในกระทรวงมหาดไทย (มท.) ประกอบกับการรวมบ้านทั้งใหญ่ทั้งใหม่ ส่งผลให้บ้านใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยยังสามารถรักษาความชอบธรรมในสายตาฐานเสียงท้องถิ่นได้
ขณะที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีจำนวนบ้านใหญ่น้อยกว่าพรรคภูมิใจไทย กลับต้องเผชิญกับกระแสการเมืองระดับชาติที่เปลี่ยนไป และจากการแข่งขันภายในเชิงเครือข่ายในพื้นที่เดียวกันเอง ทำให้บ้านใหญ่ไม่สามารถผูกขาดพื้นที่ทางการเมืองได้เหมือนในอดีต ฐานเสียงเดิมของพรรคเพื่อไทยในหลายพื้นที่ รวมถึงหัวคะแนนในพื้นที่ เครือข่าย และตระกูลการเมืองไม่ได้เข้มแข็งเหมือนในอดีต เช่น ภาคเหนือมีการเข้ามาของพรรคกล้าธรรม หรือภาคอีสานที่มีการเข้ามาของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงยังมาพร้อมกระแสชายแดนที่ไม่ได้สร้างความรู้สึกร่วมเฉพาะจังหวัดชายแดน แต่เป็นความรู้สึกร่วมของคนในภูมิภาคที่ต้องการความมั่นคง และการจัดการแบบเบ็ดเสร็จ จึงเป็นไปได้ที่คนจะเลือกเพิ่มเติมคะแนนให้พรรคที่สามารถจัดการตรงนี้ได้
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวถึงปรากฏการณ์ที่พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งแต่กลับไม่ได้ที่นั่งในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่า กทม. เป็นพื้นที่การเมืองที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินใจเชิงนโยบายและภาพลักษณ์ระดับชาติสูงกว่าความผูกพันเชิงตัวบุคคล หรือเครือข่ายพื้นที่ พรรคที่พึ่งพาโมเดลบ้านใหญ่และเครือข่ายท้องถิ่นเป็นหลักจึงเสียเปรียบโดยโครงสร้าง
ทั้งนี้ ความล้มเหลวใน กทม. ของพรรคภูมิใจไทยแม้จะไม่ได้สะท้อนว่าการบริหารประเทศของพรรคภูมิใจไทยถูกปฏิเสธโดยตรง หากแต่สะท้อนว่าแบรนด์การเมืองของพรรคภูมิใจไทยยังไม่สามารถตอบโจทย์โครงสร้างความต้องการของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเมืองใหญ่ ซึ่งต้องการพรรคที่มีจุดยืนทางการเมืองระดับชาติที่ชัดเจนและสอดคล้องกับความคาดหวังด้านการปฏิรูปเชิงระบบ ในนัยนี้พรรคภูมิใจไทยจึงมีลักษณะการชนะเลือกตั้งแบบในปี 2539 คือพรรคท้องถิ่นนิยมที่สามารถชนะตามในเขตต่างจังหวัดได้และเข้ากุมอำนาจรัฐด้วยผลคะแนนเหล่านั้น
สำหรับความสำเร็จของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งปี 2569 ในครั้งนี้ สะท้อนสิ่งที่น่าสนใจอยู่ 7 ประเด็นด้วยกัน คือ 1. พรรคภูมิใจไทยมีสรรพกำลังและการบริหารจัดการทางการเมืองที่ดีในระบบเขตเลือกตั้ง รวมถึงการจัดการแบบมุ่งเป้าไปที่ระบบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขต คือยุทธศาสตร์รวมบ้านที่เอาทั้งบ้านใหญ่ และบ้านใหม่ เข้ามารวมกันจนสามารถจัดการพื้นที่ได้
2. ความสามารถของระบบบ้านใหญ่ของแต่ละพื้นที่ มีเครือข่ายผู้นำท้องถิ่น และหัวคะแนนที่เข้มแข็ง สามารถประเมินทิศทางและทำให้คะแนนเสียงไม่แตกแถวได้ 3. พรรคภูมิใจไทยมีหุ้นส่วนทางการเมืองที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น คือพรรคกล้าธรรม หากสังเกตลึกลงไปจะพบว่า บางเขตที่ สส. พรรคภูมิใจไทยมีฐานเข้มแข็ง อีกพรรคจะไม่ทุ่มสรรพกำลัง โดยเป็นลักษณะความสัมพันธ์แบบนี้สลับกันไปมาของแต่ละเขต ซึ่งเป็นหนึ่งในความสามารถของการอ่านการเมืองในแบบฉบับของทั้งสองพรรค
4. พรรคภูมิใจไทยได้กระแสชาตินิยม และดึงกระแสภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพทางเศรษฐกิจผ่านการเปลี่ยนถ่ายไปที่เทคโนแครตในพรรค 3 คน เพื่อสร้างภาพลักษณ์การเมืองมืออาชีพซึ่งเติมเต็มส่วนที่ขาดและเป็นส่วนที่ต้องการจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมบางส่วน ขณะที่พรรคกล้าธรรม เน้นระบบจัดตั้ง กลไกความผูกพัน และวิธีการเชิงพื้นที่ เพื่อให้ได้มาซึ่ง สส. ระบบเขต จึงอาจกล่าวได้ว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทยมีลักษณะเป็นพรรคไทยรักไทยในอดีตที่ประสบผลสำเร็จจากการรวมพรรค รวมบ้าน และมีทีมเศรษฐกิจ และพรรคกล้าธรรมเป็นพรรคภูมิใจไทยในอดีตที่เป็นลักษณะของท้องถิ่นนิยม เข้ามาสวมรอยแทนอย่างมีนัยสำคัญ
5. ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทยได้มาด้วยกระแสชาตินิยม และการตัดสินใจโหวตยุทธศาสตร์ในกลุ่มคนเมือง ชนชั้นกลางในเมืองเป็นสำคัญ และอาจจะมีแรงเสริมจาก 3 เทคโนแครตอยู่บางส่วน 6. ด้วยเหตุที่ระบบเขตในต่างจังหวัดเข้มแข็งเช่นนี้ ทำให้พรรคประชาชน จึงทำได้แค่กระแส ขณะที่ระบบเขตที่ได้เพราะพึ่งกระแสที่ผ่านมาไม่ได้ต่อยอดในพื้นที่เพิ่มเติม การปันใจกลับไปหาคนที่ใกล้ชิดกว่า เห็นหน้าค่าตาในพื้นที่มากกว่า จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับพวกเขาในการไว้วางใจให้เข้ามาดูแลพื้นที่เขต ขณะที่ระบบพรรค (บัญชีรายชื่อ) ก็แบ่งไปให้พรรคที่มีกระแสของแต่ละภูมิภาคนั้นๆ
7. กระแสมีไม่มากพอที่จะดึงคนออกมาให้ใช้สิทธิเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งรอบที่แล้วได้ ซึ่งมีผู้มาใช้สิทธิอยู่ที่ 75.71% แม้ในปีนี้จะมีคนออกมาใช้สิทธิประมาณ 65.07% (ตัวเลข วันที่ 9 ก.พ. 2569) แต่ยังมีไม่มากพอที่จะทำให้ตัดสินใจทิ้งบ้านใหญ่ และคนใกล้ชิดในพื้นที่ได้ จึงส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์แบ่งเบอร์ แบ่งใจ กาเขตอีกใบ กาพรรคอีกใบเกิดขึ้น.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'จุลพันธ์' แบะท่าร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย บอกไม่มีข้อจำกัด เป็นไปได้ทุกอย่าง
"จุลพันธ์" เผยยังไม่ถูก "ภูมิใจไทย" ทาบตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-แนวคิด-นโยบาย รับเสียใจเล็กน้อยแต่ตั้งหลักได้ เตรียมถอดบทเรียน ลั่นสูญพันธุ์อย่างไร เกือบ 80 ก็พรรคใหญ่
แกนนำเพื่อไทย ทยอยเข้าพรรคประเมินสถานการณ์ ไม่ตอบร่วมรัฐบาล
บรรยากาศที่พรรคเพื่อไทยภายหลังจากผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยอยู่อันดับที่ 3 ซึ่งหลายเขตของพรรคเพื่อไทยพลาดไป โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน น่านและแพร่
'อนุทิน' ร่วมงานวันเกิด 'สุวัจน์' ทำบุญเลี้ยงพระวัดไตรมิตร อวยพรกลับให้เป็นนายกฯ 4 ปี
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี จัดพิธีทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 71 ปี ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม โดยมีครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ในพิธีได้มีการนิมนต์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม
'สุรทิน' โร่เข้าพรรคภูมิใจไทย มายินดีพร้อมมอบ 1 เสียงให้ 'อนุทิน' ตั้งรัฐบาลเร็วที่สุด
นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ (ปธม.) เดินทางมาพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่า มาร่วมแสดงความยินดีกับพรรคภูมิใจไทย ที่ได้คะแนนเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 ตนก็เป็นพรรคร่วมรัฐบาล
‘น้ำเงิน-แดง-ฟ้า’ ความน่าจะเป็นของรัฐบาลผสม?
หลังการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคสีน้ำเงิน ได้ที่นั่งมากที่สุด 195 ที่นั่ง และขึ้นมาเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาล สูตรที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงแรกคือการรวมตัวของพ
'กธ.' ตีปี๊บเขียวขจี ไม่ใช่เทา คว้าเกือบ 60 เก้าอี้ รอ 'ภท.' เทียบเชิญ
'กล้าธรรม' รอ 'ภูมิใจไทย' เทียบเชิญร่วมรัฐบาล ไร้เงื่อนไข ลั่น กธ. สีเขียวขจี ไม่ใช่เทา พอใจได้เกือบ 60 เก้าอี้ เหตุรู้เขารู้เรา ไม่ใช่ส้มหล่น

