การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงที่ภาพการแข่งขันเริ่มนิ่งขึ้น สนามครั้งนี้ไม่ได้เปิดทางให้พรรคการเมืองพรรคเดียวรวบรวมเสียงเกินครึ่งสภาได้โดยง่าย เงื่อนไขทางการเมืองปัจจุบันทำให้การจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งต้องอาศัยการรวมหลายพรรคตั้งแต่ต้น รัฐบาลผสมจึงเป็นฉากที่ทุกฝ่ายรับรู้และเตรียมรับมืออยู่แล้ว
ภายใต้โครงสร้างเช่นนี้ การแข่งขันเพื่อขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลยังคงอยู่ในมือของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย ทั้งสามพรรคมีฐานคะแนนระดับประเทศ เครือข่ายในพื้นที่ และความพร้อมทางการเมืองที่ถูกประเมินว่าสามารถทำหน้าที่เป็นแกนรวมรัฐบาลหลังเลือกตั้งได้
พรรคประชาธิปัตย์แม้จะมีโอกาสได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นและมีบทบาทในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลตามจำนวนเสียงที่ได้รับ แต่ภาพรวมของสนามยังไม่ชี้ว่าพรรคอยู่ในกลุ่มที่สามารถขึ้นมาเป็นฝ่ายนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ในรอบนี้ บทบาทที่เป็นไปได้จึงยังอยู่ในระดับของพรรคร่วมมากกว่าพรรคแกนนำ
การอยู่นอกวงแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้หมายความว่าพรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้งโดยลดความคาดหวังของตัวเอง ทุกพรรคย่อมต้องหาเสียงด้วยความตั้งใจเข้าไปบริหารประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ต่างกัน
อย่างไรก็ตาม หากชั่งน้ำหนักจากฐานเสียง แนวโน้มในพื้นที่ และสภาพการแข่งขันโดยรวม บทบาทหลังการเลือกตั้งมีแนวโน้มเป็นพื้นที่ของการค่อย ๆ ฟื้นฐาน มากกว่าการก้าวกระโดดเข้าไปอยู่ในใจกลางสนามอำนาจในรอบนี้
การกลับมามีบทบาทของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกพูดถึงอีกครั้งในแง่ทิศทาง ประเด็นที่ถูกจับตาไม่ได้จำกัดอยู่แค่จำนวนที่นั่งในสภา แต่ขยายไปถึงคำถามว่า พรรคกำลังเลือกเส้นทางแบบใดในสนามการเมืองที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก และเส้นทางนั้นสอดคล้องกับศักยภาพจริงของพรรคเพียงใด
การปรากฏตัวของอภิสิทธิ์ในรอบนี้ส่งผลต่อการเรียกความสนใจและการประคองภาพของพรรค โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เลือกตั้งเดิมและคะแนนบัญชีรายชื่อ มีความเป็นไปได้ที่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์จะขยับเพิ่มจากฐานปี 2566 และจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่การเพิ่มขึ้นดังกล่าวยังอยู่ในกรอบจำกัด และยังไม่ถึงระดับที่จะทำให้พรรคขยับขึ้นไปอยู่แถวหน้าของสนามเลือกตั้ง
ผลที่ตามมาคือพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสกลับมาอยู่ในสมการการเมืองชัดเจนขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอจะเปลี่ยนสถานะไปเป็นหนึ่งในพรรคหลักที่แข่งขันกันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล บทบาทที่เป็นไปได้จึงยังคงอยู่ในกรอบของการเพิ่มจำนวนที่นั่ง การสะสมความเชื่อมั่น และการวางฐานสำหรับการขยับต่อในระยะถัดไป มากกว่าการเข้าไปยืนในจุดศูนย์กลางของเกมชิงอำนาจในรอบนี้
การประเมินสถานะของพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2569 จำเป็นต้องยืนอยู่บนระบบเลือกตั้งเดียวกัน การเลือกตั้งปี 2554 ปี 2566 และการเลือกตั้งครั้งนี้ ใช้ระบบบัตรสองใบเหมือนกัน แยกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบเขต 400 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน กรอบเดียวกันนี้ทำให้ตัวเลขในแต่ละช่วงสามารถนำมาอ่านเปรียบเทียบกันได้โดยไม่คลาดเคลื่อน
ย้อนกลับไปปี 2554 พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในช่วงที่แข็งแรงที่สุดภายใต้ระบบดังกล่าว ขณะนั้นอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคและเป็นผู้นำพรรคลงสนามเลือกตั้ง พรรคได้คะแนนบัญชีรายชื่อกว่า 11.4 ล้านคะแนน ได้ สส.บัญชีรายชื่อ 44 ที่นั่ง และ สส.เขต 115 ที่นั่ง รวม 159 ที่นั่ง ฐานเสียงในเวลานั้นยังกระจายอยู่หลายภูมิภาค และพรรคถูกนับเป็นหนึ่งในแกนหลักของการเมืองระดับประเทศ
หลังจากนั้น พรรคประชาธิปัตย์เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน อภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค การนำพาพรรคถูกส่งต่อไปยังผู้นำชุดใหม่ การเปลี่ยนผ่านนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสนามการเมืองทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของพรรคคู่แข่ง รูปแบบการสื่อสาร และพฤติกรรมของผู้เลือกตั้ง ความต่อเนื่องของฐานเสียงจึงค่อย ๆ ลดลง
ภาพการถดถอยปรากฏชัดในการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งใช้ระบบเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ได้ สส.เขต 22 ที่นั่ง คะแนนบัญชีรายชื่อราว 9 แสนคะแนน และได้ สส.บัญชีรายชื่อ 3 ที่นั่ง รวมเพียง 25 ที่นั่ง ตัวเลขนี้กลายเป็นฐานตั้งต้นของการประเมินการเลือกตั้งปี 2569
เมื่อนำผลปี 2554 และปี 2566 มาอ่านร่วมกันภายใต้ระบบเดียวกัน จะเห็นว่าการลดลงสะท้อนการหดตัวของฐานเสียงและบทบาททางการเมือง มากกว่าจะเป็นผลจากตัวระบบเลือกตั้งเอง ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งปี 2569 จึงถูกมองเป็นช่วงของการตั้งหลักและฟื้นฐาน มากกว่าการกลับไปยืนในระดับเดิมภายในรอบเดียว
หากประเมินจากแนวโน้มคะแนน ฐานเสียงในแต่ละภูมิภาค และบทบาทที่พรรคประชาธิปัตย์ยืนอยู่ในสนามการเมืองขณะนี้ ความเป็นไปได้ที่พรรคจะก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทบไม่มีพื้นที่รองรับอย่างชัดเจน แม้พรรคจะมีโอกาสได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น กรอบความเป็นจริงที่ถูกพูดถึงในแวดวงการเมืองคือการขยับกลับมาอยู่ในกลุ่มรองจากสามพรรคใหญ่ และอาจอยู่ถัดลงมาในลำดับของสนาม มากกว่าการเข้าไปอยู่ในจุดศูนย์กลางของการชิงอำนาจ
ภาพนี้ไม่ได้สะท้อนความพ่ายแพ้ทางการเมือง แต่สะท้อนระดับความแข็งแรงของพรรคในช่วงฟื้นฐาน การเพิ่มจำนวนที่นั่งและคะแนนเสียงช่วยให้พรรคกลับมาอยู่ในสมการการเมืองอีกครั้ง แต่ยังไม่เพียงพอจะเปลี่ยนบทบาทไปเป็นฝ่ายกำหนดทิศทางของเกมอำนาจ
แนวคิดที่อภิสิทธิ์สื่อสารบนเวทีปราศรัยช่วยอธิบายทิศทางนี้ได้ชัด สารหลักที่ถูกย้ำคือความสุจริต การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การจัดการปัญหาทุนสีเทาผ่านเส้นทางการเงิน และการเปิดข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงได้ การสื่อสารลักษณะนี้ให้ภาพของผู้ตรวจสอบ มากกว่าผู้นำฝ่ายบริหาร
ท่าทีต่อประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองก็อยู่ในแนวเดียวกัน อภิสิทธิ์หลีกเลี่ยงการหยิบเรื่องละเอียดอ่อนมาใช้เพื่อแบ่งฝ่าย และย้ำว่าการเมืองลักษณะดังกล่าวไม่ช่วยให้ประเทศเดินหน้า จุดยืนนี้วางพรรคประชาธิปัตย์ให้อยู่ในพื้นที่ของเหตุผลและกระบวนการ มากกว่าการแข่งขันเชิงอำนาจ
เมื่อวางแนวคิดเหล่านี้คู่กับสมดุลพลังในสนามเลือกตั้ง ภาพที่ชัดขึ้นคือบทบาทของการทำงานตรวจสอบ การอภิปรายเชิงนโยบาย และการติดตามการใช้งบประมาณ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทำได้ดี และยังมีทุนทางประสบการณ์สะสมอยู่
อีกด้านหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือภาพทางการเมืองของอภิสิทธิ์เอง อดีตนายกรัฐมนตรีที่กลับไปอยู่ในรัฐบาลซึ่งมีผู้อื่นเป็นนายกรัฐมนตรี และรับบทบาทเป็นรัฐมนตรีภายใต้การนำของผู้อื่น ย่อมทำให้เกิดคำถามในสายตาสาธารณชน และไม่ช่วยเพิ่มพื้นที่ทางการเมืองให้ทั้งตัวบุคคลและพรรคในระยะยาว โดยเฉพาะหากรัฐบาลนั้นนำโดยพรรคคู่แข่งโดยตรง
ในทางกลับกัน พรรคประชาธิปัตย์ยังมีภาพจำของการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่จริงจัง การตรวจสอบรัฐบาลอย่างเป็นระบบ การอภิปรายที่ยึดเนื้อหา และการทำงานในสภาอย่างต่อเนื่อง การฟื้นฐานในรอบนี้จึงผูกอยู่กับการยืนในพื้นที่ที่สอดคล้องกับศักยภาพ มากกว่าการเร่งเข้าไปอยู่ในสนามชิงอำนาจ
ตลอดเส้นทางจากปี 2554 ถึงปี 2569 พรรคประชาธิปัตย์กำลังเผชิญความจริงทางการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่สนามของการแย่งชิงอำนาจบริหาร แต่เป็นสนามของการพาพรรคกลับมาอยู่ในสมการอย่างชัดเจน การฟื้นฐานถูกวัดจากการเพิ่มที่นั่ง การทำหน้าที่ตรวจสอบ และการทำงานในสภาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
หากพรรคสามารถทำหน้าที่เหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง การเลือกตั้ง 2569 จะไม่ใช่บทสรุป แต่เป็นฐานตั้งที่ชัดสำหรับการขยับต่อในสนามการเมืองรอบถัดไป มากกว่าการเร่งเข้าไปเล่นเกมชิงอำนาจในช่วงเวลาที่เงื่อนไขยังไม่เอื้อ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รู้ผลไม่เกินสี่ทุ่ม ชิงเก้าอี้ นายกอบจ.ร้อยเอ็ด 'เศกสิทธิ์-นิรันดร์' สู้กันเอง หลังพรรคเขียวหลีกทาง
จังหวัดร้อยเอ็ด มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ดหรือนายกฯอบจ.ร้อยเอ็ด ที่มีผู้สมัครแข่งขันชิงเก้าอี้นายกฯอบจ.ร้อยเอ็ดรอบนี้สามคน
ฮั้วสว. ปลุก 'แสวง' หาข้อเท็จจริงให้สมชื่อ เกียร์ว่างเจอ 157
'สาทิตย์' ชี้ ฮั้วสว. คือรัฐประหารปชต. จี้ 'แสวง' สืบหาข้อเท็จจริงให้สมชื่อ เตือน ไม่ยื่นฟ้องศาลเจอ 157 แน่ ขณะที่ 'สิริพรรณ' แนะ 'สว.สำรอง' ฟ้อง กกต. หากส่งคดีโกงสว. ถึงศาลฏีกาล่าช้า มอง 3 ทาง กังวลตัดตอน-ฟ้องบางส่วน ประเมินตัวเลข สว. 66 คนโดนสังเวย
'กรณ์' ฉายภาพวิกฤตศก.ไทย-โลก เตือนไม่รื้อโครงสร้างงบประมาณ ปีหน้าไทยอาจเสี่ยงไร้เงินใช้จ่าย
‘กรณ์’ ฉายภาพวิกฤตเศรษฐกิจไทย-โลก สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัย-เด็กเกิดน้อย-ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เตือนหากไม่รื้อโครงสร้างงบประมาณ ปีหน้าไทยอาจเสี่ยงไร้เงินจ่าย หนุนสังคายนางบฯ และปฏิรูปการเมืองด่วน
ราชกิจจาฯ ประกาศวันเลือกตั้งซ่อม-รับสมัคร สส.อุดรธานี เขต 3
ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ กกต. กำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 3 แท
'ธนกร' แย้ง 'อภิสิทธิ์' ทุกข้อเสนอรัฐบาลรับไปพิจารณา อาจไม่ทันใจฝ่ายค้านบ้าง
'ธนกร' แย้ง 'อภิสิทธิ์' ทุกข้อเสนอแนะรัฐบาลหยิบไปพิจารณา แจงอาจไม่ทันใจฝ่ายค้านบ้าง ชี้บางเรื่องต้องใช้เวลา ยันนายกฯ ไม่เคยนิ่งนอนใจ สั่งการใกล้ชิดห้ามทอดทิ้งประชาชน
'โรม' ติงนายกฯ หัดใจกว้าง เก่งกับพวกทุจริตให้เหมือนกับคนตรวจสอบท่านด้วย
นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยเตรียมยื่นฟ้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ที่มายื่นหลักฐานเกี่ยวกับคดีฮั้วสว.ให้กับวิปฝ่ายค้านพร้อมเปิดชื่อนายกรัฐมนตรี และนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง ว่า นายกฯ และพรรคการเมืองที่เป็นต้นสังกัด คือพรรคภูมิใจไทยควรใจกว้าง

