สองรุ่นหนึ่งตระกูล สะเทือนไกลเกินกว่ากาสิโน! 2 เดือนปิดจ็อบได้จริงหรือ

เสียงที่ดังที่สุดในสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน ไม่ได้มาจากฝ่ายค้าน ไม่ใช่เสียงอภิปรายซักฟอก และไม่ได้ตั้งใจจะไล่ใครตกเวทีการเมือง หากแต่มาจากปากของ สส.ฝ่ายรัฐบาลเอง

และไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก “ไชยชนก ชิดชอบ” ทายาทของ ตระกูลการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดตระกูลหนึ่งในประเทศ

คำพูดที่ว่า “ผมลูกชายของนายเนวิน…จะไม่มีวันเห็นด้วยกับกาสิโน” ไม่ใช่แค่คำประกาศส่วนตัวของสส.หนุ่มจากบุรีรัมย์

แต่คือถ้อยคำที่ สั่นสะเทือนถึงเสถียรภาพพรรคร่วมรัฐบาล และเปิดแผลใหญ่ให้เห็นถึง ความไม่เป็นเอกภาพในพันธมิตรทางการเมือง ที่เคยเดินไปในทิศทางเดียวกัน

หากมองเฉพาะในเกมในสภา นี่อาจถูกตีความว่าเป็น “การพูดผิดจังหวะ” อย่างที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย “อนุทิน ชาญวีรกูล” รีบชี้แจง

แต่ในแง่การเมือง นี่ไม่ใช่แค่ การพูด “ผิดคิว” แต่มันคือ การ “กดคีย์” เพื่อบอกให้รู้ว่า เสียงในรัฐบาลไม่เป็นเสียงเดียวกันอีกต่อไป

และเมื่อถอยหลังกลับไปเพียงไม่กี่วัน ก็จะพบว่า เสียงของ “ไชยชนก” ไม่ใช่เสียงโดดเดี่ยว

คำพูดของผู้เป็นพ่อ-เนวิน ชิดชอบ ก็เพิ่งเหน็บแนมออกไมค์ว่า “ตอนนี้กฎหมายอะไรก็คงไม่ด่วนเท่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์”

ถ้อยคำที่ฟังเผิน ๆ อาจดูเหมือนแค่การประชดในเวทีท้องถิ่น แต่ในโลกการเมืองที่ไม่มีคำพูดใด “ไร้น้ำหนักโดยตั้งใจ”

การเหน็บของ “เนวิน” จึงถูกตีความได้ว่าเป็น “การส่งสัญญาณ” ถึงรัฐบาลว่าเกมนี้กำลังถูกจับตามองจากผู้เล่นที่ไม่ได้อยู่บนเวที แต่มีอำนาจขยับกระดาน

ในแวดวงการเมือง ไม่มีใครไม่รู้ว่า “เนวิน” ไม่ใช่แค่ “เจ้าของจังหวัด” แต่คือผู้วาง โครงสร้างการต่อรองระดับชาติ ผ่านฐานเสียงที่เหนียวแน่น และเมื่อเริ่ม “พูดช้า-แต่ชัด” คนในเกมก็รู้ทันทีว่าเขากำลัง สื่อสารมากกว่าคำ

สองประโยคจากสองเจเนอเรชันในตระกูลเดียวกัน ชี้ชัดว่า “บุรีรัมย์” ไม่ได้นิ่งเฉยต่อประเด็นกาสิโนอีกต่อไปและจังหวะที่เสียงเริ่มดังขึ้น ก็กำลังสั่นคลอนสิ่งที่เรียกว่า “เอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล”

เพราะถ้าตระกูลชิดชอบ ที่เปรียบเสมือน กระดูกสันหลังของพรรคภูมิใจไทย ขยับเมื่อไหร่ เมืองก็จะสั่นไหวตามมาเสมอ!

แม้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” จะรีบออกมาเบรกว่า นั่นเป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่มติพรรค แต่คำว่า “เลขาธิการพรรค” ที่ “ไชยชนก” สวมอยู่ กับ “ลูกชายของเนวิน” ที่ไม่มีใครมองข้ามได้ มันทำให้การพูด “ส่วนตัว” ในสภา ไม่เคยเป็นแค่เรื่องส่วนตัว

โดยเฉพาะเมื่อ “ตระกูลชิดชอบ” ไม่ใช่แค่เจ้าของพื้นที่ทางเลือกเสียงในอีสาน แต่ยังถือ กลไกการบริหารส่วนกลางของพรรคภูมิใจไทย ไว้ในมือ ทั้งในแง่โครงสร้างและสายสัมพันธ์ภายใน

ตรงกันข้ามกับน้ำเสียงของนายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร” ที่ดูจะไม่เปลี่ยนจังหวะเดินหน้าของรัฐบาลแม้แต่น้อย

นายกฯย้ำว่า “สองเดือนในช่วงปิดสมัยประชุมสภา เพียงพอสำหรับการสร้างความเข้าใจ” เป็นคำพูดที่ฟังแล้วมั่นใจ

แต่ก็เปิดเผยให้เห็นเช่นกันว่า เธอยังไม่คิดจะถอยจากร่างกฎหมายที่ผนวก “กาสิโน” เข้าไว้ในโครงการเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

สองเดือนนี้จึงไม่ใช่ช่วงเวลา “พักหายใจ” แต่คือเวลา “กำหนดเกมต่อ” ว่าจะเดินหน้าไปพร้อมกับใคร และจะทิ้งใครไว้ข้างหลัง

และถ้ารัฐบาลยังไม่พร้อมจะเปลี่ยนแผน แต่แค่ปรับจังหวะ นั่นก็ยิ่งทำให้การประกาศ “ไม่เอากาสิโน” ของ “ไชยชนก” ดูทรงพลังยิ่งกว่าเดิม

เมื่อเสียงค้านไม่ได้มาจากฝ่ายค้าน แต่ลุกขึ้นกลางสภาจากฝั่งรัฐบาลเอง สวนทางกับจังหวะ สวนทางกับแถลงการณ์ และ สะเทือนภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่พยายามแสดงความเป็นหนึ่งเดียว

นั่นไม่ใช่แค่การเห็นต่าง แต่มันคือการเริ่ม วางตัวออกจากเส้นกลางของรัฐบาล เพื่อยืนใน จุดที่พร้อมจะต่อรองมากกว่ารับคำสั่ง

และ “ไชยชนก” ไม่ใช่คนเดียว พรรคประชาชาติ อีกพรรคร่วมรัฐบาล ก็ออกแถลงการณ์คัดค้านร่างกฎหมายนี้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุผลด้านศาสนาและวัฒนธรรม

น้ำหนักของคำปฏิเสธจึงไม่ใช่แค่เชิงสัญลักษณ์ แต่สะท้อนว่า รัฐบาลกำลังเผชิญแรงสั่นไหวจากทั้ง “ใจกลางของอีสาน” และ “ชายขอบของภาคใต้” ไปพร้อมกัน

ขณะที่ฝ่ายค้านยังไม่ต้องออกแรงอะไรมากเพียงแค่ยืนดูฟากฟ้าของรัฐบาลเริ่มกลายเป็นฝุ่น

“แพทองธาร” อาจมองว่า นี่คือเรื่องของ “การสื่อสารผิดพลาด” โจทย์จึงเหลือแค่ “ทำความเข้าใจ” แต่ในความจริง การเมืองไม่ใช่สนามที่คนไม่เข้าใจจะต่อต้าน หลายครั้ง คนต่อต้านเพราะเข้าใจดีต่างหาก!

สองเดือนจากนี้จึงไม่ใช่แค่เวลาทำความเข้าใจ แต่มันคือช่วงเวลาแห่งการทดลองกำลัง ว่ารัฐบาลชุดนี้จะประคองเสียงในสภาไว้ได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อพรรคร่วมเริ่มมีท่าทีไม่แน่ใจว่าอยากร่วมอะไรต่อดี

และหากสองเดือนนี้ไม่สามารถ “ปิดจ็อบทางการเมือง” ให้ชัดเจน กฎหมายนี้อาจผ่าน หรืออาจไม่ผ่าน แต่สิ่งที่สั่นคลอนมากกว่าคือ ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างพรรคร่วม ที่เคยเชื่อว่าจะเดินไปในทิศทางเดียวกัน

เพราะในความเป็นจริงของ “รัฐบาลผสม” ไม่มีอะไรเรียกว่า “เดินหน้าต่อ” ได้จริง หากไม่มีใครอยากเดินข้าง ๆ กันอีกแล้ว

คำพูดว่า “ผมลูกเนวิน” จึงไม่ใช่เพียงเสียงสะท้อนของความไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายกาสิโน แต่มันอาจเป็นเสียงแรกที่เปิดทางให้พรรคร่วมเริ่ม “กล้าพูด” ในสิ่งที่คิด

และเมื่อความกล้าพูดเริ่มแพร่ออกไป รัฐบาลอาจต้องเตรียมรับมือกับเสียงที่ไม่ได้ดังมาจากฝั่งตรงข้าม แต่ดังขึ้นจากคนที่เคยนั่งข้างกัน

ไม่ใช่แค่เพราะพวกเขาคัดค้านกาสิโนแต่เพราะอาจกำลังบอกว่า เกมนี้… ไม่ใช่เกมของพวกเขาอีกต่อไป!

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' ยืนยันหากภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล ปะทะเขมรเมื่อไหร่ไม่มีคำว่าแพ้ ไม่เปิดด่าน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ช่วย นายคชศักดิ์ ศิริรัตน์มานะวงศ์ ผู้สมัคร สส.เขต 6 หาเสียง โดยนายอนุทิน กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า หวังว่าวันที่ 8 ก.พ.นี้ อ.ขุขันธ์จะให้ความไว้วางใจพรรคภูมิใจไทย

'อนุทิน' ขอพี่น้องเลือกผู้นำรัฐบาลตัดสินใจเรื่องสู้รบชายแดน ชนะเขมรแน่นอน ไม่เอาเด็กฝึกงานใหม่

“อนุทิน” ลั่นนาทีนี้ไม่มีใครเหนือผม เข้าใจคนชายแดน เหน็บไม่เคยถามทหารมีไว้ทำไม อ้อนขอเป็นรัฐบาล 4 ปี ถ้า 1 ปีทดลองไม่ผ่านไปทันที ขอเลือก ภท. ยกจังหวัดเพื่อทำงานไม่ขัดแข้งขัดขาเหมือนอดีต

สนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ 33 เขต กับการกลับมาอยู่ในสมการของ 'ประชาธิปัตย์'

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่แตกต่างจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 อย่างเห็นได้ชัด หากการเลือกตั้งครั้งก่อนถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสทางการเมืองที่พุ่งแรงและรวมศูนย์ การเลือกตั้งครั้งนี้กลับไม่มีแรงส่งแบบเดียวกัน และผลลัพธ์ไม่สามารถอธิบายด้วยพรรคการเมืองเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป

ปลุกคนกรุง 'เลือกตั้งแบบยุทธศาสตร์' คนที่ไม่เลือกสส.เขต 'พรรคส้ม' ควรเลือกพรรคที่มีโอกาสชนะ

'ไทกร' ปลุกคนกรุง 'เลือกตั้งแบบยุทธศาสตร์' คนที่ไม่เลือกสส.เขต 'พรรคส้ม' ควรไปเลือกผู้สมัครของพรรคที่มีโอกาสชนะมากที่สุด ไม่ควรเลือกตามใจชอบ จะทำให้คะแนนผู้สมัครสส.เขตตัดกันเอง ผู้สมัครที่ชนะคือ'พรรคส้ม'

'พิพัฒน์' เหน็บประชาธิปัตย์ ทวงสมบัติพ่อเฒ่า รักษาไม่ได้ก็แบ่งให้ภูมิใจไทยรับช่วงต่อ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำดูแลพื้นที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงภาพรวมช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ว่าจากการลงพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยยังตั้งเป้าได้สส.ไม่น้อยกว่า 31 เขต และขอฝากเบอร์ 37 ซึ่งเป็นคะแนนพรรคภูมิใจไทยด้วย ขณะที่ในส่วนของ จ.สุราษฎร์ธานี

'ซาบีดา-มนัญญา' ลุยเขต 3 ทับสะแก-บางสะพาน หนุน 'พงษ์พันธ์' โค้งสุดท้าย

“ซาบีดา-มนัญญา" ลงพื้นที่ เขต 3 ทับสะแก-บางสะพาน จ.ประจวบฯ ช่วยผู้สมัคร สส."พงษ์พันธ์" เบอร์ 7 หาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย ย้ำชัดเป็นคนพูดแล้วทำ