การเมืองไทยวันนี้เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ใน “ฤดูผสมพันธุ์” ฝ่ายที่เคยแยกเขี้ยวใส่กัน กลับมาคลอเคลียส่งเสียงหงิงประจบ ศัตรูเก่าพลิกเป็นคู่เกี้ยวใหม่ เพียงเพื่อสืบต่อเก้าอี้และอำนาจ เงื่อนไขสั้นๆ อย่าง “4 เดือนยุบสภา” ถูกหยิบมาเป็นข้อแลกเปลี่ยน ขณะที่ปัญหาของประชาชนถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง นี่คือภาพเปลือยของการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณอำนาจ
ในโลกของสุนัข เมื่อถึง ฤดูผสมพันธุ์ ทุกสิ่งที่เคยเป็นขอบเขตกลับไร้ความหมาย คู่ที่เคยเห่าไล่กัดกันก็ยังวิ่งเข้าหากันได้ ตัวเมียที่เคยไม่แลสายตา ก็เปิดรับการ เกี้ยวพาราสี อย่างง่ายดาย เพียงเพื่อให้สายพันธุ์เดินหน้าต่อไป
ภาพเหล่านี้ คล้ายกับการเมืองไทยในห้วงปัจจุบัน ฝ่ายที่เคยประกาศเป็นมิตร กลับเดินไปโอบกอดศัตรู ฝ่ายที่เคยปะทะกันเลือดตาแทบกระเด็น กลับนั่งโต๊ะเดียวกันเพื่อแบ่งเก้าอี้ เมื่อแรงดึงดูดแห่งอำนาจหวนมา การเมืองไทยก็เข้าสู่ ฤดูคลอเคลียทางการเมือง อีกครา โดยไม่เหลียวแลว่าประเทศจะบอบช้ำเพียงใด
และศูนย์กลางของปรากฏการณ์ครั้งนี้คือ พรรคประชาชน ซึ่งประกาศพร้อมโหวตนายกฯ แต่ไม่ร่วมรัฐบาล พร้อมตั้งเงื่อนไขให้ ยุบสภาภายใน 4 เดือน นี่คือการเมืองแบบ คุมเกมโดยไม่รับผิดชอบ ใช้จำนวนเสียงในมือกดดันทุกฝ่ายให้ขยับตามเงื่อนไขของตน โดยปล่อยให้ความไม่มั่นคงและต้นทุนทั้งหมดตกอยู่บนบ่าของประชาชนทั้งประเทศ
เมื่อ เก้าอี้นายกรัฐมนตรีว่างลง สนามการเมืองทั้งสภาก็ถูกเขย่าอีกครั้ง ทุกพรรคต่างเร่งเดินหมากใหม่ แต่ผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง กุญแจ กลับไม่ใช่เพื่อไทย หากคือ พรรคประชาชน แม้จะหมดสิทธิ์เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของตนเอง หลังพิธา แคนดิเดตถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง
แต่ด้วยจำนวนเสียง สส. ที่ถืออยู่ พรรคนี้ยังคงเป็น ตัวแปรใหญ่ที่สุด ในสภา จะเลือกหนุนอนุทินจากภูมิใจไทย หรือชัยเกษมจากเพื่อไทย ก็สามารถชี้ชะตารัฐบาลได้ทั้งหมด
ทว่าท่าทีที่ประกาศออกมากลับสร้างความย้อนแย้งให้สังคมต้องตั้งคำถาม เพราะพรรคประชาชนยืนยันชัด ว่าจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แต่จะไม่เข้าร่วมรัฐบาล ไม่รับเก้าอี้รัฐมนตรีใดๆ ทั้งสิ้น
นี่คือพรรคที่ทำตัวเป็น “รัฐบาลในคราบฝ่ายค้าน” อย่างแท้จริง มีเสียงมากพอจะกำหนดทิศทางประเทศ แต่เลือกไม่แบกรับภาระใด ๆ เป็นการเมืองที่กอดอำนาจไว้แน่น แต่ปล่อยให้พรรคอื่นรับต้นทุนแทน
สิ่งที่ปรากฏต่อสาธารณะจึงเป็นเพียงภาพลักษณ์ว่า “ไม่ยึดติดกับตำแหน่ง” แต่ในความเป็นจริง ทุกก้าวที่เลือกเดินคือการคำนวณเพื่อผลลัพธ์ทางการเมือง การปฏิเสธการเข้าร่วมรัฐบาลไม่ใช่การเสียสละเพื่อหลักการ หากคือการหลบเลี่ยงภาระ เพื่อรอเวลาที่เหมาะสมในการเลือกตั้งใหม่
ยิ่งไปกว่านั้น พรรคประชาชน คุยนักคุยหนาว่า มี ศิริกัญญา ตันสกุล เป็นมือหนึ่งด้านการคลังและเศรษฐกิจ แต่เมื่อถึงเวลาที่ควรนำศักยภาพเหล่านั้นมาใช้จริง พรรคกลับเลือกเส้นทางที่ง่ายที่สุดคือการยืนอยู่ข้างสนาม
นี่คือ ความย้อนแย้งที่เปลือยออกมาอย่างหมดจด พรรคที่อ้างว่ามีคนพร้อมแก้ปัญหา กลับไม่ยอมให้โอกาสนั้นเกิดขึ้นจริงในยามที่ประเทศกำลังวิกฤติ
เมื่อพรรคประชาชนวางเงื่อนไขเพียง “แก้รัฐธรรมนูญ” และ “ยุบสภาใน 4 เดือน” สิ่งที่สะท้อนออกมาชัดเจนไม่ใช่ความตั้งใจจะแบ่งเบาภาระประเทศ แต่คือการใช้เสียงมหาศาลเป็นเครื่องมือต่อรอง เพื่อเปิดทางสู่การเลือกตั้งใหม่ที่เชื่อว่าจะกวาดเก้าอี้ได้มากกว่าเดิม
คำถามจึงผุดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ว่าปัญหาหลักของประเทศอยู่ตรงไหน ชายแดนที่ร้อนระอุ เศรษฐกิจที่ตกต่ำ หนี้สินที่ล้นพ้นตัว ครัวเรือนที่หายใจรวยริน ไม่มีข้อใดอยู่ในสมการของพรรคประชาชนเลยแม้แต่น้อย
แทนที่จะใช้โอกาสนี้แสดงความจริงใจ พรรคประชาชนกลับเลือกวางเงื่อนไขสั้น ๆ ที่ผลักประเทศไปสู่การเลือกตั้งใหม่ในเวลาอันใกล้ ซึ่งคือการเมืองที่ เห็นแก่พรรค มากกว่าประชาชน
พรรคประชาชนถูกตั้งคำถามว่า “ทำไมไม่ก้าวเข้ามาแบกรับ” พรรคเพื่อไทยก็ไม่อาจหลบเลี่ยงแรงวิพากษ์ ว่าเหตุใดจึงพลิกท่าทีได้อย่างฉับพลัน
วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งคณะรัฐมนตรีสิ้นสภาพไปด้วย คือจุดหักเหที่ทำให้สมการอำนาจถูกเขียนใหม่ทั้งกระดาน
พรรคเพื่อไทยจากที่เคยครองสถานะ “แกนกลางของรัฐบาล” กลับต้องเร่งจัดขั้วใหม่ เพื่อรักษาพื้นที่นำ และผลักดัน ชัยเกษม นิติสิริ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่
แต่สิ่งที่สะท้อนต่อสังคมก็คือ เมื่อครองอำนาจเต็ม พรรคกลับมิได้แสดงความจริงจังต่อวาระปฏิรูปหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระทั่งวันที่สูญเสียอำนาจ จึงหยิบถ้อยคำเหล่านี้กลับมาใช้เป็นวาทกรรมเพื่อเรียกความชอบธรรมอีกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น พรรคยังเลือกกลับไปเปิดโต๊ะกับ ฝ่ายที่ตนเองเคยหักหลัก และเมินเฉยเมื่อตัวเองมีอำนาจ ภาพเหล่านี้ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยตั้งข้อสังเกตว่า นี่คือการเมืองที่ไม่เสถียรในหลักการ แต่เคลื่อนไหวตามแรงดึงของ เก้าอี้และตำแหน่ง
และในเงามืดของทุกการเคลื่อนไหว ยังมีชื่อของ ทักษิณ ชินวัตร ปรากฏอยู่เสมอ หากครั้งหนึ่งเขาเคยถูกมองว่าเป็นผู้กุมอำนาจใหญ่โต วันนี้บารมีนั้นหดแคบลงจนเหลือเพียงการคุมเกมภายในพรรคตนเอง
สิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งตอกย้ำความเปลี่ยนแปลง ทักษิณต้องเป็นฝ่ายยกหูโทรศัพท์หา ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จากคนที่เคยวางตัวอยู่เหนือกว่าในเวทีการเมืองไทย กลับกลายเป็นผู้ที่ต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากคนที่ตนเคยเหน็บแนมต่อสาธารณะ
ภาพเหล่านี้ทำให้สังคมอดไม่ได้ที่จะมองด้วยความ สมเพช เพราะมันสะท้อนการล้มลงของบารมีอย่างชัดเจน จากผู้เคยถูกยกให้เป็น “เจ้าของเกม” วันนี้กลับเหลือเพียงผู้เล่นที่ต้องหันไปขอยืมมือผู้อื่น และทั้งหมดนี้ก็เพื่อรักษาพื้นที่ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย มิใช่เพื่อตอบโจทย์ประเทศชาติ
ภาพบารมีที่ร่วงโรยของ ทักษิณ ยังไม่ทันจางหาย อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ก้าวขึ้นมา เดินเกมก่อนใคร ประกาศพร้อมนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี โดยมี พรรคภูมิใจไทย เป็นแกนกลางรัฐบาลใหม่ และรีบต่อสายตรงถึง พรรคประชาชน ซึ่งตอบรับการเจรจาโดยไม่ปิดประตู
แต่ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกมา สังคมก็เริ่มตั้งคำถาม วาระของอนุทินคืออะไร?
การเสนอตัวครั้งนี้เป็นเพราะมองเห็น ปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ เป็นอันดับแรกจริงหรือ หรือเป็นเพียงการเร่งหาทางออกให้กับปมที่ยังรุมเร้า ภูมิใจไทย ทั้งข้อครหาในการ เลือก สว. และ ที่ดินเขากระโดง ที่ยังค้างคา
แม้การเดินหมากของหัวหน้าภูมิใจไทยจะรวดเร็วและชัดเจน แต่เส้นทางก็เต็มไปด้วยเงื่อนไข หากต้องการเสียงจากพรรคประชาชน ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องยอมรับข้อเสนอ “ยุบสภาใน 4 เดือน” และ การแก้รัฐธรรมนูญ
นั่นหมายความว่า นายกรัฐมนตรีชื่ออนุทิน หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นผู้นำที่กำหนดวาระใหม่ของประเทศด้วยตนเอง หรือเป็นเพียงผู้นำชั่วคราว ที่ถูกผูกพันด้วย เกมการเมืองเอาแต่ได้ ทั้งจากพรรคที่ต้องพึ่งเสียง และจากเรื่องค้างคาที่พรรคของตนยังต้องเผชิญอยู่
เมื่อมองภาพรวมการเมืองไทยในห้วงนี้ สิ่งที่ดังขึ้นชัดที่สุดกลับไม่ใช่เสียงพูดถึงปัญหาปากท้องหรือเศรษฐกิจ ไม่ใช่คำตอบเรื่องความมั่นคงชายแดนที่สั่นคลอน แต่คือวาทกรรมที่ถูกทำให้เป็น “สาระใหญ่” อยู่สองเรื่อง คือ ยุบสภาภายใน 4 เดือน และ แก้ไขรัฐธรรมนูญ
คำถามคือ ประเทศไทยทั้งประเทศมีเพียงเท่านี้หรือ การเร่งเดินเข้าสู่การเลือกตั้งใหม่ในเวลาอันสั้น สามารถแก้ปัญหา ความยากจน หนี้สินครัวเรือน เศรษฐกิจที่ถดถอย ได้จริงหรือ การถกเถียงเพื่อปรับถ้อยคำในรัฐธรรมนูญ สามารถหยุด ราคาข้าว ราคายาง ค่าครองชีพ ที่บีบคั้นประชาชนได้ทันทีหรือไม่
ในความเป็นจริง คนไทยจำนวนมากรู้ดีว่า สี่เดือนที่เหลือก่อนการยุบสภาไม่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้ นอกจากกลายเป็นเวทีหาเสียงที่เปิดก่อนเวลา ทุกอย่างจึงสะท้อนภาพการเมืองที่ไม่เคยหลุดพ้นจากวังวน การแสวงหาอำนาจ มากกว่าความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
และเมื่อหวนกลับมามองทั้งฉาก ก็ไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติของสุนัข ที่เมื่อถึงฤดู ก็พร้อมจะวิ่งเข้าหากัน ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะเห่าไล่กัดกันเพียงใด ไม่ว่าความทรงจำแห่งการปะทะจะดุเดือดเพียงไร สุดท้ายก็ยอมจับคู่กันเพียงเพื่อสนองแรงเร้าของตนเอง
นี่คือวังวนของการเมืองไทย ฤดูผสมพันธุ์ทางการเมือง ที่หมุนเวียนไม่รู้จบ และสิ่งที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ไม่ใช่เพียงซากของคำมั่นสัญญา แต่คือ บาดแผลของประชาชน ที่ต้องแบกรับผลลัพธ์ของเกม เอาแต่ได้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อนุทิน' เฝ้าชม 'คุณจ๋า' นำสตรีโคราช 7,410 คน ซ้อมใหญ่รำบวงสรวงท้าวสุรนารี
โคราช"อนุทิน"ร่วมชม"คุณจ๋า"แต่งชุดไทยนำทัพสตรีโคราช 7,410 คน ซ้อมใหญ่รำบวงสรวง 200 ปี วีรกรรมย่าโม สุดยิ่งใหญ่ ก่อนเปิดงานอย่างเป็นทางการ 23 มีค.69 นี้
'บวรศักดิ์' สละเก้าอี้รองนายกฯ ครม.อนุทิน 2
“บวรศักดิ์” แจ้ง “อนุทิน” ไม่ขอรับตำแหน่งรองนายกฯ ในรัฐบาลชุดใหม่ โดยอ้างว่าอายุมากแล้ว
'ยุติธรรมผนึกบิ๊กสตช.' เด้งขานรับนายกฯ สแกนยิบลอบขนน้ำมันเถื่อนทั่วปท.
"รมว.ยุติธรรม-รอง ผบ.ตร." ติดตามการป้องปรามการลักลอบขนน้ำมัน และน้ำมันเถื่อนในน่านน้ำไทย กำชับปูพรมตรวจสอบเข้มทั่วประเทศ
'สุชาติ' ให้ทนายถอนฟ้อง 'หทัยรัตน์' วันจันทร์นี้ ยันไม่คิดฟ้องสื่อ แต่เหตุเกิดในช่วงเลือกตั้งได้รับผลกระทบ เผยถ้าสื่อบริสุทธิ์ใจเป็นกลางก็ไม่อยากเอาความ
นายสุชาติ ชมกลิ่น สส.เขต 1 จ.ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยถึงกรณียื่นฟ้อง น.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ในข้อหาหมิ่นประมาททำให้เกิดความเสียหายจากการเสนอข่าวรับสินบนแรงงานเบอร์รี่
สส.ปชน.ชี้สถานการณ์พลังงานบานปลายส่อกระทบค่าครองชีพ
สส.ภูเก็ต ปชน. เผย สถานการณ์พลังงานบานปลายส่อกระทบค่าครองชีพ ประชาชนต้องการผู้บริหาร รัฐบาลอย่าแค่ประชุมแบบขอไปที
คำร้องคดีเลือกตั้งเสี่ยงโมฆะ หากศาล รธน.ทำลายหลักการจะเกิดวิกฤตศรัทธา
มติของที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้วินิจฉัยกรณีการจัดเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

