สงคราม...กับ 'กฎเหล็ก' ของพระผู้เป็นเจ้า!!!

อย่างที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้หยิบเอาเรื่อง มิคสัญญียุค มาเล่า มาพยากรณ์ หรือมาอรรถาธิบายแบบคล้ายๆ นิทานชาดก ฯลฯ ก็แล้วแต่จะว่ากันไป จนถูกจดบันทึกไว้เป็นหลักฐานในคัมภีร์ พระไตรปิฎก ตราบเท่าทุกวันนี้ อันพอที่จะสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า กระบวนการปรับเปลี่ยนจิตสำนึก ของผู้คนโดยทั่วไป หรือโดยส่วนใหญ่นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องอาศัยจังหวะ-เวลา สภาพแวดล้อม และความเป็นไปของฉากสถานการณ์ในแบบสุดลิ่มทิ่มกระดาน เอาเลยก็ว่าได้...

คือถึงขั้นที่บรรดา ผู้เหลือรอด ทั้งหลาย ที่ต้องเผ่นหนีไปอยู่ตามป่าหญ้า สุมทุมพุ่มไม้ ป่าดงพงชัฏ ระหว่างเกาะหรือซอกเขา ต้องใช้เหง้าไม้ ผลไม้ป่า ยังชีพเป็นอาหาร อันเนื่องมาจากแนวคิดที่ออกไปทาง เราอย่าฆ่าใคร และอย่าให้ใครฆ่าเรา ในช่วงจังหวะ สัตถันดรกัป หรือช่วงที่ ความเสื่อม ในหมู่มวลมนุษย์ดำเนินไปถึงขีดสุด ไม่คิดจะนับญาติ นับพ่อ-แม่-ครูบาอาจารย์อีกต่อไป หันไปฉวย ศัตราอันคมกริบ เป็นอาวุธ ฆ่าฟันกันและกันเพราะต่างเห็นกันและกัน เป็นเพียงแค่ เนื้อ หรือ มิคสัญญา หาใช่เป็นมนุษย์ตาดำๆ เป็นผู้มีจิต มีวิญญาณ มีอารมณ์ความรู้สึกอันประณีตละเอียดอ่อน แต่อย่างใดไม่...

จนกระทั่งผ่านไป 7 วัน (สัตถันดรกัป) หรือฆ่ากันจนกระทั่งแทบไม่เหลือไปด้วยกันทุกฝ่าย บรรดา ผู้เหลือรอด เหล่านี้ ถึงได้ค่อยๆ ออกมาจากสุมทุม พุ่มไม้ ป่าดงพงชัฏ ด้วยความร่าเริง ยินดี ขับร้องอย่างดีใจเหลือเกิน และได้เกิดแนวคิดใหม่ๆ อันเนื่องมาจาก กระบวนการปรับเปลี่ยนจิตสำนึก ในลักษณะที่ว่า นั่นก็คือ... “อย่ากระนั้นเลย เราควรบำเพ็ญกุศลกรรม ละเว้นอกุศลกรรม เริ่มต้นด้วยการงดเว้นปาณาติบาต (การฆ่า) เป็นเบื้องแรก” ก่อนที่จะค่อยๆ ยกระดับและพัฒนา จนกลายมาเป็นผู้ยึดมั่นในธรรม อยู่ในศีล-ในธรรม หรือกลายมาเป็น เงื่อนไข ที่ทำให้ พระศรีอริยเมตไตรย ท่านพร้อมที่จะเสด็จลงมาก่อรูป ก่อร่าง พระศาสนาขึ้นมาใหม่...

ดังนั้น...ในช่วงระหว่างที่ใครต่อใครยังไม่ได้รู้สึก-รู้สา ว่าบรรดา มนุษย์ตาดำๆ ถูกเข่นฆ่า ล้างผลาญ ระดับไม่ต่างอะไรไปจากการ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในบางซอก บางมุม ของโลก เช่นที่เขตฉนวนกาซา เป็นต้น ไม่ว่าจะเด็ก ผู้หญิง คนแก่-คนชรา ยังเอาแต่ดื่มๆ กินๆ หมกมุ่นอยู่กับการกิน-ขี้-ปี้-นอนไปตามปกติ แม้เห็นอยู่จะจะคาตา ว่าเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมโรงเรียน มินาบ ในอิหร่านนับร้อยๆ ถูกจรวดโทมาฮอว์กของ ไอ้ทรัมป์บ้า เด็ดหัว เด็ดชีพ เป็นเป้าหมายแรกๆ นับจากการเปิดฉาก ชิงโจมตีก่อน ระหว่างการเจรจากับอิหร่านยังไม่ทันแล้วเสร็จ แถมยังไม่ได้คิดเอาเลยแม้แต่นิด ว่าการฮึดสู้ของประเทศที่ต้องการปกป้องอธิปไตยของตัวเองอย่างอิหร่าน กับประเทศที่ต้องการยึดครอง ครอบครอง ประเทศผู้อื่น ดินแดนของผู้อื่น อย่างคุณพ่ออเมริกาและพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อิสราเอลนั้น ใครถูก-ใครผิด ใครดี-ใครชั่ว อย่างมาก...ก็แค่หูแหก-ตาแหก วิ่งพล่านหา น้ำมัน มาเติมรถราตัวเอง เพื่อให้ขับไปประกอบกิจการ กิน-ขี้-ปี้-นอน ได้ตามปกติ...

อันนี้...จึงต้องถือเป็นช่วงที่เวลา กระบวนการปรับเปลี่ยนจิตสำนึก ยังไม่ถึงกับ ตลกผลึก ยังไม่ได้เสร็จสิ้น สมบูรณ์ ยังไม่มีอานุภาพพอที่จะผลิตแนวคิดใหม่ๆ จิตสำนึกใหม่ๆ ให้กับความเป็นไปของโลกอนาคต กับฉากสถานการณ์ความเป็นไปแห่งอนาคต ได้อย่างเป็นจริง-เป็นจัง หรือ อย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้น...ยังคงต้องรอคอย ต้องอดทน อดกลั้น ไปอีกซักพักใหญ่ๆ จนกว่าผู้คนโดยส่วนใหญ่จะเลิกให้ความสำคัญกับการกิน-ขี้-ปี้-นอน กับการเอาตัวรอดไปตามแบบฉบับของใคร-ก็ของมัน ของแต่ละสังคม แต่ละประเทศ แล้วหันมาให้ความสำคัญกับจิตใจ จิตสำนึก กับอารมณ์-ความรู้สึกที่สามารถนำมาใช้เป็นเงื่อนไข เป็นตัวรองรับความมีศีล-มีธรรม ไปตามลำดับขั้น...

ด้วยเหตุนี้...คงต้องทำใจ-ปรับจิต-ปรับใจ ต้องเบิ่งตาดูความโหดเหี้ยม โหดร้าย ความอำมหิตผิดมนุษย์มนา ไปอีกเป็นเจเนอเรชันๆ นั่นแหละทั่น จนกว่าเจเนอเรชันแห่งความล้มเหลวของ อาเฮียสุทธิชัย พวก Baby Boomers พวก Gen-X, Gen-Y, Gen-Alpha-Beta ฯลฯ ทั้งหลาย จะเริ่มคิดๆ แบบบรรดา ผู้เหลือรอด ในช่วงสัตถันดรกัป ไม่ได้แค่ดิ้นรน ตะเกียกตะกาย หาน้ำมันเติมรถ นั่งคิด-นั่งนึกอยู่กับการ เทขาย-ช้อนซื้อ หุ้นเงิน-หุ้นทอง หรือสนุกสนานอยู่กับการด่า-การเชียร์ฝ่ายใด-ฝ่ายหนึ่งแบบพวก ติ่งๆ ในแต่ละราย หรือต้องรอจนกว่าบรรดาความเจ็บปวด รวดร้าว เหล่านี้ มันจะแผ่ซ่าน แทรกซึมเข้าสู่ อายตนะ และลึกลงไปถึง จิตสำนึก ของใครต่อใครจนได้ อันนั้นนั่นแหละ...ที่จะทำให้ กระบวนการปรับเปลี่ยนจิตสำนึก อุบัติขึ้นมาอย่างเป็นระบบและกิจการ เป็นไปตาม กฎเหล็ก ของ พระผู้เป็นเจ้า หรือ กฎอิทัปปัจจยตา-ปฏิจจสมุปบาท อันว่าด้วย...ด้วยเหตุเพราะสิ่งนี้-สิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเป็นไป อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คิดจะฟ้องไทย...ไงกลายเป็นหมาหัวเน่า

สันดานโจร สันดานคนโกหก กล่าวหาไทยด้วยข้อความเป็นเท็จ พูดจาด้วยท่าทีที่รุนแรง หวังที่จะฟ้องประชาคมโลกให้ช่วยรุมประณามไทย ดรามาว่าข้อพิพาทระหว่างเขากับเราในเวลานี้ ไทยเราเป็นคนเริ่มต้น ไทยเราเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กอย่างไร้มนุษยธรรม ดรามาทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร ใช้คนแก่

ความรู้-คู่-คุณธรรม

คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้...ว่าด้วยความ ก้าวหน้า-ก้าวไกล ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการสื่อสารมันเลยทำให้บรรดา กูรู-กูรู้ ไม่ว่าในบ้านเราหรือในระดับโลกก็ตามที

'แคนดิเดต ผบ.' หวิดงานเข้า

จู่ๆ ก็เกือบงานเข้า บิ๊กไมค์-พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) หนึ่งในแคนดิเดตชิงเก้าอี้ "ผู้นำสีกากี" ต่อจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

แสนคนด่า...แต่ว่าล้านคนรัก

เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม

ป้อมปราการที่มิมีผู้ใดจะตีแตก!!!

อย่างที่เคยพูดๆ เอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ผล เลือกตั้ง ครั้งสุดท้ายของบ้านเรานั่นแหละว่า...ไม่ว่าใคร? พรรคใด? ได้เสียงข้างมาก ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่ย่อมหนีไม่พ้นต้อง ซวยฉิบหาย-ซวยตายห่า

โละ 'บัญชีผี' กอ.รมน.

เอ๊ะ!!! ไม่รู้มีอะไรในกอไผ่มากกว่าหน่อไม้หรือไม่ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา "4 แคนดิเดต" ชิงเก้าอี้ "ผบ.ตร." หรือ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" คนที่ 16 ต่อคิวจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์