23 ต.ค.2568 - ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เมื่อวานนี้ ผมได้รับจดหมายเชิญจากพรรคประชาธิปัตย์ ให้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “ประเทศไทยต้องการอะไรจากพรรคการเมือง” ร่วมกับคุณบรรยง พงษ์พานิช และคุณจรีพร จารุกรสกุล ในวันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่จะถึงนี้
ผมมองว่างานเสวนาครั้งนี้เป็นหนึ่งใน “นวัตกรรมทางการเมือง” (Political Innovation) ที่มีความสำคัญ เพราะมิได้มุ่งเพียงการรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านนโยบายเท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้าง “ความเข้าใจร่วม” เกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ และความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองในอนาคต
กิจกรรมเช่นนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “การพลิกโฉมการเมืองไทย” ทั้งในเชิงกระบวนทัศน์ ระบบคุณค่า และระบบคิด - ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะต้องดำเนินควบคู่กับการปรับโครงสร้างภูมิทัศน์ทางการเมือง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ “รัฐที่มีหลัก” (Principled State) ผ่าน “การเมืองที่มีหลัก” (Principled Politics) ได้อย่างแท้จริง
จากการเมืองแห่งอำนาจ สู่การเมืองแห่งการฟังและร่วมสร้าง
การเมืองไทยในวันนี้กำลังติดอยู่ใน “กับดักความไม่ไว้วางใจ” ประชาชนไม่เชื่อรัฐ พรรคไม่เชื่อประชาชน และฝ่ายต่าง ๆ ไม่เชื่อใจกันเอง
กว่า 90 ปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เราได้เห็นวงจรซ้ำซากของการเมืองไทยที่เปลี่ยนรัฐบาลได้ แต่เปลี่ยน “วัฒนธรรมทางการเมือง” ไม่ได้ - ระบบที่ยังขับเคลื่อนด้วย การแย่งชิง มากกว่าการร่วมสร้าง, การพูดเพื่อเอาชนะ มากกว่าการฟังเพื่อเข้าใจ และการเมืองแบบตัวแทน ที่ฟังประชาชนเฉพาะตอนเลือกตั้ง แล้วหายไปเมื่อได้อำนาจ
ผลลัพธ์คือ “ประชาธิปไตยที่ขาดหัวใจ” - ประชาชนรู้สึกถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ทั้งที่หัวใจของประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ “สิทธิเลือกตั้ง” แต่คือ “การมีส่วนร่วมที่ต่อเนื่อง” และ “การเรียนรู้ร่วมกันของทั้งชาติ”
โลกเปลี่ยน แต่การเมืองไทยยังไม่ยอมเปลี่ยน
ในยุคของ เครือข่ายสังคม และ เทคโนโลยีเชื่อมโยง เสียงของประชาชนไม่ใช่เสียงที่รอวันเลือกตั้งอีกต่อไป - มันเป็นเสียงที่ต้องการ มีส่วนร่วมจริง ในการออกแบบนโยบาย และ ร่วมเป็นเจ้าของอนาคตของประเทศ แต่การเมืองไทยกลับยังอยู่ในโลกของ Top-Down Politics - ที่ผู้มีอำนาจ “ฟังเพื่อตอบ” มากกว่า “ฟังเพื่อเข้าใจ” พรรคการเมืองจำนวนมากยังมองประชาชนเป็น “ฐานเสียง” ไม่ใช่ “หุ้นส่วนแห่งอนาคต” และรัฐก็ยังทำหน้าที่ “ควบคุม” มากกว่า “เรียนรู้”
หากเราไม่เปลี่ยน “วิธีคิดทางการเมือง” และ “วิธีเชื่อมโยงกับประชาชน” เราจะไม่มีวันหลุดพ้นจากวังวนของ การเมืองแห่งความแตกแยกและความสิ้นหวัง
คำตอบ: การเมืองแบบใหม่ ที่เชื่อม “สามพลังเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันของชาติ”
เพื่อพลิกโฉมการเมืองไทย เราต้องสร้าง “ภูมิทัศน์การเมืองใหม่” (The New Political Landscape) ที่เชื่อมโยงสามพลังเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบและเสริมกันเป็นวงจร ได้แก่
1.รัฐที่ฟังและเรียนรู้ (The Listening State)
2.พรรคในระบบเปิดและเชื่อมโยง (Extended Political Party)
3.แพลตฟอร์มร่วมสร้างของประชาชน (Open People Co-creation Platform)
สามพลังนี้จะเปลี่ยน “Politics of Representation” → “Politics of Co-creation” จาก “การแย่งอำนาจ” → “การร่วมสร้างอนาคตของชาติ”
รัฐที่ฟังและเรียนรู้
“รัฐที่ดี ต้องฟังก่อนจะสั่ง และเรียนรู้ก่อนจะทำ”
รัฐยุคใหม่ไม่ควรเป็นแค่ “เครื่องมือของอำนาจ” แต่ต้องเป็น “เวทีสร้างความเข้าใจร่วม” รัฐต้องเรียนรู้จากสังคมอย่างต่อเนื่อง — ฟังด้วยระบบ ฟังด้วยหัวใจ และฟังเพื่อสร้างอนาคตร่วม
รัฐที่ฟังและเรียนรู้ ต้องฟังให้ครบ 4 มิติ
• ฟังอย่างมีระบบ: ใช้ Civic Tech และ Social Sensing เพื่อรับฟังข้อมูลจริงจากภาคสนาม
• ฟังด้วยหัวใจ: รับฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อโต้แย้งหรือปกป้องตนเอง
• ฟังอย่างมีเป้าหมาย: เพื่อร่วมกันออกแบบนโยบาย
• ฟังอย่างต่อเนื่อง: สร้างวงจร ฟัง–เรียนรู้–ปรับปรุง ไม่ใช่แค่ช่วงเลือกตั้ง
เป้าหมาย: เปลี่ยน “รัฐผู้สั่ง” ให้เป็น “รัฐผู้เรียนรู้ร่วมกับประชาชน” และเปลี่ยน “การเมืองเพื่อเอาชนะ” ให้เป็น “การเมืองเพื่อเข้าใจและร่วมสร้าง”
พรรคในระบบเปิดและเชื่อมโยง จาก “พรรคของคนกลุ่มหนึ่ง” สู่ “พรรคของประชาชนทุกคน”
พรรคการเมืองไม่ควรเป็นเพียง “เครื่องมือช่วงเลือกตั้ง” แต่ต้องเป็น “สถาบันเรียนรู้ร่วมกันของสังคม” - สะท้อนความหลากหลายของประชาชน และเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนร่วมคิด ร่วมสร้าง และร่วมขับเคลื่อน
พรรคการเมืองยุคใหม่ ต้องเปิด 4 ประตูสำคัญ:
• เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยไม่ต้องเป็นสมาชิก (Open Affiliation)
• เปิดกระบวนการตัดสินใจให้โปร่งใสและสะท้อนเสียงสาธารณะ (Open Deliberation)
• เปิดนโยบายให้ร่วมออกแบบผ่าน Open Policy Lab
• เปิดแนวร่วมกับภาคส่วนอื่นเพื่อผลประโยชน์ร่วมของประเทศ (Extended Alliances)
เป้าหมาย: ให้พรรคกลายเป็น “เวทีของปัญญามหาชน” ไม่ใช่ “เวทีของอำนาจทางการเมือง”
แพลตฟอร์มร่วมสร้างของประชาชน “นโยบายที่ดี ต้องเกิดจากการร่วมสร้าง ไม่ใช่การชี้นำ”
ถึงเวลาที่ประชาชนทุกคนต้องได้เป็น “หุ้นส่วนในการออกแบบอนาคตประเทศ” ผ่านแพลตฟอร์มเปิดที่ใช้เทคโนโลยีและ Collective Intelligence เป็นพลังร่วมสร้าง
กลไกของแพลตฟอร์มร่วมสร้าง:
• เปิดให้เสนอแนวคิดนโยบาย (Open Ideation)
• สังเคราะห์เสียงประชาชนด้วย AI และ Civic Tech
• ทดลองนโยบายต้นแบบร่วมกัน (Policy Sandbox)
• เปิดข้อมูลโปร่งใสให้ติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงได้ (Open Governance)
เป้าหมาย: เปลี่ยน “ประชาชนผู้รับผลการเมือง” ให้เป็น “ประชาชนผู้ร่วมออกแบบอนาคต”
การเชื่อมโยงของสามพลัง
สามพลังนี้ไม่ใช่แค่ “แนวคิดแยกส่วน” แต่คือ “ระบบนิเวศทางการเมืองใหม่” ที่ทำงานเสริมกันเป็นวงจร
รัฐที่ฟังและเรียนรู้
• รับฟัง–เข้าใจ–ออกแบบระบบตอบสนอง ผ่านข้อมูลและปัญญาสาธารณะ พรรคในระบบเปิดและเชื่อมโยง
• เป็นสะพานระหว่างรัฐกับประชาชน แปลงเสียงและพลังร่วมสร้างให้เป็นนโยบายแพลตฟอร์มร่วมสร้างของประชาชน
• เป็นแหล่งพลังของ Collective Wisdom และ Common Good
วงจรนี้จะสร้างการเมืองแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย “การฟัง–เข้าใจ–ร่วมสร้าง–ปรับปรุง” อย่างต่อเนื่อง คือ การเมืองเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันของชาติ (Politics for Collective Learning)
ตัวอย่างแรงบันดาลใจจากประชาคมโลก
• ไต้หวัน (vTaiwan) – ใช้ Civic Tech อย่าง Pol.is ฟังเสียงประชาชนอย่างมีระบบ
• เอสโตเนีย (e-Governance) – เปิดให้ประชาชนร่วมออกแบบและโหวตนโยบาย
• ไอซ์แลนด์ – ประชาชนร่วมร่างรัฐธรรมนูญผ่านการมีส่วนร่วมโดยตรง
• ฟินแลนด์ (Open Ministry) – เปิดให้ประชาชนเสนอร่างกฎหมายได้เอง
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า “ประชาธิปไตยยุคใหม่ คือการเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ใช่แค่การโหวต”
พลิกโฉมการเมืองไทย สู่ “การเมืองแห่งการฟัง เพื่อสร้างชาติร่วมกัน” ประเทศไทยต้องการ “การเมืองแบบใหม่” ที่ไม่แข่งกันด้วยวาทศิลป์ แต่แข่งกันด้วยความเข้าใจ ไม่ยึดติดกับอำนาจ แต่ยึดมั่นในความหมายของการอยู่ร่วมกัน
• จาก “รัฐผู้สั่ง” → “รัฐผู้ฟัง”
• จาก “พรรคเพื่ออำนาจ” → “พรรคเพื่อปัญญามหาชน”
• จาก “เสียงส่วนใหญ่” → “ความเข้าใจร่วม”
• จาก “Politics of Representation” → “Politics of Co-creation”
นี่คือก้าวสำคัญในการก้าวพ้นการเมืองแบบเก่า ไปสู่ “ภูมิทัศน์การเมืองใหม่” เพื่อพลิกฟื้นประเทศไทยร่วมกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เริ่มแล้ว 'ประชาธิปัตย์' ออกแถลงการณ์ จี้ ป.ป.ง. เร่งขยายผลยึดอายัดทรัพย์สแกมเมอร์-ทุนเทา
เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาธิปัตย์ เผยแพร่แถลงการณ์ถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีเนื้อหาดังนี้
คอมเมนต์ถล่มทลาย! ชื่นชม 'จูรี นุ่มแก้ว' ประเดิมงานแรก หลังชนะเลือกตั้ง สส.สงขลา
นายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ฉันคิดว่า หวาง กกต.จะรับรอง สส.และกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ น่าจะใช้เวลาอีกนานพอสมควรเหลย
'ศ.ดร.ไชยันต์' ย้อนอดีตการเลือกตั้งสกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย!
ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เลขาฯปชป. รับผิดคาดเล็กน้อย ได้ 22 ที่นั่ง พลาดเป้า 3-4 เขต ย้ำ 3 เงื่อนไขร่วมรัฐบาล
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเลือกตั้งว่า จากที่ติดตามผลอย่างไม่เป็นทางการ พรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 10 เขต ได้แก่ นครศรีธรรมราช 4 เขต คือ นายทรงศักดิ์ มุสิกอง ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต1 นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช
‘น้ำเงิน-แดง-ฟ้า’ ความน่าจะเป็นของรัฐบาลผสม?
หลังการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคสีน้ำเงิน ได้ที่นั่งมากที่สุด 195 ที่นั่ง และขึ้นมาเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาล สูตรที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงแรกคือการรวมตัวของพ
ขอบคุณคนพัทลุงเลือก 'ปชป.' ปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 แม้ 3 เขตสอบตก
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีต สส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "ขอกราบขอบพระคุณพี่น้องประชาชนจังหวัดพัทลุง ที่ไว้วางใจเลือกพรรคประชาธิปัตย์ในระบบบัญชีรายชื่อ

