จาก 2554 ถึง 2569 ประชาธิปัตย์ในสนามฟื้นตัว มากกว่าสนามชิงอำนาจ

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงที่ภาพการแข่งขันเริ่มนิ่งขึ้น สนามครั้งนี้ไม่ได้เปิดทางให้พรรคการเมืองพรรคเดียวรวบรวมเสียงเกินครึ่งสภาได้โดยง่าย เงื่อนไขทางการเมืองปัจจุบันทำให้การจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งต้องอาศัยการรวมหลายพรรคตั้งแต่ต้น รัฐบาลผสมจึงเป็นฉากที่ทุกฝ่ายรับรู้และเตรียมรับมืออยู่แล้ว

ภายใต้โครงสร้างเช่นนี้ การแข่งขันเพื่อขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลยังคงอยู่ในมือของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย ทั้งสามพรรคมีฐานคะแนนระดับประเทศ เครือข่ายในพื้นที่ และความพร้อมทางการเมืองที่ถูกประเมินว่าสามารถทำหน้าที่เป็นแกนรวมรัฐบาลหลังเลือกตั้งได้

พรรคประชาธิปัตย์แม้จะมีโอกาสได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นและมีบทบาทในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลตามจำนวนเสียงที่ได้รับ แต่ภาพรวมของสนามยังไม่ชี้ว่าพรรคอยู่ในกลุ่มที่สามารถขึ้นมาเป็นฝ่ายนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ในรอบนี้ บทบาทที่เป็นไปได้จึงยังอยู่ในระดับของพรรคร่วมมากกว่าพรรคแกนนำ

การอยู่นอกวงแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้หมายความว่าพรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้งโดยลดความคาดหวังของตัวเอง ทุกพรรคย่อมต้องหาเสียงด้วยความตั้งใจเข้าไปบริหารประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ต่างกัน

อย่างไรก็ตาม หากชั่งน้ำหนักจากฐานเสียง แนวโน้มในพื้นที่ และสภาพการแข่งขันโดยรวม บทบาทหลังการเลือกตั้งมีแนวโน้มเป็นพื้นที่ของการค่อย ๆ ฟื้นฐาน มากกว่าการก้าวกระโดดเข้าไปอยู่ในใจกลางสนามอำนาจในรอบนี้

การกลับมามีบทบาทของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกพูดถึงอีกครั้งในแง่ทิศทาง ประเด็นที่ถูกจับตาไม่ได้จำกัดอยู่แค่จำนวนที่นั่งในสภา แต่ขยายไปถึงคำถามว่า พรรคกำลังเลือกเส้นทางแบบใดในสนามการเมืองที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก และเส้นทางนั้นสอดคล้องกับศักยภาพจริงของพรรคเพียงใด

การปรากฏตัวของอภิสิทธิ์ในรอบนี้ส่งผลต่อการเรียกความสนใจและการประคองภาพของพรรค โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เลือกตั้งเดิมและคะแนนบัญชีรายชื่อ มีความเป็นไปได้ที่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์จะขยับเพิ่มจากฐานปี 2566 และจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่การเพิ่มขึ้นดังกล่าวยังอยู่ในกรอบจำกัด และยังไม่ถึงระดับที่จะทำให้พรรคขยับขึ้นไปอยู่แถวหน้าของสนามเลือกตั้ง

ผลที่ตามมาคือพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสกลับมาอยู่ในสมการการเมืองชัดเจนขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอจะเปลี่ยนสถานะไปเป็นหนึ่งในพรรคหลักที่แข่งขันกันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล บทบาทที่เป็นไปได้จึงยังคงอยู่ในกรอบของการเพิ่มจำนวนที่นั่ง การสะสมความเชื่อมั่น และการวางฐานสำหรับการขยับต่อในระยะถัดไป มากกว่าการเข้าไปยืนในจุดศูนย์กลางของเกมชิงอำนาจในรอบนี้

การประเมินสถานะของพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2569 จำเป็นต้องยืนอยู่บนระบบเลือกตั้งเดียวกัน การเลือกตั้งปี 2554 ปี 2566 และการเลือกตั้งครั้งนี้ ใช้ระบบบัตรสองใบเหมือนกัน แยกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบเขต 400 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน กรอบเดียวกันนี้ทำให้ตัวเลขในแต่ละช่วงสามารถนำมาอ่านเปรียบเทียบกันได้โดยไม่คลาดเคลื่อน

ย้อนกลับไปปี 2554 พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในช่วงที่แข็งแรงที่สุดภายใต้ระบบดังกล่าว ขณะนั้นอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคและเป็นผู้นำพรรคลงสนามเลือกตั้ง พรรคได้คะแนนบัญชีรายชื่อกว่า 11.4 ล้านคะแนน ได้ สส.บัญชีรายชื่อ 44 ที่นั่ง และ สส.เขต 115 ที่นั่ง รวม 159 ที่นั่ง ฐานเสียงในเวลานั้นยังกระจายอยู่หลายภูมิภาค และพรรคถูกนับเป็นหนึ่งในแกนหลักของการเมืองระดับประเทศ

หลังจากนั้น พรรคประชาธิปัตย์เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน อภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค การนำพาพรรคถูกส่งต่อไปยังผู้นำชุดใหม่ การเปลี่ยนผ่านนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสนามการเมืองทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของพรรคคู่แข่ง รูปแบบการสื่อสาร และพฤติกรรมของผู้เลือกตั้ง ความต่อเนื่องของฐานเสียงจึงค่อย ๆ ลดลง

ภาพการถดถอยปรากฏชัดในการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งใช้ระบบเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ได้ สส.เขต 22 ที่นั่ง คะแนนบัญชีรายชื่อราว 9 แสนคะแนน และได้ สส.บัญชีรายชื่อ 3 ที่นั่ง รวมเพียง 25 ที่นั่ง ตัวเลขนี้กลายเป็นฐานตั้งต้นของการประเมินการเลือกตั้งปี 2569

เมื่อนำผลปี 2554 และปี 2566 มาอ่านร่วมกันภายใต้ระบบเดียวกัน จะเห็นว่าการลดลงสะท้อนการหดตัวของฐานเสียงและบทบาททางการเมือง มากกว่าจะเป็นผลจากตัวระบบเลือกตั้งเอง ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งปี 2569 จึงถูกมองเป็นช่วงของการตั้งหลักและฟื้นฐาน มากกว่าการกลับไปยืนในระดับเดิมภายในรอบเดียว

หากประเมินจากแนวโน้มคะแนน ฐานเสียงในแต่ละภูมิภาค และบทบาทที่พรรคประชาธิปัตย์ยืนอยู่ในสนามการเมืองขณะนี้ ความเป็นไปได้ที่พรรคจะก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทบไม่มีพื้นที่รองรับอย่างชัดเจน แม้พรรคจะมีโอกาสได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น กรอบความเป็นจริงที่ถูกพูดถึงในแวดวงการเมืองคือการขยับกลับมาอยู่ในกลุ่มรองจากสามพรรคใหญ่ และอาจอยู่ถัดลงมาในลำดับของสนาม มากกว่าการเข้าไปอยู่ในจุดศูนย์กลางของการชิงอำนาจ

ภาพนี้ไม่ได้สะท้อนความพ่ายแพ้ทางการเมือง แต่สะท้อนระดับความแข็งแรงของพรรคในช่วงฟื้นฐาน การเพิ่มจำนวนที่นั่งและคะแนนเสียงช่วยให้พรรคกลับมาอยู่ในสมการการเมืองอีกครั้ง แต่ยังไม่เพียงพอจะเปลี่ยนบทบาทไปเป็นฝ่ายกำหนดทิศทางของเกมอำนาจ

แนวคิดที่อภิสิทธิ์สื่อสารบนเวทีปราศรัยช่วยอธิบายทิศทางนี้ได้ชัด สารหลักที่ถูกย้ำคือความสุจริต การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การจัดการปัญหาทุนสีเทาผ่านเส้นทางการเงิน และการเปิดข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงได้ การสื่อสารลักษณะนี้ให้ภาพของผู้ตรวจสอบ มากกว่าผู้นำฝ่ายบริหาร

ท่าทีต่อประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองก็อยู่ในแนวเดียวกัน อภิสิทธิ์หลีกเลี่ยงการหยิบเรื่องละเอียดอ่อนมาใช้เพื่อแบ่งฝ่าย และย้ำว่าการเมืองลักษณะดังกล่าวไม่ช่วยให้ประเทศเดินหน้า จุดยืนนี้วางพรรคประชาธิปัตย์ให้อยู่ในพื้นที่ของเหตุผลและกระบวนการ มากกว่าการแข่งขันเชิงอำนาจ

เมื่อวางแนวคิดเหล่านี้คู่กับสมดุลพลังในสนามเลือกตั้ง ภาพที่ชัดขึ้นคือบทบาทของการทำงานตรวจสอบ การอภิปรายเชิงนโยบาย และการติดตามการใช้งบประมาณ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทำได้ดี และยังมีทุนทางประสบการณ์สะสมอยู่

อีกด้านหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือภาพทางการเมืองของอภิสิทธิ์เอง อดีตนายกรัฐมนตรีที่กลับไปอยู่ในรัฐบาลซึ่งมีผู้อื่นเป็นนายกรัฐมนตรี และรับบทบาทเป็นรัฐมนตรีภายใต้การนำของผู้อื่น ย่อมทำให้เกิดคำถามในสายตาสาธารณชน และไม่ช่วยเพิ่มพื้นที่ทางการเมืองให้ทั้งตัวบุคคลและพรรคในระยะยาว โดยเฉพาะหากรัฐบาลนั้นนำโดยพรรคคู่แข่งโดยตรง

ในทางกลับกัน พรรคประชาธิปัตย์ยังมีภาพจำของการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่จริงจัง การตรวจสอบรัฐบาลอย่างเป็นระบบ การอภิปรายที่ยึดเนื้อหา และการทำงานในสภาอย่างต่อเนื่อง การฟื้นฐานในรอบนี้จึงผูกอยู่กับการยืนในพื้นที่ที่สอดคล้องกับศักยภาพ มากกว่าการเร่งเข้าไปอยู่ในสนามชิงอำนาจ

ตลอดเส้นทางจากปี 2554 ถึงปี 2569 พรรคประชาธิปัตย์กำลังเผชิญความจริงทางการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่สนามของการแย่งชิงอำนาจบริหาร แต่เป็นสนามของการพาพรรคกลับมาอยู่ในสมการอย่างชัดเจน การฟื้นฐานถูกวัดจากการเพิ่มที่นั่ง การทำหน้าที่ตรวจสอบ และการทำงานในสภาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

หากพรรคสามารถทำหน้าที่เหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง การเลือกตั้ง 2569 จะไม่ใช่บทสรุป แต่เป็นฐานตั้งที่ชัดสำหรับการขยับต่อในสนามการเมืองรอบถัดไป มากกว่าการเร่งเข้าไปเล่นเกมชิงอำนาจในช่วงเวลาที่เงื่อนไขยังไม่เอื้อ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สว.นันทนา ซัด 'กกต.' ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือฟ้องปิดปาก ปชช. วอนหยุดขัดขวางการตรวจสอบ

‘นันทนา’ จวก กกต. ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ ฟ้องปิดปาก ปชช. เรียกร้อง ยุติขัดขวางการตรวจสอบ ขอ ‘กกต.‘ หนุน ‘สมชัย’ จัดจำลองการเลือกตั้งไม่ใช่ขัดขวาง ชี้หากผิดกฎหมายเด็กประถมเลือกหัวหน้าห้องก็ทำไม่ได้หรือไม่

'สาธิต' ชี้สถานการณ์ตะวันออกกลาง มีผลกระทบไทยทั้งทางตรง-ทางอ้อมแน่นอน

สาธิต แนะให้ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด มีผลกระทบกับเราทางตรงและทางอ้อมอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็ราคาน้ำมันดิบ ทองคำ ตลาดหุ้นและอื่นๆ

จัดโผ ครม.อนุทิน 2 โควตาบ้านใหญ่ไม่ควรเยอะ กับพลังจารีตการเมืองไทย

หลังผ่านการเลือกตั้งมาแล้วสามสัปดาห์ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศรับรอง สส.เขต จำนวน 396 คนไปเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา และคาดว่าสัปดาห์หน้านี้

ชนกนันท์ ศุภศิริ -ภูมิใจไทย นำทัพ "สีน้ำเงิน" ปักธงจังหวัดแพร่

ผลการเลือกตั้ง8 ก.พ.ที่ผ่านมา พื้นที่เลือกตั้ง"ภาคเหนือ"พบว่ามีหลายจังหวัด ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะจากเดิมที่นับแต่ ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทยมาตั้งแต่ปี 2544 พรรคของทักษิณทั้งไทยรักไทย-พลังประชาชน

สมาคมทนายฯ ออกแถลงการณ์ ปมกกต.แจ้งความดำเนินคดี 6 ราย

นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย มีบันทึกจากนายกสมาคมทนายความฯ กรณี กกต.แจ้งความดำเนินคดีประชาชนจากการสังเกต