6 องค์กรสื่อห่วงแก้กฎหมายไทยพีบีเอส 'ศุภชัย' โต้ความเป็นอิสระต้องคู่รับผิดชอบเงิน

6 องค์กรวิชาชีพสื่อออกแถลงการณ์ปมแก้กฎหมายไทยพีบีเอส ย้ำเปลี่ยนจากเงินบำรุงสุรา-ยาสูบสู่งบประมาณประจำปี ต้องมีหลักประกันไม่ให้การเงินกลายเป็นเครื่องมือกดดันหรือแทรกแซง พร้อมเรียกร้องไทยพีบีเอสปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่ ด้าน “ศุภชัย ใจสมุทร” ผู้เสนอร่างฯ ชี้ต้องแยกความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อออกจากรูปแบบบริหารเงินสาธารณะ

3 ตุลาคม 2569 - องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 6 องค์กร ประกอบด้วย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย เผยแพร่แถลงการณ์ร่วม เรื่อง ข้อเสนอแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอสโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

แถลงการณ์ระบุถึงกรณีมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 โดยมีสาระสำคัญเปลี่ยนแปลงแหล่งรายได้ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส จากระบบเงินบำรุงที่จัดเก็บตามกฎหมายว่าด้วยสุราและยาสูบ มาเป็นการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ และการสร้างความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการเงินสาธารณะ

องค์กรวิชาชีพสื่อทั้ง 6 ระบุว่า ในฐานะองค์กรที่มีส่วนร่วมผลักดันแนวคิดและสนับสนุนการจัดตั้งสื่อสาธารณะของประเทศไทยมาตั้งแต่ต้น เห็นว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนและอนาคตของระบบสื่อสารมวลชนไทย โดยการแสดงจุดยืนครั้งนี้ไม่ได้มุ่งสนับสนุนหรือคัดค้านพรรคการเมืองหรือฝ่ายการเมืองใด แต่ตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานของสื่อสาธารณะ

ทั้งนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อเห็นถึงความสำคัญของวินัยการเงินการคลังของรัฐ รวมถึงความจำเป็นในการตรวจสอบประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความคุ้มค่าของการใช้เงินสาธารณะ แต่การเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของไทยพีบีเอสต้องคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของสื่อสาธารณะ ซึ่งมีภารกิจนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นอิสระและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

ย้ำแก้กฎหมายต้องไม่กระทบความเป็นอิสระ

สำหรับจุดยืนและข้อเสนอของ 6 องค์กร ประการแรก ยืนยันหลักการและความจำเป็นของสื่อสาธารณะในสังคมประชาธิปไตย โดยเห็นว่าสื่อสาธารณะมีบทบาทในการส่งเสริมสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร สร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่หลากหลาย และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยต้องเป็นอิสระจากการครอบงำของอำนาจรัฐ อำนาจทางการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจ

การแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอสจึงต้องไม่ทำให้หลักการดังกล่าวอ่อนแอลง และต้องรักษาสถานะของไทยพีบีเอสในฐานะสื่อของประชาชน มิใช่สื่อของรัฐบาลหรือเครื่องมือของฝ่ายการเมืองใด

ประการที่สอง เห็นว่ากฎหมายไทยพีบีเอสสามารถทบทวนและปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนไป ทั้งด้านเทคโนโลยี ภูมิทัศน์สื่อ พฤติกรรมการรับข่าวสาร และความต้องการของประชาชน แต่ไม่ควรจำกัดการทบทวนไว้เพียงเรื่องแหล่งรายได้หรืองบประมาณ

ควรครอบคลุมถึงบทบาทและพันธกิจของสื่อสาธารณะ โครงสร้างบริหารและกำกับดูแล ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรสาธารณะ รวมถึงกลไกความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อประชาชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐสภาเปิดกระบวนการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากองค์กรวิชาชีพ นักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อ ภาคประชาสังคม ผู้แทนผู้ชมและผู้ฟัง ตลอดจนประชาชนทั่วไป

ห่วงงบประมาณกลายเป็นเครื่องมือกดดัน

ประการที่สาม ต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะทั้งทางกฎหมายและการเงิน โดยองค์กรวิชาชีพสื่อเห็นว่า วินัยการเงินการคลังของรัฐกับความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะสามารถดำเนินควบคู่กันได้

อย่างไรก็ตาม ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่มีความสัมพันธ์กับความมั่นคงและความเป็นอิสระทางการเงิน การเปลี่ยนจากระบบเงินบำรุงที่กฎหมายกำหนดโดยตรงมาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงต้องประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ

หากเปลี่ยนมาใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี ต้องมีหลักประกันทางกฎหมายและเชิงสถาบันที่ชัดเจน ให้ไทยพีบีเอสมีรายได้เพียงพอ มั่นคง ต่อเนื่อง สามารถวางแผนระยะยาว และไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจทางการเมืองในการจัดสรรงบประมาณแต่ละปี

หลักประกันดังกล่าวต้องครอบคลุมทั้งการจัดสรร การพิจารณา และการเพิ่มหรือลดงบประมาณ ตลอดจนการบริหารองค์กร เพื่อไม่ให้กลไกทางการเงินถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันหรือแทรกแซงนโยบาย การบริหาร และการปฏิบัติหน้าที่ทางวิชาชีพ ขณะเดียวกันต้องมีกลไกตรวจสอบการใช้เงินสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้

จี้ไทยพีบีเอสปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่

ประการที่สี่ องค์กรวิชาชีพสื่อเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสทบทวนบทบาทและปฏิรูปการดำเนินงานครั้งสำคัญ เพื่อแสดงคุณค่าของสื่อสาธารณะต่อประชาชน โดยเห็นว่าการทบทวนกฎหมายครั้งนี้ควรเป็นโอกาสให้ไทยพีบีเอสทบทวนบทบาท พันธกิจ และประสิทธิภาพของตัวเองอย่างจริงจัง

ไทยพีบีเอสต้องแสดงให้สังคมเห็นถึงคุณค่าและความแตกต่างของสื่อสาธารณะจากสื่อของรัฐและสื่อเชิงพาณิชย์ ทั้งการนำเสนอข่าวที่ถูกต้อง รอบด้าน เป็นอิสระ กล้าตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วม และผลิตเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมซึ่งอาจไม่ได้รับความสำคัญเพียงพอจากกลไกตลาด

การทบทวนต้องครอบคลุมนโยบายและทิศทางองค์กร โครงสร้างบริหาร การจัดสรรทรัพยากร คุณภาพเนื้อหา ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความสามารถในการเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงการปรับตัวให้สอดคล้องกับภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป

6 องค์กรจึงขอให้คณะกรรมการนโยบายและฝ่ายบริหารไทยพีบีเอสเริ่มกระบวนการทบทวนและปฏิรูปองค์กรอย่างเปิดกว้าง ให้บุคลากร ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนมีส่วนร่วม พร้อมกำหนดแผนปรับปรุงองค์กรและตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่ประเมินได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนเห็นถึงประโยชน์ ความจำเป็น และความคุ้มค่าของสื่อสาธารณะที่ได้รับการสนับสนุนจากเงินสาธารณะ

พร้อมเรียกร้องให้ผู้เสนอร่างกฎหมาย รัฐสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาและเปิดเผยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงแหล่งรายได้ รวมทั้งพิจารณาทางเลือกในการจัดหาเงินทุนอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของไทยพีบีเอส

แถลงการณ์องค์กรสื่อระบุว่า “การรักษาความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ มิใช่การปกป้ององค์กรใดองค์กรหนึ่งจากการตรวจสอบ หากแต่เป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รอบด้าน และปราศจากการครอบงำของอำนาจทางการเมืองและผลประโยชน์ทางธุรกิจ”

‘ศุภชัย’ แจงกลับ แยกอิสระสื่อออกจากระบบเงิน

ขณะที่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ผู้เสนอร่างกฎหมายดังกล่าว โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงต่อแถลงการณ์ของ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ ภายใต้หัวข้อ “ความเป็นอิสระของสื่อ ต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบต่อเงินสาธารณะ”

นายศุภชัยระบุว่า เคารพความเห็นและความห่วงใยของทั้ง 6 องค์กร และเห็นด้วยว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ประชาชนโดยปราศจากการแทรกแซง แต่สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือ “ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อ” กับ “รูปแบบการจัดหาและบริหารเงินสาธารณะ” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

นายศุภชัยระบุว่า รัฐบาลไม่เคยกลัวการตรวจสอบ ปัจจุบันสื่อทั้งของรัฐ เอกชน และสื่อออนไลน์ต่างตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ไทยพีบีเอสไม่ใช่สื่อเพียงแห่งเดียวที่สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้ และความเป็นอิสระเป็นหลักพื้นฐานของวิชาชีพสื่อทุกสำนัก

ดังนั้น การเสนอเปลี่ยนระบบรายได้ของไทยพีบีเอสไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นว่า หากเปลี่ยนระบบเงินแล้วหมายความว่ารัฐบาลต้องการควบคุมสื่อโดยอัตโนมัติ แต่ควรพิจารณาว่าระบบใดจะรักษาความเป็นอิสระของสื่อ พร้อมกับทำให้การใช้เงินสาธารณะโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับวินัยการเงินการคลังของประเทศ

ย้ำสื่อใช้เงินสาธารณะต้องถูกตรวจสอบ

นายศุภชัยระบุอีกว่า เห็นด้วยกับแถลงการณ์ของ 6 องค์กรในส่วนที่ระบุว่า วินัยการเงินการคลังกับความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะสามารถดำเนินควบคู่กันได้ รวมถึงข้อเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสทบทวนบทบาท พันธกิจ โครงสร้างบริหาร การจัดสรรทรัพยากร คุณภาพเนื้อหา ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรสาธารณะ

หากยืนยันว่าไทยพีบีเอสเป็น “สื่อของประชาชน” ก็ต้องยอมรับว่าเงินที่ใช้ดำเนินงานมีที่มาจากระบบสาธารณะ ประชาชนจึงมีสิทธิตั้งคำถามว่าเงินถูกใช้อย่างไร มีประสิทธิภาพเพียงใด และกลไกจัดสรรเงินในปัจจุบันยังเหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศหรือไม่

การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวไม่ใช่การคุกคามเสรีภาพสื่อ และการแก้กฎหมายไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นการแทรกแซงกองบรรณาธิการ หากไม่มีบทบัญญัติหรือกลไกให้อำนาจฝ่ายการเมืองเข้าไปกำหนดเนื้อหาข่าว

นายศุภชัยยังหยิบข้อความช่วงท้ายของแถลงการณ์ที่ระบุว่า “การรักษาความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะมิใช่การปกป้ององค์กรใดองค์กรหนึ่งจากการตรวจสอบ” มาระบุว่า นี่คือหลักการที่ควรยึดร่วมกัน

“สื่อมีสิทธิตรวจสอบรัฐบาล รัฐบาลต้องยอมรับการตรวจสอบ และในขณะเดียวกัน องค์กรสื่อที่ใช้ทรัพยากรสาธารณะก็ต้องยอมรับการตรวจสอบจากประชาชนเช่นเดียวกัน”

นายศุภชัยระบุว่า ไม่ควรทำให้เรื่องนี้กลายเป็นการเลือกระหว่าง “เสรีภาพสื่อ” กับ “วินัยการคลัง” เพราะประเทศไทยสามารถและควรมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน โดยต้องการทั้งสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ และระบบการใช้เงินสาธารณะที่โปร่งใส คุ้มค่า และตรวจสอบได้เช่นกัน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จับตา 'สตง.-ไทยพีบีเอส' เปิดศึกแถลงปม 85 ล้าน โซเชียลงัดเอกสารเก่าโต้กันฝุ่นตลบ

จับตา สตง.แถลงผลสอบใช้เงินไทยพีบีเอส 11 โมง ก่อนอีกฝ่ายตั้งโต๊ะชี้แจงบ่ายสองวันเดียวกัน ขณะที่โลกออนไลน์งัดเอกสารย้อนหลังปม สตง.ขอให้กำกับดูแลสื่อ หลังทำข่าวตึก

'โบว์-ณัฏฐา' ตอบความคืบหน้าคดี 'ตึกสตง.ถล่ม' โต้นักวิเคราะห์ตรงไปตรงมาแค่ไหน

'โบว์-ณัฏฐา' ตอบข้อข้องใจ ตึก สตง. ถล่ม มีกี่คนที่รู้ว่าดำเนินคดีกว่า 4 คดี จำเลยกว่า 30 คน หลายคนไม่ได้ประกันตัวระหว่างสู้คดีเป็นเวลานาน สื่อมวลชนและนักวิเคราะห์ ตรงไปตรงมาแค่ไหน

'นักวิชาการ' โต้ 'ไทยพีบีเอส' ไม่ได้ตอบข้อสงสัย 'เหตผลและความจำเป็น' จ้างแบบเฉพาะเจาะจง

'สฤณี' โต้ 'อดิศักดิ์' แบบนี้ไม่เรียกว่าตอบข้อสงสัย แค่ลำดับกระบวนการ สิ่งที่คนที่เขาตั้งคำถามอยากรู้คือ 'เหตุผลและความจำเป็น' ในการจ้างแบบเฉพาะเจาะจงคืออะไร ความสมเหตุสมผลของการจ่ายค่าตอบแทนคนนอกเทียบกับการลงทุนผลิตรายการเอง แนะแก้ตัวให้น้อยลง ชี้แจง รับฟัง เปิดพื้นที่ผู้วิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น