ยิงจาก ฮ. 'ความจริงสองชุด' อคติและความมักง่ายของรอมฎอน-พรรคส้ม

คืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ชายแดนใต้กลับมาระอุหนักอีกครั้ง เหตุรุนแรงเกิดขึ้นพร้อมกันในปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ทั้งเผายาง วางเพลิง วางระเบิด ทำลายทรัพย์สินของรัฐและเอกชน หลายพื้นที่ปั่นป่วนในเวลาไล่เลี่ยกัน

มีรายงานเหตุรุนแรงรวมกว่า 51 จุด กระจายอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะนราธิวาสที่เกิดเหตุหลายพื้นที่ จนต้องประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 22.15 น. ถึง 06.00 น. เจ้าหน้าที่ต้องกระจายกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ ท่ามกลางความหวาดวิตกของประชาชนในคืนที่ไฟและเสียงระเบิดเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายจุด

ท่ามกลางความโกลาหลคืนนั้น มีอีกเหตุเกิดขึ้นที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเดินทางกลับบ้านหลังไปตั้งแคมป์ที่ อ.บาเจาะ หนึ่งในนั้นถูกยิงได้รับบาดเจ็บ เรื่องนี้คงเป็นอีกหนึ่งคดีที่เจ้าหน้าที่ต้องหาคนยิงให้ได้ หากไม่มีข้อมูลอีกชุดตามมาว่า ก่อนเกิดเหตุมีเฮลิคอปเตอร์บินติดตาม และกระสุนที่ยิงวัยรุ่นนั้นถูกอ้างว่ามาจาก “เฮลิคอปเตอร์”

“รอมฎอน” รับข้อมูลดังกล่าวมาและเผยแพร่ต่อ พร้อมฝากหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสตรวจสอบ โดยระบุด้วยว่าได้พยายามติดต่อ ผบ.ฉก.นราธิวาส แต่ยังไม่รับสาย ซึ่งเจ้าตัวเข้าใจว่ากำลังปฏิบัติภารกิจ

ถึงตรงนี้ยังพอเข้าใจได้ มีคนถูกยิง มีข้อสงสัย ก็ถามเจ้าหน้าที่ ฝากตรวจสอบ หาความจริงกันไป

แต่เรื่องไม่ได้หยุดตรงนั้น!

เมื่อฝ่ายความมั่นคงออกมายืนยันว่าไม่มีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ เรื่องกลับถูก “รอมฎอน” ยกระดับขึ้นเป็น “ความจริงสองชุด” ก่อนเดินต่อไปถึงข้อเสนอให้รัฐบาลตั้งกลไกอิสระขึ้นมาตรวจสอบ เพราะเขามองว่าการตรวจสอบของสามฝ่าย ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง อาจสร้างความเชื่อมั่นได้ไม่เพียงพอ

นี่แหละที่เริ่มมีปัญหา...เพราะตอนที่คำว่า “ความจริงสองชุด” ถูกโยนออกมา ยังไม่มีผลพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ว่ากระสุนที่ยิงวัยรุ่นเป็นกระสุนอะไร ยิงจากอาวุธชนิดใด วิถีกระสุนมาจากไหน และที่สำคัญ ยังไม่มีหลักฐานใดถูกเปิดเผยต่อสาธารณะว่าสามารถเชื่อมกระสุนนัดนั้นเข้ากับเฮลิคอปเตอร์ของเจ้าหน้าที่ได้

มีเพียงคำบอกเล่าฝ่ายหนึ่งว่า “ยิงจากเฮลิคอปเตอร์” กับฝ่ายความมั่นคงที่บอกว่า “ไม่ได้ยิง”

แล้วมันกลายเป็น “ความจริงสองชุด” ไปแล้วหรือ?

ความจริงมีชุดเดียว กระสุนนัดนั้นไม่ได้แบ่งตัวออกเป็นสองนัดเพื่อรองรับเรื่องเล่าของคนละฝ่าย มันถูกยิงมาจากที่ใดที่หนึ่ง ด้วยอาวุธชนิดใดชนิดหนึ่ง และโดยใครคนใดคนหนึ่ง เพียงแต่ในเวลานั้นยังหาคำตอบไม่ได้เท่านั้น

สิ่งที่มีจึงเป็น “คำกล่าวอ้างสองฝ่าย” ไม่ใช่ “ความจริงสองชุด”

คำสองคำนี้ต่างกันมาก เพราะทันทีที่เรียกคำบอกเล่าฝ่ายหนึ่งว่า “ความจริง” ข้อกล่าวหานั้นก็ถูกยกน้ำหนักขึ้นมาแล้วครึ่งหนึ่ง ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิเสธก็ถูกลากเข้าไปยืนอยู่อีกฝั่งของ “ความจริง” และต้องเริ่มพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้ทำ

จากผู้ปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางเหตุรุนแรงกว่า 51 จุด กลายเป็นจำเลยทางการเมืองในอีกเหตุหนึ่งอย่างรวดเร็ว ทั้งที่หลักฐานยังมาไม่ถึงไหน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เรื่องห้ามตรวจสอบทหาร แต่เป็นเรื่องง่ายกว่านั้นมาก ก่อนจะตั้งกรรมการตรวจสอบใคร ก็ควรถามเสียก่อนว่า ข้อกล่าวหาตั้งต้นมีอะไรอยู่ในมือบ้าง

เรื่องยิ่งน่าสนใจเมื่อ “รอมฎอน” ไม่ได้เดินอยู่ในทางนี้คนเดียว เพราะเพจ “พรรคประชาชน นราธิวาส” ก็ออกมาในท่วงทำนองแทบไม่ต่างกัน

เพจดังกล่าวนำข้อมูลจากนายซอและและเพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์มาเผยแพร่ ระบุว่าขณะเดินทางกลับบ้านมีเฮลิคอปเตอร์บินติดตาม ก่อนเกิดเสียงปืน 2 ครั้ง และนายซอและถูกยิงได้รับบาดเจ็บ กระสุนทะลุบริเวณหน้าท้องและด้านหลัง พร้อมระบุด้วยว่า กอ.รมน.ยืนยันว่าไม่ได้ใช้อาวุธยิงในเหตุการณ์

จากนั้นคำถามก็ถูกโยนกลับไปที่รัฐทันทีว่า ตรวจสอบรอบด้านแล้วหรือยัง พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ “อย่างเป็นอิสระและโปร่งใส” ทั้งพยาน หลักฐานในที่เกิดเหตุ วิถีกระสุน และนิติวิทยาศาสตร์ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาไม่น้อยในโลกออนไลน์

ลองวางสองเรื่องนี้ข้างกัน... “รอมฎอน” มี “ความจริงสองชุด” “พรรคประชาชน นราธิวาส” มี “ตรวจสอบอย่างเป็นอิสระและโปร่งใส”

ปลายทางแทบไม่ต่างกัน คือรับคำบอกเล่าเรื่องยิงจากเฮลิคอปเตอร์มาเป็นจุดตั้งต้น เมื่อรัฐปฏิเสธ ความสงสัยก็ไม่ได้ย้อนกลับไปที่ข้อกล่าวหาว่ามีหลักฐานแค่ไหน แต่กลับวิ่งต่อไปหาความน่าเชื่อถือของรัฐว่า เชื่อได้หรือไม่ สอบกันเองหรือเปล่า และควรมีคนนอกเข้ามาตรวจสอบหรือไม่

นี่จึงเริ่มพ้นจากเรื่องของ “รอมฎอน” คนเดียว และมองเห็นเงาของ ฐานคิดแบบพรรคประชาชน ชัดขึ้น

พรรคนี้มีจุดยืนต่อกองทัพอย่างไรไม่ใช่ความลับ ตั้งแต่พรรคก้าวไกลมาถึงพรรคประชาชน มีทั้งนโยบายลดบทบาททหาร ปรับโครงสร้างกองทัพ สร้างกลไกตรวจสอบจากภายนอก และ “ผู้ตรวจการกองทัพ” ซึ่ง “รอมฎอน” เองก็หยิบกลับมาเชื่อมกับเหตุที่จะแนะในครั้งนี้เสียด้วย

การตรวจสอบทหารไม่ผิด ทหารไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่เขตปลอดการตรวจสอบ แต่ปัญหาอยู่ที่ พอมีทหารอยู่ในเรื่อง ความระแวงดูเหมือนจะทำงานเร็วกว่าหลักฐาน

มีคนถูกยิงจริง มีเฮลิคอปเตอร์บินจริง แต่สองอย่างนี้เอามาต่อกันแล้วได้ข้อสรุปว่า “ยิงจากเฮลิคอปเตอร์” ไม่ได้

ช่องว่างตรงกลางยังใหญ่มาก กระสุนอะไร อาวุธอะไร ทิศทางไหน ระยะยิงเท่าไร วิถีกระสุนเป็นอย่างไร มีหลักฐานทางกายภาพอะไรบ้าง และเฮลิคอปเตอร์อยู่ตำแหน่งใดในขณะเกิดเหตุ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่รายละเอียดจุกจิก แต่มันคือสิ่งที่จะบอกว่าเรื่องเล่านั้นเป็นไปได้หรือไม่

ถ้าหลักฐานชี้ไปที่เจ้าหน้าที่ ก็เอาผิดเจ้าหน้าที่ ไม่ต้องปกป้อง แต่ถ้ายังไม่มีหลักฐาน จะรีบเอาคำบอกเล่ามาตั้งเป็น “ความจริงชุดหนึ่ง” ทำไม?

และยิ่งเป็นนักการเมือง ยิ่งไม่ควรทำเหมือนตัวเองเป็นเพียงคนส่งต่อข่าวในกลุ่มไลน์ เพราะน้ำหนักของคำพูด สส.กับประชาชนทั่วไปไม่เท่ากันอยู่แล้ว

ที่สำคัญ เหตุทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นในคืนเงียบสงบ แต่เกิดท่ามกลางความรุนแรงมากกว่า 51 จุดในสามจังหวัดชายแดนใต้ มีทั้งวางเพลิง วางระเบิด เผาทรัพย์สิน และก่อเหตุหลายพื้นที่ในเวลาใกล้เคียงกัน เจ้าหน้าที่ต้องกระจายกำลังรับมือสถานการณ์ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องอยู่กับความหวาดกลัว นราธิวาสถึงขั้นต้องประกาศเคอร์ฟิว

นี่คือฉากใหญ่ของคืนนั้น และต้องพูดให้ครบว่า “รอมฎอน” ไม่ได้เงียบต่อเหตุ 51 จุด เขาระบุว่าการโจมตีแบบประสานกันมุ่งไปยังพื้นที่พลเรือน และความเสียหายต่อทรัพย์สินสาธารณะและเอกชนเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ เพียงแต่เมื่ออ่านสิ่งที่เขาเขียนต่อไป น้ำหนักที่ให้กับสองเรื่องกลับแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

กรณีวัยรุ่นถูกยิงถูกขยายจากข้อกล่าวหา “ยิงจากเฮลิคอปเตอร์” ไปสู่ “ความจริงสองชุด” จากนั้นไล่ไปถึงความน่าเชื่อถือของกลไกทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ข้อเสนอให้มีคนนอกตรวจสอบ ย้อนถึงคณะกรรมการไต่สวนในอดีต กสม. กลไกในสภา กระทั่งไปจบที่ “ผู้ตรวจการกองทัพ” ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชน

จากกระสุนนัดเดียวที่ยังไม่รู้ว่าใครยิง เรื่องเดินไปถึงโครงสร้างตรวจสอบกองทัพอย่างรวดเร็ว ขณะที่เหตุรุนแรงกว่า 51 จุด ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันหลายพื้นที่ กลับไม่ได้ถูกไล่บี้ด้วยน้ำหนักเดียวกันว่า ใครวางแผน ใครประสานการก่อเหตุ เป้าหมายคืออะไร และเหตุใดจึงสามารถลงมือพร้อมกันในวงกว้างขนาดนั้น

ยิ่งเมื่อเพจ “พรรคประชาชน นราธิวาส” เดินอยู่ในร่องเดียวกัน ภาพก็ยิ่งชัด พอเรื่องแตะทหาร เครื่องตรวจจับของพรรคนี้ดูจะไวเป็นพิเศษ ตั้งคำถามเร็ว ขยายเร็ว และไปถึงข้อเสนอเรื่องกลไกอิสระอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อหันกลับไปยังความรุนแรงกว่า 51 จุด อุณหภูมิทางการเมืองกลับไม่เท่ากัน

นี่ไม่ใช่เรื่องว่า “รอมฎอน” พูดหรือไม่พูด แต่เป็นเรื่องว่าเขาเลือกพูดอะไรหนักกว่า และเลือกไล่บี้ใครมากกว่า

“รอมฎอน” ทำงานเรื่องชายแดนใต้มานาน เขาน่าจะรู้ดีกว่าใครด้วยซ้ำว่า พื้นที่นี้ไม่ได้ต่อสู้กันเฉพาะด้วยปืนและระเบิด แต่สู้กันด้วยเรื่องเล่า ความชอบธรรม และการช่วงชิงมวลชนด้วย คำกล่าวหาว่า “ทหารยิงประชาชนจากเฮลิคอปเตอร์” จึงไม่ใช่เรื่องที่โยนออกมาแล้ว หากผิดค่อยแก้ข่าวกันทีหลังได้ง่าย ๆ

เพราะถ้าเป็นจริง นี่คือเรื่องใหญ่ เจ้าหน้าที่รัฐใช้อาวุธกับพลเรือน รัฐต้องเปิดข้อเท็จจริงและมีผู้รับผิดชอบ แต่ในทางกลับกัน ถ้าไม่จริง ความเสียหายก็เกิดขึ้นแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับประชาชนเปราะบางอยู่เป็นทุนเดิม

ตรงนี้จึงย้อนกลับไปหาคนที่นำเรื่องออกมาพูด นักการเมืองไม่ใช่เพียงคนรับข้อความแล้วส่งต่อในกลุ่มไลน์ ยิ่งเป็น สส.ที่ทำงานกับปัญหาชายแดนใต้มานาน ยิ่งรู้ว่าคำพูดของตัวเองมีน้ำหนัก และรู้ด้วยว่าข้อกล่าวหาแบบนี้สามารถถูกนำไปใช้ขยายความหวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่ได้มากเพียงใด

จะบอกว่า “ได้รับรายงาน” แล้วฝากให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบย่อมทำได้ แต่เมื่อเรื่องเดินต่อไปถึงการเรียกข้อมูลที่ยังขัดแย้งกันว่า “ความจริงสองชุด” และตั้งข้อกังขาต่อกลไกตรวจสอบของรัฐก่อนผลสอบจะออก ก็ต้องยอมรับคำถามกลับเช่นกันว่า ตัวเองตรวจสอบข้อกล่าวหาตั้งต้นมาดีพอแล้วหรือยัง

ยิ่งพรรคประชาชนมีจุดยืนเรื่องกองทัพและความมั่นคงชัดเจนมาตลอด เรื่องนี้จึงหลีกไม่พ้นคำถามเรื่อง “อคติ” เพราะการตรวจสอบทหารกับการระแวงทหารไว้ก่อนมีเส้นบาง ๆ คั่นอยู่ หากทุกครั้งที่มีข้อกล่าวหาพุ่งไปยังเจ้าหน้าที่ กลไกทางการเมืองของพรรคพร้อมทำงานทันที แต่ความรุนแรงจากอีกด้านกลับไม่ได้ถูกไล่บี้ด้วยแรงเท่ากัน วันหนึ่งประชาชนก็ย่อมตั้งคำถามได้ว่า พรรคกำลังค้นหาความจริงทุกด้าน หรือเลือกขยายเฉพาะความจริงที่เข้ากับฐานคิดของตัวเอง

และนั่นทำให้ข้อเสนอของ “รอมฎอน” ที่ต้องการให้ตั้งกลไกอิสระขึ้นมาตรวจสอบ กลายเป็นอีกประเด็นที่ต้องถามต่อว่า จำเป็นเพราะกระบวนการที่มีอยู่มีปัญหาจริง หรือเพียงเพราะเขาไม่เชื่อกระบวนการของรัฐตั้งแต่ต้น

ยิ่งมาถึงข้อเสนอของ “รอมฎอน” ให้ตั้งกลไกอิสระ ยิ่งเห็นปัญหาชัด

ฝ่ายความมั่นคงไม่ได้บอกว่าจะปิดเรื่อง ไม่ได้บอกว่าจะไม่สอบ “รอมฎอน” เองยังเขียนว่า กอ.รมน.จะตรวจสอบต่อ และจะให้สามฝ่าย ได้แก่ ทหาร ตำรวจ และปกครอง ร่วมดำเนินการ

แต่ยังไม่ทันเห็นผล กลไกนี้ก็ถูกตั้งข้อสงสัยเสียแล้วว่าอาจ “ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เพียงพอ”

แล้วต้องเอาอย่างไร?

ในเมื่อทหารปฏิเสธว่าไม่ได้ยิง ตำรวจและฝ่ายปกครองก็เข้ามาร่วมตรวจสอบ แต่ “รอมฎอน” ยังเห็นว่าไม่เพียงพอและต้องการกลไกอิสระจากภายนอก เท่ากับว่ากระบวนการที่กำลังจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงถูกลดความน่าเชื่อถือลงไปก่อนที่จะได้ทำหน้าที่ของมันเสียอีก

ถ้ารัฐบาลไม่ตั้งตามที่เสนอ ก็พร้อมจะเกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดไม่เปิดให้คนนอกตรวจสอบ หรือไม่กล้าพิสูจน์ความจริง แต่ถ้ารัฐบาลยอมตั้งกรรมการพิเศษ ข้อกล่าวหา “ยิงจากเฮลิคอปเตอร์” ก็ย่อมได้รับน้ำหนักทางการเมืองเพิ่มขึ้น ราวกับมีมูลมากพอที่รัฐบาลต้องตั้งกลไกพิเศษขึ้นมารองรับ

เล่นทางไหนก็ได้เปรียบ

นี่คือความมักง่ายที่ปนความเจ้าเล่ห์ทางการเมือง หยิบข้อกล่าวหาที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์มาขยาย ยกสถานะขึ้นเป็น “ความจริงอีกชุด” แล้วโยนภาระให้รัฐเป็นฝ่ายพิสูจน์ตัวเอง สุดท้ายไม่ว่ารัฐจะเลือกทางไหน คนที่โยนคำถามเข้าสู่สังคมแทบไม่ต้องเสียอะไร

แน่นอน รัฐมีหน้าที่หาว่าใครยิงวัยรุ่นคนนั้น นี่เป็นคดีอาญาและเป็นหน้าที่พื้นฐาน แต่คนที่นำข้อกล่าวหาเข้าสู่สังคมก็ต้องมีภาระเหมือนกัน โดยเฉพาะนักการเมือง คำว่า “มีรายงาน” “ได้รับแจ้ง” หรือ “ฝากตรวจสอบ” ไม่ใช่ยางลบที่จะลบความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองเผยแพร่ได้หมด

สิ่งที่ต้องหามีไม่กี่อย่าง กระสุนอะไร ยิงจากไหน วิถีอย่างไร ใครอยู่ตรงนั้น เฮลิคอปเตอร์อยู่ตรงไหน และใครเป็นคนลั่นไก เมื่อได้คำตอบก็จบ ถ้าเจ้าหน้าที่ทำก็เอาผิดเจ้าหน้าที่ ถ้าไม่ใช่ก็ไปตามหาคนยิง

ไม่จำเป็นต้องสร้าง “ความจริงสองชุด” ขึ้นมารอไว้ก่อน

ย้อนกลับไปคืนวันที่ 22 สิงหาคม จะเห็นภาพที่ย้อนแย้งไม่น้อย ด้านหนึ่งเกิดเหตุรุนแรงกว่า 51 จุด ไฟไหม้ ระเบิดดัง ทรัพย์สินเสียหาย ประชาชนหวาดกลัว เจ้าหน้าที่ต้องกระจายกำลัง และนราธิวาสต้องประกาศเคอร์ฟิว

อีกด้านหนึ่ง มีวัยรุ่นถูกยิงหนึ่งราย ยังไม่รู้ว่าใครยิง แต่คำว่า “ยิงจากเฮลิคอปเตอร์” กลับวิ่งนำหลักฐานไปไกลแล้ว

จากคำบอกเล่า ไปสู่ “ความจริงสองชุด” จาก “ความจริงสองชุด” ไปสู่กลไกอิสระ จากกลไกอิสระไปถึงปัญหาความชอบธรรมของรัฐ และท้ายที่สุดยังวกไปถึง “ผู้ตรวจการกองทัพ” ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคตัวเอง

ถ้ามีเพียง “รอมฎอน” คนเดียว อาจบอกว่าเป็นวิธีคิดเฉพาะตัว แต่เมื่อเพจ “พรรคประชาชน นราธิวาส” ออกมาเดินในทางใกล้เคียงกันด้วย เรื่องนี้ก็หลีกไม่พ้นที่จะต้องถามถึงพรรค

พรรคประชาชนกำลังตรวจสอบทหาร หรือกำลังตั้งต้นจากความไม่ไว้ใจทหาร?

สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน...อย่างแรกคือการตรวจสอบตามหลักประชาธิปไตย ใครมีอำนาจก็ต้องถูกตรวจสอบ อย่างหลังคือมีคำตอบบางส่วนอยู่ในใจก่อน แล้วค่อยใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมารองรับฐานคิดเดิม

ประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้ต้องได้รับความคุ้มครองจากการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่มิชอบ และหากเจ้าหน้าที่คนใดกระทำผิดก็ต้องถูกตรวจสอบและรับผิด แต่ในเวลาเดียวกัน ประชาชนก็ต้องได้รับความคุ้มครองจากการก่อเหตุของกลุ่มติดอาวุธ ทั้งการวางระเบิด วางเพลิง ทำลายทรัพย์สิน และสร้างความหวาดกลัวในพื้นที่เช่นกัน จะจับจ้องตรวจสอบรัฐอย่างเข้มข้น แต่กลับให้น้ำหนักกับความรุนแรงอีกด้านเบากว่าไม่ได้ เพราะคนที่รับผลจากทั้งสองด้านคือประชาชนคนเดียวกัน

“รอมฎอน” บอกว่า สิ่งที่ทำให้รัฐแตกต่างจากขบวนการติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐคือความชอบธรรม ถูกต้อง รัฐต้องมีมาตรฐานสูงกว่าเพราะใช้อำนาจในนามประชาชน

แต่คนตรวจสอบรัฐก็ต้องมีมาตรฐานเช่นกัน

จะตั้งคำถามกับทหาร ตั้งได้ จะขอตรวจสอบ ตรวจได้ จะเสนอผู้ตรวจการกองทัพก็เป็นสิทธิทางการเมือง แต่ถ้าจะโยนข้อกล่าวหาร้ายแรงว่า “ยิงจากเฮลิคอปเตอร์” เข้าสู่พื้นที่สาธารณะ คนพูดก็ต้องพร้อมตอบเหมือนกันว่า ก่อนพูดมีอะไรอยู่ในมือมากกว่าคำบอกเล่า

นี่ต่างหากคือเรื่องที่ “รอมฎอน” และ “พรรคประชาชน” ต้องตอบ

เพราะคืนวันที่เกิดความรุนแรงกว่า 51 จุด สิ่งที่สังคมเห็นไม่ใช่เพียงไฟไหม้และเสียงระเบิด แต่ยังได้เห็นวิธีคิดทางการเมืองอีกแบบหนึ่งที่ทำงานอย่างรวดเร็วทันทีเมื่อเรื่องแตะถึงทหาร...เร็วเสียจนบางครั้ง อคติอาจวิ่งแซงข้อเท็จจริงไปก่อน

และก่อน “รอมฎอน” จะเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งคนนอกมาค้นหา “ความจริงสองชุด” บางทีคำถามแรกอาจไม่ต้องไปไกลถึงรัฐบาลเลย ลองกลับมาถามตัวเองและพรรคประชาชนก่อนก็ได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า “ความจริงอีกชุด” นั้น เป็น “ความจริง” แล้วจริงหรือ

หรือเป็นเพียงเรื่องเล่าชุดหนึ่งที่บังเอิญตรงกับสิ่งที่ตัวเองพร้อมจะเชื่ออยู่ก่อนแล้ว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'บิ๊กปู' สั่งขันน็อตการข่าว โฆษกปัดล้มเหลว ชี้ไม่ได้เกิดในพื้นที่เพ่งเล็ง

'ผบ.ทบ.' สั่งปรับปรุงงานด้านการข่าว หลังป่วนใต้หนัก ด้านโฆษกยันข่าวกรองไม่ได้ล้มเหลว แค่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ เหตุไม่ได้ก่อเหตุในพื้นที่ชุมชุน-เพ่งเล็ง เผยทุกเหตุการณ์ส่วนใหญ่เกี่ยวข้อง BRN

'สมช.' ชี้ป่วนใต้เหตุรัฐปราบเข้ม บวกภัยแทรกซ้อน ไม่กังวล 'ครม.สัญจร' สงขลาปลายเดือน

'เลขาฯสมช.' ชี้ป่วนใต้เหตุรัฐปราบเข้ม ไม่ฟันธง 'BRNใหม่' เอี่ยว มีปัจจัยแทรกซ้อน-เรื่องท้องถิ่นผสม มั่นใจพร้อมดูแลความปลอดภัยประชุม 'ครม.สัญจร' สงขลา ปลายเดือนนี้

ใช้ไม่ได้! กมธ.มั่นคงแห่งรัฐฯ ติงเหตุชายแดนใต้เกิดถี่ แต่จับคนร้ายไม่ได้ เล็งเรียก 6 หน่วยมั่นคงแจง

กมธ.มั่นคงแห่งรัฐฯ ขยับ เรียก 6 หน่วยงานเข้าแจง 27 ส.ค. นี้ ถกปมความไม่สงบชายแดนใต้ ‘มณเฑียร’ ลั่นใช้ไม่ได้ เกิดเหตุ 12 ชม. แต่จับคนร้ายไม่ได้ ด้าน ‘พีรพล’ เชื่อเป็นการดิสเครดิตรัฐบาล หลังลุยปราบสิ่งผิดกฎหมายเข้มข้น

แหม! 'ณัฐชา' ทำข้องใจ ถาม 'พรรคร่วมรัฐบาล' เกิดรอยร้าวหรือไม่ เห็นตัดงบประมาณกันเอง

‘ณัฐชา’ แฉ พรรคร่วมเกิดรอยร้าวหรือไม่ หักงบกันเองจนคลื่นใต้น้ำป่วน อัด รบ.ไม่เห็นความสำคัญเด็กหลุดระบบ โยกงบหมื่นล้านเข้ากระเป๋า ‘กองทุนหมู่บ้าน-งบกลาง-กรมอุทยาน’ แทนที่จะอุ้ม ‘กองทุนวิจัย-กยศ.’ แย้ม ปชน.จ่อเปิดอภิปรายแบบไม่ลงมติ ท้วงติง-แนะแนวทางรัฐบาล

กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ลั่นหยุดใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน ชี้ความรุนแรงไม่ใช่เครื่องมือพูดคุย

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอหยุดใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน