
19 เม.ย.2569-นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “กทม. เป็นเมืองที่ไม่มีใครถูกไฟดูดตายในบ้านได้ ไม่ต้องมีเหตุไฟไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจรได้” เนื้อหาระบุว่า จากสถิติในปี 2566-2568 กทม. มีเหตุเพลิงไหม้ทั้งสิ้น 1,745 ครั้ง โดยสาเหตุหลักของเพลิงไหม้กว่าร้อยละ 47 มาจากอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมกัน 823 ครั้ง ประกอบด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้า 311 ครั้ง ปลั๊กติดผนังและสายไฟ 269 ครั้ง และปลั๊กพ่วง 243 ครั้ง และหากพิจารณาสถิติการเสียชีวิตจากเหตุไฟดูด ก็จะพบว่าในพื้นที่ กทม. มีผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟดูดประมาณปีละ 30-50 ราย โดยในจำนวนนี้มีเด็กอยู่ประมาณ 3-8 ราย
สำหรับการรับมือกับเหตุเพลิงไหม้ตามชุมชนต่างๆ ผมเห็นด้วยกับมาตรการในการติดตั้งประปาหัวแดงเพิ่มเติม จากที่มีอยู่ 24,693 จุด ให้ครอบคลุมพื้นที่เพิ่มเติม โดยในปัจจุบันหัวประปาแดงแต่ละหัวในพื้นที่ กทม. มีระยะห่างกันเฉลี่ย 200-300 เมตร ซึ่งสามารถติดตั้งเพิ่มเติมได้ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่ชุมชนหนาแน่น และพื้นที่อาคารสูง เป็นต้น เพื่อให้ระยะห่างเฉลี่ยระหว่างหัวประปาแดงในเขตเมืองหนาแน่น เป็นไปตามมาตรฐานสากล หรือราวๆ 100-150 เมตร ที่สำคัญ กทม. ควรจะต้องมีการทดสอบแรงดันน้ำอย่างสม่ำเสมอทุกปี เพื่อให้มั่นใจว่าหัวจ่ายน้ำมีแรงดันที่เพียงพอ รวมทั้งวาล์วเปิดน้ำอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
นอกจากนี้ การติดตั้งถังดับเพลิงในชุมชนจัดตั้งในพื้นที่ กทม. ทั้ง 2,071 ชุมชน พร้อมกับกำกับดูแลว่าถังดับเพลิงอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ก็มีความจำเป็นไม่แพ้กัน หรือการพิจารณาจัดตั้งสถานีดับเพลิงเพิ่มเติมในพื้นที่ชุมชนหนาแน่น ก็เป็นเรื่องที่ควรทำเช่นกัน เนื่องจากในปัจจุบันสถานีดับเพลิงในพื้นที่ กทม. นั้นต้องรับผิดชอบดูแลพื้นที่ที่กว้างถึง 32.6 ตารางกิโลเมตร ในขณะที่สถานีดับเพลิงในสิงคโปร์นั้นมีเขตความรับผิดชอบเพียงแค่ 14.3 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น กรุงโตเกียว 7.6 ตารางกิโลเมตร และกรุงโซล 4.4 ตารางกิโลเมตร เพื่อให้มั่นใจว่าหากเกิดเหตุอัคคีภัยขึ้น รถดับเพลิงคันแรกต้องถึงที่เกิดเหตุภายใน 4 นาที และการระดมดับเพลิงเต็มรูปแบบจะต้องเกิดขึ้นไม่เกิน 8 นาที ตามมาตรฐาน NFPA หรือ National Fire Protection Association หรือสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา
มาตรการทั้ง 3 มาตรการนี้ เป็นเรื่องที่สมควรต้องสนับสนุนอยู่แล้ว แต่ทั้ง 3 มาตรการนี้เป็นเพียงมาตรการในการระงับเหตุ เมื่ออัคคีภัยได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งโดยสถิติ เราทราบดีอยู่แล้วว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญในการเกิดเหตุเพลิงไหม้ก็คือ “ไฟฟ้าลัดวงจร” โดยมีสัดส่วนสูงถึง 47%-50% และหากพิจารณาการเดินสายไฟตามบ้านเรือนต่างๆ โดยเฉพาะครัวเรือนในชุมชนแออัดที่มีฐานะค่อนข้างจำกัด ก็จะพบว่าการเดินสายไฟและการใช้ปลั๊กพ่วงไปมา มีแนวโน้มไม่ได้มาตรฐานตามหลักวิศวกรรม ระบบตัดไฟในหลายบ้านยังคงใช้คัตเอ๊าท์ในรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งไม่สามารถป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดเพลิงไหม้ได้
มูลค่าความเสียหายจากเหตุอัคคีภัยในพื้นที่ กทม. ในแต่ละปี มีมูลค่าสูงถึง 300-600 ล้านบาทต่อปี โดยที่ยังไม่รวมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ กทม. ต้องแบกรับ เช่น งบประมาณในการดับเพลิง ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ หากเหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นในย่านการค้าการขาย ค่ารักษาพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บ และการสูญเสียชีวิตของประชาชนจากเหตุเพลิงไหม้ที่ไม่อาจประเมินค่าได้
ยิ่งหากมาพิจารณากับการสูญเสียชีวิตของประชาชนจากเหตุไฟดูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ด้วย ยิ่งนับว่าเป็นความสูญเสียที่ใหญ่หลวงมาก ซึ่งทั้งเหตุไฟไหม้จากเหตุไฟฟ้าลัดวงจร และการเสียชีวิตจากเหตุไฟดูด ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน การป้องกันไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นอะไรที่เป็นไปไม่ได้ และไม่ได้แพงจนเอื้อมไม่ถึงเลย
ผมคิดว่า เบื้องต้น กทม. ควรจะเริ่มต้นด้วยตัวเองก่อน โดยบังคับให้โรงเรียนในสังกัด กทม. ทั้ง 437 แห่ง และศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนทั้ง 312 แห่ง ให้ติดตั้งเบรกเกอร์กันไฟดูดกันไฟรั่ว (RCBO: Residual Current Circuit Breaker with Overcurrent Protection) ที่สายเมน แล้วใช้เบรกเกอร์ลูกย่อย (MCB: Miniature Circuit Breaker) สำหรับแยกวงจรย่อยไปแต่ละห้อง รวมทั้งติดตั้งเบรกเกอร์กันไฟดูดเพิ่มเติมในห้องที่มีความเสี่ยงสูง ที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมาก สำหรับโรงเรียนขนาดใหญ่ อาจใช้เบรกเกอร์วงจรแบบหล่อขึ้นรูป (MCCB: Moulded Case Circuit Breaker) เป็นเบรกเกอร์หลัก แล้วใช้เบรกเกอร์กันไฟดูด หรือ RCBO เป็นเบรกเกอร์ลูกย่อยในแต่ละห้อง ซึ่งจะทำให้โรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในสังกัด กทม. มีความปลอดภัยในระดับสูง ทั้งจากเหตุเพลิงไหม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุบัติเหตุไฟดูดภายในโรงเรียนที่จะทำให้นักเรียนเสียชีวิตจะเป็นศูนย์ทันที
ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และประเทศในแถบยุโรป ตลอดจนสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ การที่โรงเรียนไฟไหม้จากเหตุไฟฟ้าลัดวงจร หรือการที่มีเด็กนักเรียนถูกไฟดูดตายในโรงเรียน ถือเป็นสิ่งที่ร้ายแรงมาก และเป็นสิ่งที่สังคมไม่อาจยอมรับได้เลยนะครับ
สำหรับบ้านเรือนทั่วไป กทม. สามารถออกข้อบัญญัติภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้บ้านพักอาศัยและอาคารที่ก่อสร้างใหม่ จะต้องมีการติดตั้งเบรกเกอร์กันไฟดูดไฟเกิน สำหรับคลังสินค้าที่มีการเก็บวัสดุที่ติดไฟได้ง่าย เช่น กระดาษ สิ่งทอเส้นใย สารเคมีและวัตถุไวไฟ โรงไม้ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลังสินค้าที่มีชุมชนหรือบ้านพักอาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียง อาจบังคับให้ติดตั้งอุปกรณ์ตัดวงจรไฟฟ้าลัดวงจรแบบอาร์ค (AFCI: Arc Fault Circuit Interrupter) เพิ่มเติมเฉพาะพื้นที่ตรงจุดนั้น ก็จะลดความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัยใหญ่ได้โดยทันที
สำหรับครัวเรือนดั้งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนในชุมชนแออัด ตลอดจนบ้านพักอาศัย ทาวน์เฮ้าส์ หรือตึกแถว ที่สร้างมานานแล้ว และยังใช้คัตเอ๊าท์หรือสะพานไฟแบบเดิมๆ อยู่ กทม. ควรทำโครงการอุดหนุน เพื่อสนับสนุนให้บ้านพักอาศัยเหล่านี้เปลี่ยนมาใช้เบรกเกอร์กันไฟดูด (RCBO) อย่างเร่งด่วนที่สุด ผ่านกองทุนพัฒนาชุมชนกรุงเทพมหานคร ในการสนับสนุนค่าอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า (Consumer Unit) เบรกเกอร์กันไฟดูด (RCBO) และเบรกเกอร์ลูกย่อย (MCB) ในชุมชนจัดตั้งทั้ง 2,071 แห่ง รวมทั้งอาจใช้งบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานคร สำหรับครัวเรือนที่เป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น บ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ หรือเด็ก ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะหนีไม่ทันหากเกิดไฟไหม้ หรืออาจโดนไฟดูดจนเสียชีวิตได้ โดย กทม. สามารถประสานความร่วมมือไปยัง การไฟฟ้านครหลวง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) สภาวิศวกร สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมหาวิทยาลัยที่มีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตลอดจนภาคเอกชน ในการพัฒนาและจัดหาช่างไฟฟ้าในการติดตั้งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบ้านหลังเก่า อาจจะจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาในเรื่องสายไฟ และการเดินสายไฟร่วมด้วย
อัคคีภัยไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะบ้านหลังใดหลังหนึ่งนะครับ ความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นกับบ้านที่เป็นต้นเพลิงเท่านั้น แต่มันเป็นสาธารณภัยที่สร้างความเสียหายกับชุมชน ครัวเรือน และประชาชนคนอื่นๆ ในวงกว้าง และไม่มีใครที่อยากจะเป็นบ้านต้นเพลิง ไม่มีใครที่อยากจะให้มันเกิดขึ้น ลำพังเพียงบ้านหลังใดหลังหนึ่งสามารถป้องกันเหตุไฟฟ้าลัดวงจรของบ้านตัวเองได้ โดยที่ยังมีบ้านหลังอื่นๆ ยังคงอยู่ในสภาวะเสี่ยงจากการใช้คัตเอ๊าท์ในแบบเดิมนั้น ไม่สามารถที่จะปกป้องชุมชนที่ตนอยู่อาศัยให้ปลอดภัยจากเหตุอัคคีภัยได้ ด้วยเหตุนี้ การป้องกันปัญหาไฟฟ้าลัดวงจรและไฟดูด จึงเป็นสิ่งที่ กทม. ควรจะต้องลงมาเป็นเจ้าภาพในการจัดการอย่างจริงจัง เพื่อความปลอดภัยของคนกรุงเทพฯ ทุกคน
ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น หรือยุโรป บังคับให้บ้านพักอาศัยทุกหลังและอาคารทุกแห่ง ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันไฟดูด/ไฟรั่ว ไฟเกิน และไฟฟ้าลัดวงจร และถือเป็นกฎหมายบังคับที่เข้มงวดมาก ลำพังติดตั้งเฉพาะเบรกเกอร์ลูกย่อย (MCB) โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันไฟดูด/ไฟรั่ว ไฟเกิน และไฟฟ้าลัดวงจร ยังผิดกฎหมายเลยครับ ไม่ต้องพูดถึงบ้านจำนวนไม่น้อยใน กทม. ที่มีแค่คัตเอ๊าท์หรือสะพานไฟ
อย่าลืมนะครับว่า “โจรปล้น 10 ครั้ง ไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว” ผมคิดว่าถ้า กทม. ผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง มีเป้าหมายและกำหนดการที่ชัดเจน จะสามารถทำให้กรุงเทพมหานครไม่ต้องมีเด็กคนไหนต้องถูกไฟดูดตายที่บ้าน หรือที่โรงเรียน และจะทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ปลอดภัยจากอัคคีภัยได้อย่างมีนัยสำคัญ ไม่ต้องมีใครต้องสิ้นเนื้อประดาตัวจากเพลิงไหม้ที่เกิดจากเหตุไฟฟ้าลัดวงจร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ปธ.โสภณ' ยันรับอยู่แล้ว คำร้องฝ่ายค้านยื่นสอบ ป.ป.ช. ปมศักดิ์สยาม
'โสภณ' ยันรับอยู่แล้ว ปมฝ่ายค้านยื่นร้องสอบ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ คดี 'ศักดิ์สยาม' ขอรอดูเนื้อหาก่อน แจงปมร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ทุกฝ่ายหันหน้าคุยกัน ชี้ประธานมีหน้าที่บรรจุวาระ
'เท้ง' หอบหลักฐานมัด ป.ป.ช. 4 ข้อหา ยื่นปธ.สภาส่งศาลฎีกา ปมตีตกศักดิ์สยาม
'เท้ง' นำทีมยื่นคำร้องประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้งกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปฏิบัติมิชอบปัดตกคดี 'ศักดิ์สยาม' ตั้ง 4 ข้อกล่าวหา ปชป. เผยส่งคำร้องเพิ่มปมขัดกันแห่งผลประโยชน์ 'สว.นันทนา' บี้เร่งส่งลบครหาระบอบสีน้ำเงิน
'ไหม' หวังฝ่ายรบ.หนุนตั้ง กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้าน ชี้อดีต 'ภราดร-สิริพงษ์' เคยนั่งสอบงบกู้โควิด
‘ศิริกัญญา’ หวัง ‘ซีกรัฐบาล’ หนุนตั้ง กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้าน ชี้ อดีต ‘ภราดร-สิริพงษ์’ ยังเคยนั่งสอบงบกู้โควิด ย้อน ‘ภูมิใจไทย’ ไม่มีเหตุผลปัดตก
'พรรคส้ม' เหนื่อย! คนกรุงเจน Y-Z ยังเทใจให้ 'ชัชชาติ'
'รองผอ.สถาบันพระปกเกล้า' ชี้พรรคส้มเหนื่อย กลุ่มเจนY-เจนZ มีแนวโน้มเทใจให้ชัชชาติ ที่มีจุดแข็งเก็บได้ทุกเจนเนอเรชัน
'เท้ง' แนะทำระเบียงศก.ชีวภาพภาคใต้ ดีกว่า 'แลนด์บริจด์'
'ณัฐพงษ์'’ แนะสภาฯ ศึกษาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้แทน 'แลนด์บริดจ์' ตอบโจทย์พัฒนาพื้นที่ตรงกับการใช้ชีวิตคนใต้
ไม่ติดป้ายหาเสียงข้างถนน! 'ดร.โจ' ขึ้นบิลบอร์ดยักษ์ทั่วกรุง
'ชัยวัฒน์' เล่นใหญ่ ขึ้นป้ายหาเสียงบิลบอร์ดขนาดใหญ่ หลายจุดแลนด์มาร์กทั่วเมืองหลวง ชูสโลแกน 'สร้างเมืองที่แคร์คน'

