22-29-9 ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนปฏิทิน หากแต่คือ สามเส้นตาย ที่กำลังบีบวงล้อม พ่อลูกชินวัตร ให้ไร้ทางถอย จาก คดี 112, คดีคลิปเสียง, จนถึงคดีบังคับโทษชั้น 14 แต่ละคดีคือ ประตูแห่งความพ่ายแพ้ ที่ต่างกันเพียงรูปแบบเท่านั้น จะหนีก็ถูกตราหน้าว่าไร้เกียรติ จะลาออกก็เหลือเพียงเถ้าซากอนาคต และต่อให้รอดบ้าง ก็ยังไม่อาจพ้นบ่วงความไม่ไว้วางใจที่สังคมถักทอรัดไว้แน่น
การเมืองไทยกำลังยืนอยู่บน คมมีดบางที่สุด ในรอบหลายปี เพราะทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่ ทักษิณ ชินวัตร และ แพทองธาร ชินวัตร-พ่อลูก ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้นำพรรค หากแต่คือ สัญลักษณ์ของความขัดแย้ง และเป็น ตัวแปรใหญ่ ที่กำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ
ทั้งสองกำลังเผชิญหน้า สามคดีใหญ่ ที่จะถูกอ่านคำพิพากษาเรียงต่อกันในเวลาไม่ถึงเดือนเดียว คำตัดสินเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเส้นใต้ทางกฎหมาย หากแต่คือ จุดพลิกสมการการเมืองไทย ทั้งฉาก
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นไปในทิศเดียวกันว่า สองพ่อลูกมีโอกาสพ่ายคดีสูง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ศาลอาจชี้อีกทาง หากมองว่าหลักฐานไม่มั่นคงพอ ทุกอย่างยังเปิดกว้างจนกว่าจะถึงวันพิพากษา เพียงแต่แม้รอดจากคดีหนึ่งหรือสองคดี ก็ไม่ได้หมายถึงชัยชนะที่แท้จริง เพราะ ทุนทางการเมืองได้ถูกกัดกร่อนจนแทบไม่เหลือพื้นที่ฟื้นตัวแล้ว
เส้นทางที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ แพทองธารอาจเลือกลาออก เพื่อดึงคดีออกจากศาลรัฐธรรมนูญ และ ทักษิณอาจกลับไปสู่บทซ้ำเมื่อ 17 ปีก่อน การหนีออกนอกประเทศ ก่อนคำพิพากษา แม้ไม่อยู่ในไทย แต่ บทบาทของเขาไม่เคยหายจากการเมืองแม้แต่วินาทีเดียว
คดีมาตรา 112 ของทักษิณ ที่ศาลอาญาจะอ่านคำพิพากษาในวันที่ 22 สิงหาคม เป็นเพียง ประตูด่านแรก เพราะยังสามารถยืดเยื้อไปสู่ศาลอุทธรณ์-ศาลฎีกา หากผลออกมาไม่เป็นคุณ
แต่ คดีบังคับโทษชั้น 14 ที่ศาลฎีกาจะอ่านคำสั่งวันที่ 9 กันยายน คือ หัวใจของความเสี่ยง เพราะที่ผ่านมา ทักษิณไม่เคยก้าวเท้าเข้าเรือนจำจริง หากศาลชี้ว่ากระบวนการก่อนหน้ามีปัญหา ผลลัพธ์คือการถูกนำตัวไปจำคุกจริง ไม่ใช่เพียง นักโทษบนกระดาษ
เมื่อประกบเข้ากับ คดีคลิปเสียงสนทนากับฮุน เซน ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยวันที่ 29 สิงหาคม เกมจึงถูกบีบพร้อมกันจากสามทิศ เป็น บ่วงสามชั้น ที่รัดแน่น แม้หลุดจากคดีหนึ่ง ก็ยังไม่พอให้ตระกูลนี้หายใจสะดวก เพราะเงาของคดีอื่นยังถาโถมรออยู่
สำหรับ แพทองธาร คดีคลิปเสียงคือ บ่วงที่อันตรายที่สุด หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง เธอจะต้อง พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทั้งชุดจะต้องพ้นจากอำนาจตามไปด้วย แถมยังเสี่ยง หมดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต
ไม่น่าแปลกที่มีกระแสวิเคราะห์ว่า การ “ลาออก” อาจเป็นทางเบี่ยงเพื่อกลับมาใหม่ในอนาคต แต่ในความเป็นจริง เส้นทางนี้ไม่ได้ถนอมอนาคตเลย หากแต่เป็น การเร่งเปิดแผล เพราะทันทีที่ลาออก ความหมายก็ชัดเจน คือการ ยอมรับข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรมโดยปริยาย
ผลสะเทือนจะกระแทกพรรคเพื่อไทยเต็มแรง พรรคที่ศรัทธาลดลงจากทั้งปัญหาภายในและแรงกดดันจาก ชายแดนไทย–กัมพูชา จะยิ่งถูกกัดกร่อนลงไปอีก การลาออกจึงไม่ใช่ การถอยเพื่อรุก หากแต่เป็น การถอยที่ทิ้งร่องรอยพ่ายแพ้ ให้คู่แข่งใช้โจมตีซ้ำ
ที่สำคัญ ต่อให้คดีหลุดจากศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีหลักประกันว่า เมื่อแพทองธารกลับมาเล่นการเมือง เรื่องเดียวกันจะไม่ถูกหยิบขึ้นมาเป็นข้อหาซ้ำอีก การลาออกจึงคือ การเปิดประตูสู่ความพังพินาศ มากกว่าจะรักษาอนาคตไว้
เส้นทางของ ทักษิณ หากเลือกกลับไปใช้บทเดิม การ หลบหนี ก่อนคำพิพากษา จะเป็น รอยตราหนักหนากว่าเดิม เพราะสะท้อนชัดว่าเขาไม่อาจเผชิญหน้ากับกฎหมายได้จริง
เขาเคยทำมาแล้วหนึ่งครั้ง ยาวนานกว่าทศวรรษ และวันนี้ในวัย 76 ปี การหนีอีกรอบไม่ใช่เพียงการเลี่ยงโทษจำคุก แต่คือการยอมใช้ชีวิตบั้นปลาย ไร้หลักแผ่นดิน บ้านเกิดแทบไม่มีวันได้กลับมาเยือนอีก นอกจากเพียง เศษเอกสารทางกฎหมาย ที่เหลือไว้แทนตัวตน
การหนีอาจทำให้พ้นกรงเหล็ก แต่ก็ปิดประตู ศักดิ์ศรี และทำลาย บารมีทางการเมือง ที่เคยมี หากอดีตเขาคือผู้นำผู้ท้าชน การเลือกหนีในวัยใกล้ฝั่งจะตรึงชื่อ “ทักษิณ” ไว้กับคำว่า นักโทษหนีคดี จนถึงวาระสุดท้าย
เมื่อเปรียบกับอีกเส้นทาง การลาออกของแพทองธาร ทั้งคู่ต่างคือ บทแพ้ ที่แตกต่างกันเพียงรูปแบบเท่านั้น
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้ซับซ้อนยิ่งขึ้น คือ ทุกคดีพันกันในเชิงภาพลักษณ์ทางการเมือง หากแพทองธารถูกชี้ผิดในคดีคลิปเสียง ผลสะเทือนจะกระแทกพรรคเพื่อไทยทั้งระบบ และย้อนกลับไปลดทอน ความน่าเชื่อถือของทักษิณ
ในทางกลับกัน หากทักษิณแพ้คดี 112 หรือถูกบังคับโทษ คำพิพากษานั้นก็จะตอกย้ำข้อครหาที่ว่า แพทองธารเป็นเพียงเงาสะท้อนของบิดา มิได้มีอิสระในการนำประเทศ
นี่คือ บ่วงคู่ขนาน ที่ทำให้พ่อลูกไม่อาจก้าวไปโดยไม่เกี่ยวพันกัน และต่อให้ผลคดีใดคดีหนึ่งออกมาเป็น “ชัยชนะ” ก็เป็นเพียง ชัยชนะเชิงเทคนิค ไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ บ่วงทั้งสามคดีได้สร้างแรงกดดันมหาศาล ต่อสองพ่อลูกไปแล้ว ไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยเช่นไร ชื่อ “ชินวัตร” ก็ถูกผูกติดกับ ความไม่ไว้วางใจ ของสังคมอย่างลึกแน่น
สำหรับ ทักษิณ เวลาได้กลายเป็น คู่ต่อสู้ที่แท้จริง ในวัย 76 ปี หากต้องเลือกหนีอีกครั้ง ก็คือการใช้ชีวิตบั้นปลายต่างแดนโดยไร้วันกลับบ้านเกิด
ส่วน แพทองธาร หากถูกชี้ว่ามีความผิด ก็ไม่เพียงเสียตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ยังหมายถึง การสิ้นสุดเส้นทางทางการเมือง ไปด้วย
ดังนั้น ไม่ว่าทางเลือกใด ทุกเส้นทางคือ ความพ่ายแพ้คนละแบบ จะ หนี ก็ถูกตราหน้าว่าไร้เกียรติ จะ ลาออก ก็เหลือเพียงเถ้าซากอนาคต จะ ยืนหยัดสู้แล้วแพ้ ก็ถูกตรึงชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่า ตระกูลชินวัตรถูกบีบจนหมดหนทาง
และแม้ในกรณีที่ไม่คาดคิด หากชนะคดี สิ่งนั้นก็ไม่ใช่ ชัยชนะที่แท้จริง เพราะ บ่วงแห่งความไม่ไว้วางใจ ยังคงรัดแน่น ศรัทธาที่สังคมสูญเสียไปแล้วไม่อาจฟื้นคืนด้วยคำพิพากษาเดียว พรรคเพื่อไทยยังคงถูกตั้งคำถามเรื่องบทบาทของทักษิณ และแพทองธารยังคงถูกมองว่าเป็นเพียง เงาสะท้อนของบิดา
ไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไร บทเรียนครั้งนี้ชี้ชัดว่า การเมืองไทยยังคงติดหล่มอยู่กับชะตากรรมของบุคคล มากกว่าที่จะก้าวเดินไปด้วยโครงสร้างและสถาบันที่ยั่งยืน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ยศชนัน' เหน็บหลายนโยบายขายฝัน ไม่รู้เอาเงินมาจากไหน คุยโวสุ่มแจกเงินล้าน เพื่อไทยทำได้จริง
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และคณะ เดินทางลงพื้นที่ปราศรัยช่วยนางนวรัตน์ พาโคกทม ผู้สมัครสส.ร้อยเอ็ด เขต 7 หาเสียง
'ยศชนัน' ลั่นขอทำหน้าที่นายกฯ นำสันติสุข ความสงบและอธิปไตยกลับมา
"ยศชนัน" ลุย สุรินทร์ ชูแก้ปัญหาน้ำ–ประกันกำไรข้าวหอมมะลิ ประกาศพร้อมสานฝันคุณภาพชีวิตเกษตรกร 8 ก.พ. เปลี่ยนความหวังเป็นความจริง ย้ำ ทำให้ดีที่สุดในหน้าที่ ‘นายกฯ’ นำสันติสุข ความสงบ และอธิปไตยกลับมา
'พี่ศรี' กัดไม่ปล่อย ยื่นแพทยสภา สอบเพิ่ม 13 หมอ เอี่ยวทักษิณนอนชั้น 14 รพ.ตำรวจ
นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นเอกสารข้อมูล(เพิ่ม) หลังจากที่แพทยสภามีหนังสือขอข้อมูลประกอบการพิจารณาการสอบสวนจริยธรรมกลุ่มแพทย์ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณ ชินวัตร
ทบ.โต้คลิปเสียงปูดพรรคส้มเป็นรัฐบาลจะมียึดอำนาจ ลั่นไม่ใช่ท่าที-จุดยืนกองทัพ
พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่คลิปเสียงในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายบุคคลทางการเมืองกล่าวอ้า
'ยศชนัน' อ้อนคนอำนาจเจริญเลือกเพื่อไทย 2 ใบ ชาวบ้านแห่เรียก นายกฯเชน
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และคณะ เดินทางมาลงพื้นที่ปราศรัยช่วย น.ส.พิมพ์วิภา บัวบุตร ผู้สมัคร สส.อำนาจเจริญ เขต1 เบอร์ 3 และน.ส.วรัดดา ประเสริฐศรี ผู้สมัคร สส.อำนาจเจริญ เขต 2 เบอร์ 3 โดยมีประชาชนมารับฟังการปราศรัยจนเต็มพื้นที่ โดยประชาชนได้มอบพวงมาลัยดอกดาวเรือง ข้าวตอกแตก อโวคาโด และสายสะพายตำแหน่งนายกฯ คนที่ 33
'ยศชนัน' ปราศรัยมุกดาหาร ดันเมืองการค้า-ท่องเที่ยวชายโขง เชื่อมโยงสู่สากล
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย และคณะ เดินทางมายัง จ.มุกดาหาร เพื่อปราศรัยช่วยนายนนทภูมิ ตั้งปณิธานนท์ ผู้สมัคร สส.มุกดาหาร เขต 1 และ น.ส.ปิยธิดา บุตรกาล ผู้สมัคร สส.มุกดาหาร เขต 2 หาเสียง

